My Forum

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!

ผู้เขียน หัวข้อ: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง  (อ่าน 12971 ครั้ง)

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 01:48:50 AM »
เมื่อผมเริ่มทำเว็บ ใหม่ๆ มีสมาชิกท่านหนึ่ง เข้ามาเขียนเรื่อง ภาษาอังกฤษวันละคำ ท่านเป็นอดีต อาจารย์สอนภาษา
ผมเสียดายไม่ได้เก็บข้อมูลไว้ แต่ผมค้นหาตามเว็บไปพบท่านเขียนไดร์อารี่ส่วนตัวไว้ ผมได้เก็บไว้ ขอนำมา เผยแพร่ต่อ
ขออนุญาต ท่านอาจารย์ ณ.ที่นี้

๑ ปฐมวัย

คำนำ
บันทึกชีวประวัติของตัวเองนี้ำได้รื้อฟื้นความจำและบันทึกครั้งแรกเมื่อปี 2521
โดยพิมพ์ทำเป็นเล่มหนังสือเพียงเล่มเดียว แล้วก็ถูกทอดทิ้งมาเป็นเวลานาน
เนื่องจากเวลาของการทำงานและความเป็นอยู่ในครอบครัวบีบรัดแน่นมากจนไม่มีเวลา
ที่จะใส่ใจเรื่องนี้ จนกระทั่งเกษียณอายุราชการ บั้นปลายชีวิต ฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น
จึงใช้เวลาที่เหลืออยูในช่วงหลัง สร้างอนุสรณ์สถาน คือสร้างwebsiteไว้ให้ลูกหลาน
ได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยการรื้อฟื้นชีวประวัติที่พิมพ์ไว้แต่เดิมมาพิมพ์ใหม่ระบบคอมพิวเตอร์
ในปีพ.ศ.2546

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


ณ บ้านไร่ปรง ตำบลเขาถ่าน อำเภอท่าฉาง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
รุ่งอรุณ ดวงอาทิตย์ลอยเด่นเหนือทิวไม้ชายทุ่ง ทอแสงเรืองรองกระทบหยาดน้ำค้างบนยอดหญ้าเป็นประกายระยิบระยับ ต้นข้าวซึ่งกำลังแตกกอเขียวชอุ่มพลิ้วไปตามสายลมโบก
ฝูงนกกระยางถลาร่อนออกมาจากแนวป่า สู่หนองน้ำ
หมู่บ้านแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มเงาสวนมะพร้าว ร่มรื่น ในยามนี้ชุ่มฉ่ำไปด้วยละอองน้ำ
หมอกลงขาวโพลนไปทั่วบริเวณ ควันไฟลอยกรุ่นจากหลังคาเรือน ล่องลอยแล้วหายไปในอากาศ
วันนี้เป็นวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 11 ปีชวด
ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2479

สายมากแล้ว แสงแดดร้อนแรงขึ้นทุกขณะ
ความร้อนแสงแดดขับไล่หมอกให้จางหายไปอย่างรวดเร็ว ทั่วอาณาบริเวณสว่างไสว
ท้องนาดูเขียวขจีประหนึ่งปูด้วยพรมแผ่ขยายไปจรดชายป่า ท้องฟ้ายังเกลื่อนไปด้วยเมฆ บัวหลากสีชูดอกล้อเล่นลมบานสะพรั่งในหนองน้ำ
ท่ามกลางบรรยากาศอันชวนฝัน เสียงเพลงลูกทุ่งแผ่วแว่วมาตามสายลม

เมื่อหน้าฝนดลหัวใจให้เรียมนี้ชุ่ม
เหมือนต้นข้าวเขียวชอุ่มอยู่ในลุ่มหล่อน้ำ
น้องเป็นฝนดลหัวใจให้เรียมนี้ฉ่ำ
ฉะอ้อนช่างออดหวานพรอดหวานพร่ำ
ฉอเลาะน้ำคำหวานนัก


ข้าวแตกรวงเหมือนหนึ่งทรวงเรียมแรกแตกรัก
ให้แหนหวงหน่วงหนักเหมือนกับข้าวหักคอเอน
รักน้องคนเดียวใครจะเหลียวจะแลมาเห็น
เหลือเดียวแต่น้องเนื้อเย็นจะเอื้อจะเอ็นดูเรียม

เอ่ยให้งามเอาตามใจชอบ ยากนักที่น้องจะตอบ
รักเรียมคงกรอบใจเกรียม
อย่าขึ้งอย่าโกรธอย่าโหดอย่าเหี้ยม
อย่าอายอย่าเหนียมแหนงหน่าย เลยนะหัวใจอย่าน้อย

เมื่อหน้าแล้งแดดจะแกล้งให้ใจเรียมหงอย
เหมือนต้นข้าวเฝ้าคอย ให้ฝนปรอยลงมา
รักของเรียมจนและเจียมเทียมกับข้าวกล้า
หากน้องไม่นึกเมตตา รักเรียมคงล้าแรมโรย

ถนนทางเข้าหมู่บ้าน เป็นทางเดินแคบๆ เฉอะแฉะด้วยโคลนตม ปรากฏมีผู้คนเดินผ่านไปมานำผลไม้ พืชสวนออกจำหน่าย บ้างก็มีปู ปลา หอยจากทะเลเป็นสินค้า พระภิกษุกลับคืนสู่อารามไปแล้ว ไม่นานนัก
ชีวิตหนึ่งก็ถือกำเนิดเกิดมา ณ บัดนั้น
ณ บ้านหลังหนึ่งในสวนอันร่มรื่น ชีวิตใหม่เป็นชาย
แม่เรียกชื่อว่า หนุ่ย ตั้งชื่อว่า เที่ยง หนุ่ยโตวันโตคืน ไม่ค่อยกวนแม่นัก ได้แต่ร้องไห้บังคับพี่ชมอุ้มไปเที่ยวใต้ต้นมะม่วงริมทุ่งนา
ไม่รู้ตรงนั้นมีดีอะไรนักหนา
 
วันคืนผ่านไป กี่ปีเราจำไม่ได้ รู้แต่ว่าเรามีน้องชาย ชื่อเทียบ
น้องชายอยู่กับเราได้ไม่นาน น้องก็จากเราไป เราเองก็ยังเยาว์วัยเกินกว่าที่จะเข้าใจการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของน้อง
ได้ยินแม่พูดว่าน้องตายแล้ว พ่อเอาเสื่อห่อร่างน้องเทียบแล้วนำไปฝังในสวนหลังบ้าน
เราเหมือนถูกทอดทิ้ง พี่ชายสองคนไม่รู้ไปไหน เขาก็อยู่ส่วนของเขา
เราก็ได้แต่เดินเล่นอยู่ในบริเวณบ้าน มองเห็นบ้านหลายหลังในหมู่บ้านไกลๆ เรายังไม่เคยเหยียบย่างเข้าไปเลย
เคยร้องไห้ตามแม่เวลาแม่ไปธุระ แม่ไม่เคยตามใจเลย
โตขึ้นมาหน่อย วิ่งเล่นได้ ปีนต้นไม้ได้ เราก็สนุกตามประสา ต้นฝรั่งข้างบ่อน้ำ ที่โปรดปรานมาก แทบทุกวันเราจะปีนขึ้นไปเก็บลูกฝรั่ง ต้นใหญ่ กิ่งโตปีนง่าย ไม่ต้องกลัวตก รู้สึกว่าเราชอบปีนต้นไม้ เคยเห็นผู้ใหญ่ขึ้นต้นหมาก ใช้เชือกที่ลอกจากทางมะพร้าวอ่อน
เอามาบิดเป็นเกลียวแล้วผูกเป็นปลอก ใช้ปลายเท้่าสอดเข้าไปในปลอก มือทั้งสองจับต้นหมาก
หดขาขึ้นไป เชือกจะรัดต้นหมากแน่นทำให้ยืนอยู่ได้ ทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆจนถึงยอดต้นหมาก แล้วตัดเอาลูกหมากลงมาทั้งทะลายได้ เราก็เอาตัวอย่างมาลองทำดูบ้าง ก็ไม่เห็นยาก เราสามารถปีนขึ้นไปเก็บหมากให้แม่ได้ด้วย เราทำได้และไม่เคยตกต้นไม้แม้สักครั้งเดียว

พี่ชายทั้งสองเข้าโรงเรียนแล้ว กำลังจะจบ ป. 4 และแม่ว่าจะให้ไปเรียนต่อชั้นมัธยมในตัว
อำเภอท่าฉาง เรียกกันว่าเรียน มอ (หมายถึงชั้นมัธยม)
เขาก็มีเพื่อนของเขา ไม่ค่อยจะเอาใจใส่เราเลย
รู้สึกว่าพ่อ พี่เป็นที่จะต้องเกรงกลัว เล่นหยอกล้อด้วยไม่ได้ ความรักความผูกพันระหว่างพี่ๆน้องๆ ออกจะห่างเหิน นานๆครั้งก็มีหยอกเล่นกันบ้าง

การที่เราต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่รู้จักผู้คน
ทำให้เรากลายเป็นคนขลาด ขาดความมั่นใจ กลัวคน
ไม่กล้าอยู่ต่อหน้าคน ไม่พูดกับใครไม่เป็น
น้อยคนนักที่เราจะยอมพูดด้วย เมื่อมีญาติพี่ น้อง ใครก็ตามที่เป็นผู้ชายมาหาพ่อแม่ เราจะรีบหลบเข้าห้อง รอจนกว่าคนผู้นั้นกลับไปนั่นแหละ
เราจึงจะออกมาจากห้อง

บางคนยิ่งแกล้งที่เรากลัว ขู่จะตัดไข่ของเราทิ้ง (ทางใต้ ไข่หมายถึงอวัยวะเพศชาย) เรายิ่งกลัวหนักขึ้นอีก
การที่ชอบเก็บตัวในวัยเด็ก มีผลให้เรากลายเป็นคนขลาด
ขาดความมั่นใจในตัวเอง ชอบเก็บตัว
ไม่ชอบคบหาสมาคมกับใครๆ กลายเป็นปมด้อยติดตัวไปอีกนาน
มีนิสัยเห็นแก่ตัว ใจแคบ จิตใจอ่อนแอ (เพิ่งวิเคราะห์ได้เมื่อสายไปเสียแล้ว)
ปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมจิตใจของเราให้มีลักษณะดังกล่าวนั้น
น่าจะเป็นเพราะ่สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบุคคลใกล้ชิด พ่อ แม่ พี่น้อง เพื่อนใกล้บ้านเรือนเคียง
สังคมในบ้านพ่อแม่วางตัวเป็นผู้ใหญ่ เป็นของสูงที่จะละเมิดมิได้ การพูดคุยหยอกล้อแสดงความรักหายากเต็มที
พี่ชายทั้งสองก็อยู่คนละวัย ก็เข้ากันไม่ได้
ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องจึงค่อนข้างชาเย็น

พูดถึงพี่ชม พี่ชายรองรู้สึกว่ารักและเอาใจเรามากกว่าคนอื่นๆ
แต่ก็น่าแปลก ทีกับเพื่อนๆพี่เขาจะสนุกสนานดี
แต่กับน้องกลับเฉยชา เอ มันยังไงกันเนี่ยะ เรากลายเป็นคนเก็บกด
ใจคอหดหู่และเศร้าสร้อยอย่างไรบอกไม่ถูก
สำหรับพี่ฉ่ำ พี่ชายใหญ่เอาใจเราบ้างเป็นบางครั้ง
ครั้งหนึ่ง เราหาของเล่นในห้อง บังเอิญทำให้หินลับมีดของพ่อหัก เป็นหินสีดำสำหรับลับมีดโกน พ่อหวงมากและเก็บไว้อย่างดี
เรากลัวมาก ทำไงดี โดนตีแน่ๆเลย พ่อชอบตีเราบ่อยซะด้วย
พี่ฉ่ำเห็นเหตุการณ์ พาเราออกไปนอกบ้าน หนีไปก่อน
เดินเล่นตามทุ่งนา เล่นให้เพลินจะได้ลืมเรื่องนั้นเสีย แต่เราไม่ลืม กลัวเจ็บนี่นา
จะลืมได้ไง จนตกเย็นใกล้ค่ำ เราสองคนก็เดินเข้าบ้าน
พ่อไม่ตีแฮะ
รอดพ้นไปได้ จาการช่วยของพี่ชายใหญ่

 
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #1 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 01:53:04 AM »
๒ บ้านชายทุ่ง

บ้านเราเป็นบ้านหลังใหญ่ หลังคามุงจาก (ใบจาก) พื้นฝาเป็นกระดาน ตั้งอยู่กลางสวน
รอบตัวบ้านมีคูล้อมรอบ มีสะพานทอดข้ามเข้าบ้าน
น้ำในคูใส มีสาหร่าย พืชน้ำลอยอยู่ มีบัวสาย บัวหลวง บัวนางคลี่ ต่างออกดอกบานสะพรั่ง หอมกรุ่นในยามเช้า ในน้ำมีปลานานาชนิด
ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ ปลากระดี่ ปลาซิว ปลาฉลาด ปลาสลิด ปลานิล รวมทั้งลูกปลาเล็ก
กุ้งเล็ก ปูก็มีบ้าง ติดมากับน้ำทะเลแล้วไม่ได้กลับ พักอาศัยในคูบ้านเราโดยไม่ได้รับอนุญาตเลย
เต่าและตะพาบน้ำก็พอมีบ้าง ปลาไหลก็มี แต่มันไม่เคยออกมาให้เราเห็น มีแต่มีคนเอาอีจู้(เครื่องจับปลาไหล) เอาหอยโข่งเป็นเหยื่อล่อ เอาจู้ตั้งไว้ในคูน้ำตอนกลางคืนพอรุ่งเช้าไปเก็บอีจู้ จะมีปลาไหลติดมาในจู้ บางทีเขาใช้เครื่องมือเป็นกระบอกไม้ไผ่ เรียกว่าลัน ใช้ในการจับปลาไหลด้วย เขาไม่ค่อยกินปลาไหล แต่เอาไปเป็นเหยื่อดักปูทะเลอีกทีหนึ่ง
เราจำได้ว่าพ่อเคยแกงปลาไหลครั้งหรือสองครั้ง
แม่ถึงกับต้องแบ่งถ้วยชามกัน เพราะแม่ไม่กินปลาไหล
น้ำในคูสงบนิ่ง ไม่มีทางไหลไปที่ไหน นอกจากหน้าฝน น้ำจะไหลออกสู่ทุ่งนา
คูที่ต่อกับที่นา น้ำใสไหลเอื่อยๆ มองเห็นปลาเล็กๆ อยู่กันเป็นฝูง สีสันสวยงาม

ในฤดูทำนา
ฝนตกติดต่อกันหลายวัน ท้องนาที่เคยแห้ง ดินแตกระแหงจะเจิ่งนองด้วยน้ำ สายน้ำในคูจะติดต่อกับพื้นนา ปลาจะเริ่มวางไข่
มันออกมาจากคู ออกไปหาน้ำใหม่ในท้องนา ออกลูกแพร่พันธุ์ ในนาจึงเต็มไปด้วยปลาดำผุดดำว่ายกันเสียง จ๋อม แจ๋ม
เราชอบตกเบ็ดหาปลาจากนาข้าว
พ่อใช้ทางระกำ ลิดใบออกหมด ทำเป็นคันเบ็ด จับตั๊กแตนตรงกอข้าวหรือกอหญ้าใส่กล่องเล็กๆเตรียมไว้เยอะเยอะๆ หย่อนสายเบ็ดลงระหว่างกอข้าว ขณะนี้กำลังออกรวง
หย่อนลงไป สักครู่หนึ่งเราจะรู้ว่าปลากินเบ็ดแล้ว เราก็ตะหวัดคันเบ็ดแต่เพียงเบาๆ พอให้เบ็ดเกี่ยวปากปลาติด เราก็จะได้ปลามา
ตลกจังเลย ครั้งหนึ่งเราตะหวัดคันเบ็ด ติดปลาขึ้นมาตัวหนึ่ง
แต่เ็บ็ดเกี่ยวที่ลำตัวปลา ไม่ใช่ที่ปาก !!!!
ปลาที่ตกได้มักจะเป็นปลาหมอ ส่วนปลาช่อน ปลาดุกไม่ค่อยกินเบ็ด

เบ็ดอีกอย่างหนึ่ง เรียกว่า เบ็ดทุง(ภาษาใต้) เวลาไปหาปลาเรียกว่าไปทุงเบ็ด (ไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร) คันเบ็ดทำด้วยไม้ไผ่ ผ่าออกเป็นซี่ๆ โตขนาดหัวแม่มือ เหลาให้เกลี้ยงปลายเรียว ยาวสักเมตรกว่าๆ ผูกสายเบ็ดที่ปลายคันเบ็ด ใช้ไส้เดือนเป็นเหยื่อซึ่งก็หาง่าย ขุดดินตรงไหนก็เจอ จับดึงให้ขาดเป็นท่อนๆ ใช้เบ็ดเกี่ยว แล้วก็นำไปปักตามแหล่งน้ำ ล่อให้ปลามากินเหยื่อ เราจะมีเบ็ดชนิดนี้อย่างน้อย 20 คัน ปักไว้ตามที่ต่างๆ
รอเวลานานพอสมควรก็ออกไปดู จะมีปลาติดเบ็ด มีปลาช่อน ปลาดุก (แบบนี้จะไม่ได้ปลาหมอเลย) พอดึกหน่อยเราก็ปล่อยทิ้งไว้จนรุ่งเช้า ไปดูอีกที บางครั้งก็น่ากลัว

เพราะมีงูตัวใหญ่ติดเบ็ด เป็นงูปล้องทอง เราทำไงดีล่ะมันยังไม่ตาย บิดตัวเป็นเกลียว เราจะปลดงูออกจากเบ็ดก็ไม่กล้า เลยตัดสินใจตัดสายเบ็ดแล้วก็ปล่อยงูไป บางทีเบ็ดติดเต่านา ก็ต้องสละเบ็ดอีกเหมือนกัน

เราอยากได้แหเหลือเกิน มีอวนของพ่อขาดๆ ก็เอามาผูกเข้ากับเปลือกหอยแครงไว้รอบๆ
ตรงกลางผูกเชือก เหวี่ยงตาข่ายที่มีเปลือกหอยเนี่ยะ ตูมลงไปในน้ำ พอดึงขึ้นมา
ไม่ติดอะไรเลย ไม่สนุกเลย ทำอะไรดี เราเป็นคนขอบคิดชอบทำ เห็นพ่อทำอะไรเป็นต้องคอยมอง นั่งเฝ้าพ่ออยู่ไม่ห่าง แล้วก็มาทำด้วยตัวเอง ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง มีหนังสือเรียนเล่มหนึ่งในชั้นประถม
เรื่องฝนทั่งให้เป็นเข็ม แปลว่าจะต้องใช้ความพยายามมากเหลือเกิน รู้จักทั่งไหมล่ะ เป็นแท่งเหล็กใหญ่สำหรับใช้ รองเหล็กที่เผาไฟจนร้อนแดง แล้วใช้ค้อนตีเหล็กจนแบนเป็นมีด เอาแท่งเหล็กที่เรียกว่าทั่งนั่นแหละฝนกับหินลับมีด ฝนไปเรื่อยๆ
จนเหลือเป็นเข็มเย็บผ้า เข้าข่ายที่ว่าความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น
ฝรั่งเขาก็ยอมรับว่า where there is a will there is a way ไงล่ะ
แต่่เรื่องฝนทั่งให้เป็นเข็มเย็บผ้าเนี่ยะมันเกินไป ใครทำได้ ก็บ้าแล้ว
หนังสือเล่มอีกหนึ่งเป็นแบบเรียนชั้นประถม กล่าวถึงคนจับจด ทำอะไรไม่สำเร็จ
เขามีไม้ท่อนหนึ่ง ตั้งใจว่าจะขุดเรือเล็กๆ เขาก็เริ่มขุด ถากไปขุดไป เรือก็ไม่เป็นเรือ นานเข้าชักเบื่อแล้ว
ทำไม้พายดีกว่า เริ่มทำใหม่ ใช้มีดถากไปเรื่อยๆ ไม้ก็เหลือเล็กลงทุกที ก็ยังไม่เป็นไม้พาย
ทำไม้ควักปูนดีกว่า เขาคิดในใจ
ผลที่สุดไม่ได้เป็นอะไรสักอย่าง นี่เป็นตัวอย่างให้เราต้องคิด

หน้าน้ำนอง คงจะในราวเดือนสิบสอง น้ำทะเลชึ้นสูง น้ำเหนือไหลมาจากป่าบน
มาสมทบ ทำให้ท้องนากลายเป็นทะเลน้อยๆ เพื่อนๆเอาเรือมาพายเล่นในท้องนา
เราก็ได้นั่งเรือไปกับพวกเขาด้วย สนุกดี ช่วยกันพาย ถึงที่น้ำตื้นก็ลงไปลากเรือกัน
พอน้ำลด น้ำแห้งไม่มีเรือให้เล่น
พ่อตัดต้นกล้วยทิ้งไว้ เราลากต้นหยวกกล้วยลงน้ำ ก็เห็นอยู่ว่าต้นกล้วยลอยน้ำได้ เราก็ลงเหยียบ
มันรับน้ำหนักเราไม่ได้ มันก็จม มันไม่ยอมเป็นเรือให้เรา

พูดถึงการเลียนแบบพ่อ เราทำอะไรได้หลายอย่างที่ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ โดยที่พ่อไม่ได้สอน ไม่เห็นพ่อสอนใคร เรานั่งดูแล้วก็จำไปทำเอง (แต่น่าเสียดายตอนนี้ลืมหมดแล้ว)
พ่อมีฝีมือในหลายๆด้าน พ่อเป็นพ่อบ้านที่สมบูรณ์แบบที่สุด(perfect) ของใช้ในบ้านทุกอย่างพ่อทำได้เองทั้งหมด ก็ยุคนั้นมีของใช้ขายเสียเมื่อไหร่กัน งานใหญ่ๆ อย่างงานปลูกบ้าน พ่อก็ขอแรงเพื่อนบ้าน 2-3 คนช่วยกันทำโดยพ่อเป็นแม่งานเสียเอง
ใช้เวลาไม่นานงานก็เสร็จ

การทำนาไม่มีการจ้าง แต่ใช้วิธีลงแขก แปลว่าพ่อแม่ไปออกปากวานผู้อื่นเช่น ญาติพี่น้องเพื่อนบ้านประมาณ 7-8 คน นัดวันเวลา พวกเขาก็มาพร้อมกันลงถางหญ้าในนา
หญ้าในนาส่วนใหญ่เป็นต้นกก ต้นกกชนิดสามเหลี่ยม แม่เคยนำมาทำเสื่อ ทำกระสอบใส่เข้าเปลือก โดยผ่าซีก ผึ่งแดดให้แห้งแล้วนำมาสานเป็นแผ่น แต่ไม่ทนนานเท่ากระจูด แต่ก็ใช้ได้ ถ้าเป็นยุคนี้คงจะตั้งเป็น 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ได้
การลงแรงร่วมกันจะเริ่มงานตั้งแต่เช้า พักรับประทานอาหารกลางวัน แม่จะทำอาหารเลี้ยง มีข้าว มีแกง ต้ม น้ำพริกผัก กินอิ่มแล้วก็ลงทำงานต่อ
หน้าเก็บเกี่ยวข้าวก็เหมือนกัน เมื่อทำของเราเสร็จ ถึงทีของคนอื่นบ้าง
พ่อหรือแม่ก็ต้องไปทำงานใช้แรงกลับคืนเป็นการแลกเปลี่ยนกัน
นี่แหละที่เรียกกันว่าลงแขก ทุกคนช่วยกันทำนาแบบหมุนเวียนกันไป งานก็เสร็จเร็ว สามัคคีกันดีเหลือเกินในยุคนั้น ทุกคนรักใคร่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียว บรรยากาศน่าอบอุ่นซึ่งหาไม่ได้แล้วในยุคนี้(พ.ศ.2546)
นอกจากช่วยกันเองในหมู่บ้านแล้ว แม่ยังไปช่วยงานต่างถิ่น ไปถึงท่าฉาง คลองไทร โดยการไปช่วยเก็บข้าว แล้วก็ได้ข้าวเป็นค่าจ้าง เช่นเก็บได้ 10 มัดเจ้าของนาก็แบ่งให้ 2 มัด ครับนี่เป็นตัวอย่าง ที่ท่าฉางเขาไม่เกี่ยวข้าว แต่เรียกว่าเก็บข้าว เพราะเป็นการเก็บทีละรวง ไม่มีใบข้าวติดมาด้วย เก็บด้วยเครื่องมือสำหรับเก็บข้าวโดยเฉพาะเรียกว่า "มัน" มันเป็นเครื่องมือเก็บข้าวมีด้ามจับระหว่างนิ้ว และมีใบมีดคมกริบตรงด้านหน้า ใช้นิ้วเกี่ยวรวงข้าวผ่านใบมีด รวงข้าวจะขาดทันที ใช้มือขวาตัด มือซ้ายเก็บ พอรวบรวมได้ประมาณ 100 รวงก็เอามามัดได้ 1 มัด

อย่าดูหมิ่นชาวนาเหมือนดั่งตาสี เอาผืนนาเป็นที่พำนักพักพิงร่างกาย
ชีวิตเอยไม่เคยสบาย ฝ่าเปลวแดดแผดร้อนแทบตาย ไล่ควายไถนาป่าดอน

เหงื่อรินหยดหลั่งลงรดแผ่นดินไทย จนผิวพรรณเกรียมไหม้
แดดเผามิได้อุทธรณ์ เพิงพักกายมีควายเคียงนอน
กลิ่นโคลนสาบควายเคล้าโชยอ่อน ยามนอนหลับแล้วไฝ่ฝัน

นี่คือเพลงฮิตติดอันดับในยุคนั้น ให้้ชาวนามีพลังสู้แดดทนฝนได้ อะไรๆไม่ชื่นใจเท่าที่เห็นข้าวแตกรวง แกว่งพลิ้วไปตามสายลม ถึงหน้าข้า่วสุก รวงข้าวสีเหลืองอร่ามทั่วท้องทุ่ง เป็นภาพที่งามหาที่เปรียบมิได้ แต่น่าเสียดายภาพเหล่านั้นกลายเป็นอดีต
ที่เด็กรุ่นหลังไม่เคยเห็น

กลิ่นโคลนสาบควายเคล้ากายหนุ่มสาว แห่งชาวบ้านนา
มิลอยเลิศฟ้าเหมือนชาวสวรรค์ หอมกลิ่นน้ำปรุงฟุ้งอยู่ทุกวัน
กลิ่นกระแจะจันทน์  หอยเอยผิวพรรณนั้นต่างชาวนา

อย่าดูถูกชาวนาเห็นว่าอับเฉา มือถือเคียวชันเข่า
เกี่ยวข้าวเลี้ยงเราผ่านมา ชีวิตคนนั้นมีราคา
ต่างกันแต่ชีวิตชาวนา บูชากลิ่นโคลนสาบควาย

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #2 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 01:54:30 AM »
เครื่องสีข้าว

ลักษณะคล้ายครกโม่สำหรับโม่แป้ง
แต่เครื่องสีข้าว สานด้วยตอกไม้ไผ่ ทำเป็นรูปทรงกระบอกเป็นที่อัดดินเหนียวผสมแกลบให้แน่นทั้งตัวบนและตัวล่าง ตัวล่างอยู่กับที่ ตัวบนเป็นตัวหมุน ทั้งสองตัวจะบดข้าวเปลือกด้วยฟันที่ทำด้วยแผ่นไม้โกงกาง ตัวบนมีที่ใส่ข้าวเปลือกได้ครั้งละ 1 ถังกว่าๆ คอยเติมไปเรื่อยๆ เพราะข้าวเปลือกจะถูกบดให้แตกเป็นข้าวสารปนออกมาทั้งแกลบและข้าวสาร
เครื่องสีข้าว ก็เป็นฝีมือพ่อ ทำไว้ใช้เองและทำขายได้ด้วย วิธีการของพ่อดูแล้วเป็นงานหนักเหมือนกัน เริ่มตั้งแต่เข้าป่าไปตัดไม้โกงกาง เลือกเอาต้นแก่มากๆ ใช้เลื่อยตัดเป็น ท่อนๆแล้วผ่าเป็นแผ่นหนาพอสมควร ทำหลายแผ่นสำหรับเป็นฟันบดข้าวเปลือก
เครื่องสีข้าวนี้มีหลักการเหมือนครกโม่ที่ใช้โม่แป้ง แต่ครกโม่ทำด้วยหินทั้งตัวบนและตัวล่าง เครื่องสีข้าวที่พ่อทำขึ้นนี้ ทั้งตัวบนและตัวล่างอัดแน่นด้วยดินเหนียวผสมแกลบ มีฟันเป็นตัวบดข้าวเปลือกให้แตกเป็นข้าวสาร
ที่เรียกว่าข้าวกล้อง ยังใช้หุงไม่ได้หรอกครับ
ต้องใส่ครก ตำด้วยตะลุมพุกหรือสากไม้ต่อไปจนเม็ดข้าวเริ่มมีสีขาว
จึงจะเป็นข้าวสาร เรียกว่าข้าวซ้อมมือ ยุคนั้นโรงสีข้าวมีอยู่แต่ในเมือง
เครื่องสีข้าวของพ่อก็ถือว่าเป็นภูมิปัญญาของคนไทย
ทำขึ้นครั้งหนึ่งๆ ใช้สีข้าวได้นานหลายปี เพื่อนบ้านก็มาอาศัยสีข้าวที่บ้านเราบ่อยๆ

เครื่องจักสาน พ่อเราเป็นที่หนึ่งในหมู่บ้าน(ไม่ได้คุยนา)  ฝีมือละเอียด สวยงาม ทนทาน เป็นที่เลื่องลือไปไกล
ของที่ทำขึ้นขายหมดจนทำไม่ทัน เช่น กระด้ง กระเชอ กะชะ กระบุง ตะแกรง ชะลอม และอื่นๆ
งานของพ่อเป็นงานฝีมือ งานเบาๆ แต่มาหนักตรงที่ต้องไปตัดไม้ไผ่จากกอไผ่ บ้านเราก็ไม่ได้ปลูกต้นไผ่ พ่อต้องไปเอามาจากบ้านคนอื่น ขอกันซื่อๆ บ้อได้ซื้อขายเด้

สวนของเราเป็นสวนมะพร้าว มีหมากแซมบ้าง ไม้ผลเช่น มะม่วง กระท้อน ละมุด ชมพู่
ฝรั่งก็พอมีให้รับประทานบ้าง แต่ประเภทเงาะ ทุเรียน มังคุด มะไฟ มะเฟือง ไม่มีในสวนบ้านเรา
เพราะพื้นที่แถบนี้อยู่ใกล้ทะเล น้ำทะเลขึ้นท่วมทุกปี ทำให้ดิน น้ำกร่อย แต่สวนบนบ้านบางน้ำจืดอยู่ติดภูเขา ปลูกไม้ผลได้ทุกชนิด มีทุเรียน เงาะ มังคุด มะม่วง
แต่ถึงกระนั้น สวนบ้านเราก็ยังเป็นที่ชุมนุมของบรรดาเด็กๆมาเป็นเพื่อนเล่นกับเรา
เราโตแล้ว มีเพื่อนเล่นเยอะแยะเลย ทุกวันจะมีเพื่อนๆมาวิ่งเล่นกันไม่ขาด เพื่อนๆเหล่านี้ล้วนเป็นญาติพี่น้อง
เป็นเด็กรุ่นเดียวกันทั้งเด็กหญิงเด็กชาย บางวันแม่ทำขนมเลี้ยงอิ่มหนำสำราญกันไป

ริมสวนชายทุ่ง นอกจากต้นมะพร้าวที่เรียงราย ยืนต้นโต้ลมแล้ว ยังมีต้นกระถิน มะขามซึ่งหมายถึงผักจิ้มน้ำพริกประจำหมู่บ้าน ตกเย็นมักจะมีใครต่อใครมาเก็บยอดกระถิน ฝักอ่อนไปเป็นอาหารประจำวัน พ่อแม่เราก็ไม่เคยหวงห้าม
ต้นมะพร้าวบางต้นสูงมาก ไม่มีใครปีนขึ้นไปเก็บมะพร้าวได้ เขาต้องอาศัยลิงเป็นผู้ช่วย
ลิงเนี้ยะรู้ดี มะพร้าวลูกไหนแก่ อ่อน มันใช้มือทั้งสองข้างหมุนบิดจนหลุดแล้วมันก็ทิ้งลงมา
ผู้ที่มีลิง เลี้ยงลิงและฝึกหัดจนใช้งานได้ก็จะนำไปรับจ้างเก็บมะพร้าวก็เป็นอาชีพได้

ทุ่งนากว้างไกลไปถึงป่าชายเลน ติดกับทะเล เป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยอาหารธรรมชาติที่ชาวบ้านทุกคนมีสิทธิเข้าไปหากิน เป็นป่าธรรมชาติที่ยังไม่มีเจ้าของ ประกอบไปด้วยต้นแสม ต้นโกงกาง ต้นลำพู ป่าหวายลิง พื้นดินชุ่มแฉะตลอดปี บางแห่งเป็นหล่มโคลนลึก เวลาเดินเข้าป่าต้องระวัง เพราะอาจจะตกลงไปในบ่อโคลนลึกได้ มีสายน้ำเล็กๆไหลออกทะเล เป็นที่อาศัยของปลา ปู กุ้งและหอยชนิดต่างๆ พอน้ำทะเลขึ้นท่วมบริเวณนี้ สัตว์น้ำก็จะติดตามมากับน้ำ เวลาน้ำลง ปลาจำนวนหนึ่งติดค้างอยู่ในแอ่งน้ำ เราก็ใช้ตะแกรงช้อนเอาปลาหรือกุ้งขึ้นมาได้ ส่วนปูจะหลบซ่อนตัวอยู่ในรูริมคลอง ใช้ขอทำด้วยเหล็กเส้นโค้งงอเป็นขอ แหย่ลงไปในรู ล้วงดึงเอาปูออกมาได้ (มนุษย์เนี้ยะใจร้ายนะ)

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #3 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 01:55:59 AM »
ทำไมถึงเรียกหมู่บ้านนี้ว่า บ้านไร่ปรง
ก็ชื่อบอกความหมายแล้วไง จะต้องแปลอะไรอีก หมู่บ้านนี้มีไร่ปรง ในขณะที่แถวแก่งคอยมีไร่ข้าวโพด
ที่ประจวบคีรีขันธ์มีไร่สับปะรด ที่กล่าวมานี้เป็นไร่ที่เราปลูกขึ้นมาเป็นพืชเศรษฐกิจ และคำว่าไร่เขาปลูกพืชล้มลุก หมายความว่าเราต้องปลูกกันทุกปี
ถ้าเป็นต้นไม้ใหญ่ก็เรียกว่าสวน เช่นสวนมะพร้าว สวนทุเรียน
แต่หมู่บ้านเราเป็นไร่ปรง ต้นปรงเกิดขึ้นมาเอง ไม่มีใครปลูก และไม่มีประโยชน์ ซ้ำยังทำให้ดินเสีย ทำนาปลูกข้าวไม่ได้
หมายเหตุ ปรง เป็นพันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ึง ต้นเป็นกอ ใบยาวเรียว เป็นทาง ยอดอ่อนสีแดง ให้เป็นผักรับประทานได้

แต่ในปัจจุบันคำว่าไร่ปรงมีแต่ชื่อ มีต้นปรงเหลือน้อยเต็มที
แล้วต้นปรงหายไปไหน
บริเวณที่เคยเป็นไร่ปรงกว้างไกลจนจดชายป่านั้น กลายเป็นนากุ้งไปหมดแล้ว ที่นาที่สวนถูกนายทุนกว้านซื้อไปหมด เหลือแต่ที่เป็นหมู่บ้าน รถแทรคเตอร์หลายคันทยอยเข้ามา ขุดกันเป็นงานใหญ่ ไม่ช้าภาพที่เคยเห็นเป็นทุ่งนาก็กลายเป็นนากุ้ง มีกังหันปั่นน้ำเติมออกซิเยนตลอดเวลา ยามค่ำคืนไฟฟ้าสว่างไสว ดูสวยงามไปอีกแบบหนึ่ง
อันที่จริงการทำนากุ้งมิใช่ว่าจะมีที่บ้านไร่ปรงแห่งเดียวเท่านั้น แต่ที่อื่นๆมีมาก่อนแล้ว ป่าชายเลนแทบทุกแห่งถูกทำลาย ทำเป็นที่เลี้ยงกุ้งกุลาดำ เรื่อยมาตั้งแต่สมุทรสงคราม ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และสุราษฎร์ธานี กุ้งชนิดนี้ราคาดี สร้างความร่ำรวยให้แก่เจ้าของนากุ้งมาแล้วมากต่อมาก

เอ อะไรกันเนี่ยะ เรากำลังฟื้นความหลังนี่หว่า(อย่าพูดหว่าซิวะ)
แล้วพูดไปถึงไหนแล้วล่ะ นึกดูก่อน

ใช่แล้ว เรากำลังพูดถึงตอนวัยเด็ก
ในวัยเด็กของเรา มองดูทุ่งนา รู้สึกว่าไกลมาก ลิบๆเลย
อยากไปให้ถึงที่ตรงนั้นว่าจะมีอะไรบ้าง มีโอกาสวันหนึ่งได้ติดตามพ่อเข้าป่าหาฟืน วันนั้นมีแม่ไปด้วย เรา 3 คนเดินไปตามคันนา ตรงไปยังป่าข้างหน้า ต้นข้าวในนาแตกกอขึ้นสูง ใบข้าวไหวอ่อนพลิ้วไปตามสายลม แสงแดดยังอ่อนๆ เนื่องจากยังเช้าอยู่ เราเดินไปคุยไป ซักถามพ่อแม่ไปตลอดทาง
“มีงูไหมพ่อ ในป่าน่ะ”
“มีซิลูก ในป่ารกๆเป็นที่อาศัยของมัน”
“แล้วเราจะเจอมันไหมเนี่ยะ”
“อย่าเจอดีกว่า” แม่พูดยิ้มๆ
“เอ๊ะ นี่รอยอะไรครับ?”
มีรอยเหมือนมีคนลากของ ต้นข้าวเอนยับไปเป็นทาง พ่อไม่ตอบ เดินไปตามคันนาเงียบๆ รอยหญ้าแหลกยังคงปรากฏให้เห็น
ทันใดพ่อซึ่งเดินหน้าสุด หยุดเดินกะทันหัน เราสองคนพลอยหยุดตามไปด้วย สายตาเราจ้องไปข้างหน้า
งูตัวใหญ่
กำลังเลื้อยไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ดูเหมือนมันไม่รู้สึกว่ามีคนเดินตามมัน
เรายืนนิ่งอยู่กับพักหนึ่ง คอยดูมันเ้ลื้ื่อย มันก็เลื้อยหายเข้าไปในพงหญ้า เป็นงูที่ใหญ่กว่าทุกตัวที่เราเคยเห็น จากนั้นเราก็เดินต่อไป เข้าป่าหาฟืน ต้นตุ่มต้นใหญ่ๆ มีคนตัดทิ้งไว้ พ่อเลือกตัดท่อนที่พอจะแบกไปได้ ไม้ตุ่มเป็นไม้เนื้ออ่อน ผุง่าย ใช้ทำฟืนอย่างเดียว แต่ก็สู้ไม้โกงกางไม่ได้ ไม้โกงกางติดไปได้ดีแม้จะยังชื้นอยู่ ไม้ตุ่มติดไฟได้ดีแต่ต้องตากแดดให้แห้ง
ตรงชายป่าไม่มีไม้โกงกาง ต้องเข้าลึกไปอีกจนใกล้ทะเล จะเป็นป่าโกงกางจริงๆ เราคงไม่ดั้นด้นไปหาไม้โกงกาง เพราะมันไกล ต้องบุกป่าไปอีกนาน ต้นโกงกางจะมีรากจากลำต้นโค้งงอ ระโยงระยางลงไปเกาะพื้นดิน ดูเหมือนเป็นสัตว์ประหลาด ไม่มีต้นไม้ชนิดใดเหมือน ไม้ตุ่มนอกจากให้ฟืนแล้ว ต้นตุ่มที่ถูกทิ้งไว้นาน จะเกิดดอกเห็ดขึ้นตามเปลือกของมัน เรียกว่าเห็ดแครง เพราะรูปลักษณะเหมือนหอยแครง เหมือนเด๊ะเลย แกงจืดแบบใส่กะทิ อร่อยมากครับ

บางปีป่าทั้งป่ากลายเป็นสีเหลือง เหมือนฤดูใบไม้ร่วง แต่ไม่ใช่หรอก ใบไม้เหลืองเพราะถูกตัวหนอนชนิดหนึ่ง จำนวนมากเป็นร้อยเป็นพันๆตัว รุมกันกัดกินใบไม้ ชาวบ้านต่างดีอกดีใจเมื่อเห็นป่าเป็นสีเหลือง นั่นหมายความว่าเจ้าป่าให้อาหารอร่อยแก่เราแล้ว ชวนกันไปเก็บลูกหลน(หนอนผีเสื้อ) เก็บมาคั่วกับเกลือพอเค็มๆ เราเคยกินเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยสนิทนัก บางตัวเป็นหนอนมีขาหลายขา ตัวยาว บางตัวเป็นตัวดักแด้ กลมๆ แบบนี้ค่อยน่ากินหน่อย พอตัวดักแด้โตเต็มที่มันกลายเป็นผีเสื้อ บินไป
ดังนั้นชั่วไม่นานป่าทั้งป่าก็เป็นสีเขียวดังเดิม

 

เราโตขึ้นมาหน่อย ลงเล่นน้ำในนา แม่ถางหญ้า เก็บหญ้าขึ้นกองไว้บนคันนา จะเห็นแผ่นน้ำมีคลื่นน้อยๆค่อยๆทะยอยมากระทบคันนา เกิดเป็นฟองขาวขุ่นๆยามเมื่อลมพัด เราช่วยแม่ทำนาเท่าที่กำลังเราทำได้ ช่วยเก็บหญ้า ช่วยถอนกล้า ขนกล้าไปเก็บไว้ที่นา
อีตอนขนกล้านี่สิ แสนจะแสบ ก็ทำไมไม่แสบล่ะ เราต้องแบกลำไม้ไผ่เสียบมัดต้นกล้าข้างละ 3-4 มัด ต้นกล้าติดตินโคลนหนักนะซิ บ่าเราก็แตก แสนแสบจริงๆ บ่าแตกหมดแล้วแม่จ๋า แม่จะดำนาคนเดียว ไม่มีใครช่วยแม่เลย พ่อช่วยได้แต่การถางหญ้า เก็บหญ้า รู้สึกว่าการดำนาเป็นงานของผู้หญิง ไม่เคยเห็นผู้ชายดำนา
ต่อมา เราเคยเห็นชาวนาภาคอีสาน ผู้ชายดำนาก็มี ไม่เห็นว่าเป็นของแปลกอะไร
เราชอบเล่นน้ำในนา ก่อนที่ยังไม่ได้ดำข้าว
ใช้กาบมะพร้าวมาทำเป็นเรือ ใช้ใบตองเป็นใบ
แล้วปล่อยลงน้ำ ลมพัดเรือแล่นฉิว เราก็วิ่งตาม เพื่อนๆก็มาร่วมวงด้วย เราแข่งเรือกันอย่างสนุกสนาน ขึ้นจากน้ำ อูย!! น่าขยะแขยง
ปลิงตัวดำเป็นมัน มีเมือกตามตัว ลื่น เกาะติดขาเรามาด้วย
ไม่ใช่เกาะเฉยๆ มันดูดเลือดแดงๆจากเราด้วยนะซิ
ไม่ได้ชวนมาสักกะหน่อย ไม่กล้าแกะเอง เราทั้งกลัวทั้งเกลียด ไอ้ ปลิงเนี่ยะ ร้องไห้ บอกแม่ช่วยดึงออกที แม่จ๋า ปลิง ปลิง นะแม่

ด้านหลังของสวนเราก็เป็นที่นา กว้างไกลไปจนถึงถนนรถไฟ ทองเห็นไกลลิบโน่นแน่ะ
ไกลออกไปอีกหลังแนวป่าจะมองเห็นเป็นทิวเขาเขียวทาบขอบฟ้า อยากไปเห็นจังเลย
นานๆจะมีรถไฟผ่านมา เสียง ชึ่กชั่ก ๆๆๆ ปู้น ๆ อยากไปให้ถึงถนนรถไฟจังเลย แต่แม่ห้าม เราก็ไม่กล้าดื้อ หาใครช่วยพาไปก็ไม่มี ทำไงดีโว้ย
ด้านใต้ของสวนติดต่อกับป่า ปลายคลองถ่านมาสิ้นสุดที่ตรงนี้ เป็นแหล่งน้ำขังตลอดปี น้ำมีสีดำ
มีสาหร่ายขึ้นทั่วไป น่าจะลึกด้วยซิ มีต้นลำพู ลำแพนต้นใหญขึ้นอยู่กลางลำน้ำ ่แผ่กิ่งก้านร่มครึ้ม ริมคลองรกรุงรังไปด้วยป่าเถาวัลย์และหญ้า เป็นบริเวณที่น่ากลัวแห่งหนึ่ง แต่แถวนี้ปลากัดชุมด้วยซิ ตัวดำ ครีบสีเขียวสวยมาก
ท้ายสวนเรามีต้นจากขึ้นหลายกอ พ่อเป็นคนปลูกไว้ พ่อเคยตัดลูกจากมาให้เรากินบ่อยๆ ลูกจากหวานอร่อยเหมือนลูกตาล แต่ต้องกินตอนที่มันยังอ่อน เหมือนมะพร้าวอ่อน ใบจากใช้มุงหลังคาบ้าน ให้ห่อขนมเรียกว่าขนมจาก ใช้แป้งข้าวเหนียวผสมมะพร้าวขูด น้ำตาล
ย่างสุกแล้วหอมหวาน แม่ทำให้กินบ่อยๆ  ยอมรับเลยว่า หนมจากเป็นของโปรดของหนุ่ย ใบจากอ่อนใช้สูบยาได้

ต่อจากหนองน้ำนี้ก็เป็นลำคลองเล็กๆ ไหลไปบรรจบกับคลองท่าฉาง สองข้างฝั่งคลองเต็มไปด้วยหญ้า เถาวัลย์ ป่าปรง เป็นคลองแคบๆ แม่เล่าว่าสมัยแรกๆ ที่พ่อกับแม่มาหักร้างถางพงเพื่อทำนาและทำสวน ที่ตรงนี้ยังเป็นป่า คลองลึก
หน้าน้ำ พอน้ำหลากท่วมจะมีจระเข้ออกมาหากินในนาข้าว งูชุมมาก มีงูเห่า งูปล้องทอง งูเหลือม งูน้ำ งูสิง หลายงูมาก นับไม่หมด ตอนเช้า เดินเข้าสวนบางครั้งเดินลอดใต้งู มันกำลังพันตัวอยู่บนกิ่งไม้เหนือหัวเรา ทำให้เราตกใจขวัญบินหลายครั้ง แต่ไม่เคยปรากฏว่างูพวกนี้ทำร้ายใคร
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #4 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 01:56:55 AM »
ลาแล้วบ้านที่เคยอยู่
เราจำไม่ได้ว่าปีไหนที่เราจะต้องอำลาบ้านที่เคยอยู่ตั้งแต่เกิด บ้านในสวนที่แสนจะร่มรื่น ฟังเสียงนก เสียงกา เสียงปลาดำผุดดำว่ายในคูรอบบ้าน แม่ฝันไปว่าเจ้าที่บอกให้เราย้ายบ้านออกไป ถ้าไม่ไปจะตายกันหมด แม่จึงเล่าให้พ่อฟังและปรึกษากัน แล้วตกลงรื้อบ้านทันที ไปปลูกใหม่ในที่นาติดกับสวน เริ่มต้นด้วยขุดดินถมที่ให้สูง เพราะเป็นท้องนา น้ำท่วม จะอยู่ได้อย่างไร ขุดคู 4 ด้าน เอาดินขึ้นถมให้สูงขึ้น แล้วลงมือปลูกบ้านใหม่
ที่สวน เป็นดินแดนที่น่ากลัวอยู่เหมือนกัน ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมา ต้นมะพร้าวถูกไฟคลอก
เหี่ยว ใบร่วง กลายเป็นมะพร้าวยอดด้วน เราชักขยาด ไม่ค่อยกล้าเดินเฉียดเข้าไปใกล้ต้นมะพร้าวต้นนั้น กลัวผี
ในทีสุดเราก็มีบ้านใหม่ บ้านชายทุ่ง
รอบบ้านกลายเป็นท้องนา มองเห็นเป็นทุ่งโล่งกว้างไกล สิ้นสุดที่ชายป่า พ่อเริ่มปลูกต้นมะพร้าวลงตามคันนา แซมด้วยต้นมะขาม หลายปีผ่านมา รอบบ้านเราก็กลายเป็นสวนที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้อีกครั้ง
ในน้ำยังมีปลาี ในนาก็ยังมีข้าว ไม่ต้องง้อใครก็แล้วกัน สุโขสโมสร

 
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คนงามงามจิตใจใช่ใบหน้า (แต่เราชอบหน้าสวยนิ)
คนสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน (ตาดุไม่เอาโว้ย)
คนแก่แก่ความรู้ใช่อยู่นาน (เอาสักหมื่นปีเป็นไง?)
คนรวยรวยศีลทานใช่บ้านโต (บ้านโตก็ดีเหมือนกัน)
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #5 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 01:59:02 AM »
๓ น้องคนสุดท้อง
 
หนุ่ย(เราเองแหละ เรียกตามแม่) ตอนนี้คงสัก 5 ขวบ เพื่อนๆในหมู่บ้านมาเที่ยวเล่นบ้านเราเป็นประจำ เรามีเพื่อนเยอะ มีทั้งชาย หญิง ทุกคนรักใคร่กันดี ไม่ค่อยมีทะเลาะ ต่อยตีกันเลย พากันเล่นน้ำลุยโคลน เลอะเทอะอย่างไรไม่เคยใส่ใจ เพราะเราส่วนมากสวมชุดวันเกิด ไม่เห็นว่าจะอายเพราะเห็นกันอยู่ทุกวัน แล้วจะปกปิดไปทำไม
พ่อแม่ผู้ปกครองก็ปล่อยปละละเลย ไม่สนใจที่จะให้เด็กๆใส่เสื้อผ้าในเวลาอยู่กับบ้าน นอกจากจะออกไปนอกบ้านไกลๆ จึงจะมีเสื้อผ้ามาห่อปิดไว้ ดังนั้นการเล่นอยู่ใกล้ๆบ้านจึงไม่เป็นของแปลกที่เราไม่สวมเสื้อผ้า ทั้งนี้มิใช่ว่าพวกเรายากจน จึงไม่มีเสื้อผ้าให้เด็กใส่แต่เป็นเพราะ ธรรมดาของเด็กในยุคนั้น เราสวมชุดนักเรียนเมื่อไปโรงเรียน แต่พอกลับถึงบ้านถอดทิ้งหมด
สวมชุดวันเกิด (birthday suit)สะดวกกว่าเยอะเลย

ในปีนี้เรามีน้องมาอีก 1 คน และเป็นคนสุดท้องหรือคนสุดท้ายแล้วแต่จะเรียก ที่จริงแล้วแม่มีบุตรทั้งหมดทั้งสิ้น 6 คน ถึงแก่กรรมตั้งแต่ยังเป็นเด็ก 2 คน เราไม่รู้หรอก เพราะเราเกิดไม่ทัน แม่เล่าว่า มีพี่คนหนึ่งถัดจากพี่ชม ชื่อเจริญ และอีกคนหนึ่งชื่อเทียบ น้องชายของเราตามที่ได้ พูดมาแล้วแต่ตอนต้น
น้องใหม่ก็เป็นผู้ชายอีก
เราอยากมีพี่สาวหรือน้องสาวสักคน แม่มีให้แต่ผู้ชาย แต่เราก็ไม่ได้พูด ไม่ได้บ่นกับใครหรอกนะ แต่ความรู้สึกลึก ๆ อยากมีพี่หรือน้องที่เป็นผู้หญิงอย่างครอบครัวอื่นเขาบ้าง ไม่เคยรู้ว่าผู้หญิงดีอย่างไร
เห็นเพื่อนๆที่เขามีพี่สาว รู้สึกว่าพี่สาวคอยเป็นห่วง คอยเอาอกเอาใจ ช่วยเหลือเป็นธุระให้ทุกอย่าง
พ่อแม่ที่มีลูกสาวก็สบายใจได้ ลูกสาวจะทำหน้าที่ตักน้ำต้มแกง เตรียมอาหารแทนแม่ได้

น้องชายเราก็โตวันโตคืน เป็นเด็กสมบูรณ์ดี พ่อตั้งชื่อว่า จรงค์ เรียกชื่อเล่นว่า บ่าว เราก็ได้มีน้องเป็นเพื่อนในบ้าน นอกเหนือจากเพื่อนนอกบ้าน จรงค์เรียกเราว่าพี่คำเดียว พี่ชม พี่ฉ่ำมีชื่อต่อท้าย ภายหลังพี่ชมได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ 1 พรรษา ลาสิกขาบท เราเรียกว่าพี่หลวง คนอื่นก็ต้องเรียกพี่หลวง น้าหลวง ลุงหลวงถ้าเป็นศักดิ์ญาติที่ต่ำกว่า สำหรับญาติที่มีศักดิ์สูงกว่าต้องเรียกว่าเจ้าเฉยๆ หรือเรียกว่าเจ้าชม เรากับน้องจรงค์รักใคร่กันเป็นอย่างดี เรามีอายุใกล้เคียงกัน
น้องชอบตามเรา ติดแจเลย จนกระทั่งน้องมีอายุถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียน น้องเข้าเรียนที่โรงเรียนประชาบาล วัดบางน้ำจืด สอบผ่านมาทุกปี ปีละชั้น จนจะได้ขึ้นชั้น ป. 3 น้องก็เกิดเจ็บป่วย เป็นโรคร้ายที่รักษายาก ต้องนอนซมอยู่กับที่
หลับไปนานหายชั่วโมง ฟื้นขึ้น อาการไข้ทรงอยู่
สมัยนั้นยารักษาไข้ไม่ค่อยมี (เหมือนยุคที่กำลังเขียน)
ส่วนใหญ่จะรักษาด้วยยาสมุนไพรสด นำมาต้มเรียกว่ายาหม้อแพทย์แผนโบราณ น้องเพ้อด้วยฤทธิ์ไข้ ใครมาเยี่ยมจะถูกด่าเปิงเลย
หลังจากนอนหลับไป 1 วันเต็ม พอฟื้นขึ้นมา อาการป่วยก็ค่อยๆ ทุเลา และหายป่วย
หลังป่วย ร่างกายอ่อนแอ สั่นๆ ต้องหัดเดิน เป็นเวลาปีกว่า ก็ค่อยๆ แข็งแรงขึ้น
และแล้วน้องก็ได้กลับเข้าโรงเรียนดังเดิม เข้าเรียนต่อในชั้น ป.3 ขณะนั้นเราเรียนอยู่ในชั้น ม.5 แล้ว

ดวงชะตาของน้องจรงค์ไม่ได้เรียนต่อในชั้นมัธยม พ่อแม่ตั้งใจอยู่แล้วว่าจะให้ไปเรียนต่อ
เมื่อจบชั้น ป.4 แต่_______ น่าเสียดายที่เป็นไปไม่ได้ ปีนั้น พ.ศ. 2498 เราจบ ม.6 และน้องก็จบ ป. 4 น้องไม่มีเพื่อนเดินทางไปโรงเรียน ไปคนเดียวไม่ได้แน่ๆ ระยะทางจากบ้านไปโรงเรียนไม่ต่ำกว่า 2 กม. ไม่มีถนน ต้องเดินไปตามถนนรถไฟ ก่อนจะเข้าตลาด ต้องเดินข้ามสะพานรถไำฟที่คลองท่าฉาง
น้องเดินไม่แข็งแรง สายตาสั้นด้วย สำหรับน้องจะต้องมีผู้จูง จึงจะเดินข้ามสะพานได้
แม่ก็ตกลงใจว่า จบแค่ชั้น ป. 4 ก็พอแค่นั้น ด้วยเหตุนี้น้องจรงค์จึงไม่ได้เรียนต่อ

น้องก็อยู่กับบ้าน ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อยๆ ตราบจนเติบโตเป็นหนุ่ม น้องมีพรสวรรค์ในด้านดนตรี ก็พอจะใช้ความสามารถด้านนี้ทำมาหากินได้บ้าง น้องสามารถเล่นดนตรีได้แทบทุกชนิด แบบหัดเอง ไม่ได้เรียนตามหลักวิชา สามารถเล่นเข้าวงดนตรีกับเขาได้ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกับคณะหนังตะลุง ออกไปแสดงตามต่างจังหวัดไกล ๆ ตระเวนไปตามจังหวัดต่าง ๆทั่วภาคใต้

จำได้เรื่องหนึ่งตอนนั้นเราคงจะสัก 7 ขวบ เกิดสงคราม
เรายังเด็กอยู่ ไม่รู้เรื่องสงคราม ใครรบกะใครเราไม่รู้
รู้ภายหลังว่าเป็นสงครามโลกครั้งที่2 ในหมู่บ้านพูดกันว่าญี่ปุ่นทำสงครามกับกองทัพพันธมิตรอันมีอังกฤษ อเมริกา และประเทศอื่นๆอีกเป็นฝ่ายหนึ่ง ญี่ปุ่นยกกองทัพเข้ายึดประเทศไทย เอาประเทศไทยเป็นที่ตั้งกองทัพ เข้ายึดกรุงเทพก่อน แล้วไล่ลงไปทางใต้
ยกพลขึ้นบกที่บ้านดอน เสียงเครื่องบินดังกระหึ่มเหนือฟ้า
ได้ยินเสียงทิ้งระเบิดตามที่ต่าง ๆ เครื่องบินทิ้งระเบิดทำลายสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำตาปีที่สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี
ทำให้ทางรถไฟสายใต้ถูกตัดขาด ทำให้เกิดสถานีรถไฟขึ้นสองฝั่งแม่น้ำตาปี
รถไฟจากกรุงเทพไปได้ถึงสุราษฎร์ก็ต้องปล่อยผู้โดยสารลงเรือข้ามฟากไปต่อรถไฟอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อเดินทางต่อ
มีข่าวเล่าต่อกันว่าไทยยินยอมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ยอมให้ไทยเป็นทางผ่านของกองทัพญี่ปุ่นได้
ในหมู่บ้าน มีทหารญี่ปุ่นมาเดินเพ่นพ่าน
เขาว่าญี่ปุ่นเดินตามหาเงิน
เป็นธนบัตรไทยที่ญี่ปุ่นพิมพ์ขึ้นใช้ บรรทุกรถไฟมาหลายหีบ พอมาถึงป้ายหยุดรถบ้านบางน้ำจืด ก็มีตีนดีคนหนึ่งหรือหลายคน ไม่แน่ใจ ถีบหีบเงินเหล่านั้นหล่นลงในคลองเกือบหมด
ต่อมา อย่างรวดเร็ว หีบเหล่านั้นก็ถูกลำเลียงไปซ่อนไว้ตามที่ต่าง ๆ ญี่ปุ่นไม่มีวันตามหาพบ และต่อมาเมื่อสงคราสงบ ญี่ปุ่นแพ้สงครามเดินทางกลับกันหมดแล้วก็มีเศรษฐีเกิดขึ้นหลายคนโดยเงินที่ได้มาจากญี่ปุ่น
เขาเรียกตีนที่ถีบเงินลงมาว่า บริษัทไทยถีบ

จำได้ว่าในระหว่างสงคราม ข้าวของมีราคาแพงและบางทีก็ไม่มีขาย คำโบราณที่ว่าเกิดข้าวยากหมากแพง ก็คงจะเป็นอย่างที่กำลังเป็นอยู่นี่แหละ น้ำมันก๊าดที่ให้แสงสว่างในยามค่ำคืนก็ไม่มีขาย บ้านเราพ่อใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นเชื้อเพลิงจุดตะเกียง ให้แสงสว่างขาวนวลเหมือนเทียนไข ทั้งไม่มีควันอีกด้วย น้ำมันมะพร้าวทำขึ้นเอง ขูดมะพร้าวคั้นเป็นกะทิ ให้มากเต็มกระทะ แล้วเคี่ยวให้เหลือแต่น้ำมัน กากของน้ำมันติดอยู่ที่ก้นกระทะ ไม้ขีดไฟหรือ? ไม่ต้องถามหา ไม่มีขายหรอก พ่อไม่ห่วงเรื่องนี้ พ่อทำเหล็กไฟตบ หรือที่
เรียกว่าตะมันไฟ ใช้ได้ผลดีมาก เหล็กไฟตบของพ่อทำด้วยเขาควาย แยกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเจอะรูให้ลึกพอสมควร เป็นรูตันจ๊ะ ไม่ใช่รูกลวง ส่วนที่สองเป็นก้านโตพอดีกับรู เพื่อสอดใส่เข้าในรูของส่วนแรก ที่ปลายของก้านดังกล่าวพันด้วยเส้นด้าย เคลือบด้วยขี้ผึ้ง พอสอดเข้าไปมันจะฝืด เข้าได้ยาก ต้องใช้อุ้งมือขวาตบเข้าไปโดยแรง แล้วรีบชักออกมาโดยเร็ว จะมีไฟติด ควันฟุ้งกระจาย
มันติดไฟได้ไง? ภูมิปัญญาของคนโบราณเนี่ยะน่านับถือจริง ๆ เพราะที่ปลายของก้านนั้น
มีขุยไผ่หรือสำลีคลุกกับดินประสิว มันทำให้ไวไฟคือติดไฟง่าย แรงตบเข้าไปโดยแรงทำให้เกิดแรงอัดของอากาศ เกิดความร้อนแรงจนลุกไหม้เชื้อไฟที่ติดอยู่ปลายก้าน

บางคนใช้หินเหล็กไฟ ใช้แท่งเหล็กกล้าก้อนเล็กๆ ตีกับก้อนหิน ตีแรงๆจนเกิดประกายไฟ มีเชื้อไฟแตะไว้กับก้อนหิน พอประกายไฟตกลงที่เชื้อไฟมันก็ติดไฟ คราวนี้จะเอาไปต้มยำทำแกงอย่างไรก็เชิญ

ในบ้านเรา พ่อมักจะสุมไฟไว้ด้วยฟืนท่อนใหญ่ ระวังไม่ให้่ไฟดับ มันจะคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา
เมื่อต้องการจะหุงข้าวก็เอาไฟที่สุมไว้นี้ไปติดเตาหุงข้าว
มีเรื่องตะลกเรื่องหนึ่ง ก็การสุมไฟของพ่อเนี่ยะ เรากะน้องเอามาเล่นเลียนแบบกัน สนุกดี
เรื่องมีอยู่ว่า มีกระทาชายนายหนึ่ง ชื่อเนิ่ม เราเรียกเขาว่าหลวงเนิ่ม แกมีบ้านอยู่ที่บ้านบางน้ำจืด แต่มาทำนาที่ทุ่งนาบ้านไร่ปรง แกมีกระท่อมโรงนาไว้เป็นที่พักอาศัยในที่นา เวลาแกเดินผ่านบ้านเรา แกจะแวะมาคุยกับพ่อ นั่งคุยกันนาน ไม่รู้คุยเรื่องอะไร ก่อนกลับแกจะขอเชื้อไฟ เป็นท่อนไม้ติดไฟ ถือเดินไปติดเตาหุงข้าวของแกที่กระท่อม เราก็เอามาเล่น ล้อเลียนแบบ ทำเป็นทีขอไฟกัน
แค่นี้ก็สนุกแล้ว

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์
มันแสนสุดลึกล้ำเหลือกำหนด
ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด
ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #6 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:00:37 AM »
๔ ครูคนแรก

ครูคนแรก ครูสิงห์ นิลอรุณ
ในตำบลนี้มีโรงเรียนอยู่ 2 แห่ง
โรงเรียนประชาบาล ตำบลเขาถ่าน 1อีกโรงเรียนหนึ่งคือตำบลเขาถ่าน 2 อยู่ที่วัดน้ำพุ โรงเรียนเราอยู่ที่วัดบางน้ำจืด ใช้ศาลาการเปรียญเป็นห้องเรียนชั้นเตรียมประถม นักเรียนเข้าเรียนตามเกณฑ์เมื่ออายุได้ 7 ขวบ นั่งเรียนกับพื้นมีม้ายาวสำหรับวางกระดานชนวน ตัวหนึ่งนั่งได้ 3-4 คน นั่งรวมกันทั้งเด็กหญิงเด็กชาย นักเรียนแรกเข้าต้องเรียนในชั้นเตรียมประถม 2 ปี จึงจะเลื่อนชั้น ป.1 ได้ ครูสิงห์ นิลอรุณเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนนี้ และเป็นครูสอนชั้นเตรียมด้วย จึงนับได้ว่าครูสิงห์ นิลอรุณเป็นครูคนแรกของเรา
วันหนึ่ง แม่กำลังตำข้าว เรานั่งเล่นอยูใกล้ๆ คอยช่วยแม่หยิบฉวยอะไรให้แม่ มีชายสองคนเดินเข้ามาหา มือหอบแฟ้มเอกสาร

“พ่อ พ่อ มีคนมาหา” แม่ตะโกนเรียก พ่อลงจากเรือนมาหา
ชายสองคนยกมือไหว้พ่อ แล้วนั่งลงบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุน คุยกับพ่อ คุยไปมือก็เขียนไป ไม่นานก็ลากลับ
พ่อบอกว่าเจ้าหน้าที่เขามาเกณฑ์เข้าเรียน เราอายุเข้าเกณฑ์แล้ว เขาจดชื่อไปแล้ว พ่อให้ชื่อใหม่ว่า เด็กชายประดิษฐ์ พราหมณ์มณี เป็นชื่อที่ใช้ในโรงเรียน
พอรู้ว่าเราจะต้องไปโรงเรียน ไม่อยากไปเลย
“ไม่ไปได้ไหมแม่” เราถาม
“ไม่ได้หรอก ตำรวจจะจับพ่อกับแม่ไปขังคุก” แม่ว่า
ไปก็ไปละวะ เราคิดในใจ พยายามทำใจให้กล้า
วันรุ่งขึ้นพ่อพาเราไปตลาด หาซื้อเสื้อกางเกงชุดนักเรียน ดีใจนิดหน่อยที่ได้เสื้อผ้าชุดใหม่
เราก็อยากสวยอยากหล่อเหมือนกันแหละ นอกจากเสื้อผ้าแล้ว พ่อหาซื้อเครื่องเขียนมีกระดานชนวนดินสอหิน ไม้บรรทัดอีกหนึ่งอัน ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเข้าโรงเรียน
เราค่อยหายกลัวขึ้นมาหน่อย เพราะตื่นเต้นกับการเขียนบนกระดานชนวน เขียน วาดรูปลงไปในกระดาน เขียนแล้วก็ลบออก เขียนใหม่อีก เขียนแล้วก็ลบ บรรดาพี่ๆก็รุมกันสอนเราให้หัดเขียน ก. ไก่ และสระจนเราเขียนได้ครบทุกตัวก่อนเข้าโรงเรียน

และแล้ววันแห่งความตื่นเต้นผสมความกลัวก็มาถึงจนได้ วันเปิดเรียนภาคแรกของปีการศึกษา พ.ศ. 2487
ตื่นนอน อาบน้ำ แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ สวยงามดี ไม่เหมือนชุดเก่าที่เคยสวมใส่ กะดำกะด่าง ฉีกขาดไม่รู้สักกี่รู ก็ทนใส่อยู่ หรือไม่ก็สวมชุดวันเกิดลงลุยน้ำเล่น สนุกกว่า พี่ชายทั้งสองไปเรียนอยู่ก่อนแล้ว ดูเหมือนตอนนั้นพี่ทั้งสอง่เรียนจบ ป.4 แล้ว
และไปเรียนต่อที่โรงเรียนในอำเภอ
วันแรก พ่อพาเราเดินออกจากบ้าน ไปตามทางแคบๆ จนถึงถนนรถไฟ มองเห็นรางรถไฟไกลออกไปจนสุดสายตา ไม่รู้ไปถึงไหน เราไม่ได้สวมรองเท้า เพราะทางเดินเป็นโคลนเฉอะแฉะ ไม่มีใครสวมรองเท้ากัน เดินเท้าเปล่าจนชินไปแล้ว เดินไปตามทางรถไฟไปอีกราวกิโลกว่าๆ ก็มองเห็นหลังคาโบสถ์สูงเด่นอยู่บนภูเขา เราลงจากทางรถไฟ ทางขึ้นวัดเป็นทางลาด ค่อนข้างชัน ทำเป็นขั้นบันไดหยาบๆเราเดินขึ้นไปทางบันไดนี้ พอสุดบันไดก็เป็นลานกว้างหน้าโบสถ์ มีต้นโพธิ์ต้นใหญ่ แผ่กิ่งก้าน ใบสะบัดพลิ้วไปตามแรงลม
โบสถ์ตั้งเด่นงามสง่า ไม่มีฝากั้น เปิดโล่ง มองเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ เป็นพระประธานนั่งอยู่ รอบๆก็มีพระพุทธรูปองค์เล็กรองลงมา อีกหลายองค์ มองดูน่าเกรงขามในสายตาเด็กๆ ใต้ฐานพระแกะสลักเป็นรูปพระราหูอมจันทร์ น่าสะพึงกลัว ใต้หลังคาโบสถ์มีกลองสองหน้า กลองใหญ่ เสียงกลองจะดังกระหึ่มได้ยินทั่วหมู่บ้าน มองเห็นศาลาการเปรียญ มีเด็กๆนั่งกันอยู่เต็มศาลา นั่นนะหรือห้องเรียนของเรา บนศาลาแห่งนี้ ตรงกลางเป็นนักเรียนชั้นเตรียม นั่งบนพื้นศาลา มีโต๊ะยาวข้างหน้าของแต่ละคน ส่วนชั้น ป.1 และ ป. 2 นั่งโต๊ะมีเก้าอี้ขนาบริมศาลาสองด้าน

พ่อมาเราขึ้นไปบนศาลานั้น เสียงเด็กๆเงียบกริบ ต่างจ้องดูเรากันใหญ่เลย มองอะไรจ๊ะ
ตรงหน้าชั้นเรียนนั้น ปรากฏมีชายร่างใหญ่ มีหนวดนิดๆ อายุคงพอๆกับพ่อเรา เคาะไม้เรียวบนโต๊ะเบาๆ ท่าทางน่ากลัว
นี่แหละ ครูสิงห์ นิลอรุณ ครูคนแรกของเรา
ครูสิงห์จดชื่อเราลงในบัญชี ซักถามพ่อ 2-3 คำก็บอกให้พ่อกลับได้ วันพรุ่งนี้จะเริ่มเรียน
ดีใจ อยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว
แต่แทนที่พ่อจะพาเรากลับบ้าน กลับพาเราเดินไปยังกุฏิหลังใหญ่ เดินขึ้นบันได

ภายในกุฏิเป็นห้องโถงกว้างใหญ่ มีโต๊ะหมู่พระพุทธรูปติดกับผนังด้านหลัง พระภิกษุชราองค์หนึ่งนั่งสงบเสงี่ยมอยู่หน้าโต๊ะหมู่ พ่อมาเราเข้าไปนั่งใกล้ๆท่าน ท่านถามไถ่ว่ามีธุระอะไร พ่อบอกว่าจะมาฝากลูกเข้าเรียน พ่อบอกให้เรากราบท่าน เราก้มกราบสามครั้งตามที่พ่อเคยบอกไว้ ท่านลูบศีรษะเราด้วยความปราณี อวยพรให้เราเรียนหนังสือเก่งๆ เสร็จแล้วพ่อก็บอกลา พาเราเดินลงจากกุฏิ
นั่นคือธรรมเนียมการเข้าโรงเรียนครั้งแรก
พระภิกษุรูปนั้นคือ หลวงปู่เนียม เจ้าอาวาสวัดบางน้ำจืด และเป็นพระครูยุตโกฐยติกิจ เจ้าคณะอำเภอท่าฉางอีกด้วย
จากนั้นพ่อก็พาเรากลับบ้าน

มาถึงบ้าน เล่าเรื่องทุกอย่างให้แม่ฟัง เพราะแม่ไม่ได้ไปด้วย เล่าอย่างสนุกลืมความกลัวไปชั่วคราว ใจหนึ่งก็ดีใจได้เรียนหนังสือ เด็กๆหลายคนในหมู่บ้าน ไม่ได้เรียนหนังสือ หลายคนอ่านหนังสือไม่ออก พ่อแม่ไม่ใส่ใจลูกๆ ปล่อยให้วิ่งเล่นเลี้ยงวัวเลี้ยงควายไปตามประสา โตขึ้นก็ทำไร่ทำนาไปตามเรื่อง ทุกคนอยู่กันอย่างง่ายๆ ไม่ดิ้นรน ไม่เดือดร้อน มีกินมีใช้ไปตามอัตภาพ สังคมยังแคบมาก รู้กันแต่ในหมู่บ้าน ไกลออกไป บ้านเมืองเขาเป็นอย่างไร ไม่มีใครสนใจที่จะรับรู้ แต่พ่อแม่เราคิดการไกลพอสมควร ตั้งใจจะให้ลูกทุกคนได้เรียน มอ (มัธยม) และจะส่งเสียให้เรียนต่อไปอีก แต่ความหวังของพ่อแม่ขณะนั้นไม่รู้หรอกว่า มีเราคนเดียวเท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ ไต่เต้าไปถึงดวงดาวได้ นั่นคือสำเร็จขั้นปริญญาตรี (สูงสุดแล้วในยุคนั้น)

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
ถ้าใครรัก รักมั่ง ชังชังตอบ ให้รอบคอบคิดอ่านนะหลานหนา
รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #7 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:02:39 AM »
๕ หนีโรงเรียน

บทนี้ไม่น่าเอาขึ้นหัวเรื่องเลย
มันเป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง



สัปดาห์แรกผ่านไป
มันเป็นสัปดาห์แห่งความทารุณ เราต้องทนนั่งทรมานอยู่ในห้องเรียนจนกว่าจะถึงเวลาพัก ครั้นเมื่อถึงเวลาพักก็ใช่ว่าจะสบายใจ สนุกสนานเหมือนเด็กคนอื่นๆ เราคอยหลบไป
อยู่หลังศาลา ไม่กล้าออกมาเล่นกับเพื่อนๆ ไม่กล้าแม้กระทั่งซื้อขนม

ขึ้นสัปดาห์ที่สอง ทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงคิดหาวิธีหนีโรงเรียน
จะไหว้วานคนอื่นคงไม่มีใครช่วย ต้องช่วยตัวเอง เอาหละลองดู ขณะที่เดินทางไปโรงเรียน ถนน ทางเดินเป็นโคลนแฉะ เราก็ทำเป็นลื่น หกล้ม เสื้อผ้าเลอะ ไปโรงเรียนไม่ได้
ก็ต้องยกเลิกสำหรับวันนี้
แล้ววันต่อไปล่ะ ใช้วิธีนี้ไม่ได้อีกแล้ว
วันหนึ่ง ขณะที่นั่งอยู่ในห้องเรียน พี่มูล เด็กโตกว่าเราแยะ แต่ยังอยู่ ป. เตรียม คิดในใจ
ว่าพี่มูลน่าจะช่วยได้ แอบไปกระซิบบอกพี่มูลว่า ปวดฉี่ช่วยขออนุญาตครูให้หน่อย เราไม่กล้าพูดกับครู พอครูอนุญาต พี่มูลก็พาเราลงจากศาลา ไปเข้าห้องน้ำ
ออกจากห้องน้ำ
“พี่มูล เราปวดท้องมาก ช่วยพาเรากลับบ้านทีเถอะ”
“จะดีหรือ ครูตีเอานา ถ้าไปไม่บอก” พี่มูลแย้งขึ้น
เราร้องไห้จนพี่มูลใจอ่อน ยอมพาเรามาส่งบ้าน
วันรุ่งขึ้น พี่มูลกะเราก็ถูกลงโทษ ฐานหนีโรงเรียน เราจึงต้องเลิกใช้วิธีนี้


หลายวันต่อมา เราสามารถไปโรงเรียนได้เองตามลำพัง อ้อลืมเล่าเรื่องหนึ่ง คือตอนนี้พี่ชายใหญ่และพี่รองจบชั้น ป.4 เรียนต่อชั้นมัธยมที่โรงเรียนอำนวยวิทยา อยู่ในตัวเมือง อำเภอท่าฉาง เราจึงไม่มีพี่เป็นเพื่อนให้อุ่นใจ มีแต่เพื่อนใหม่ แปลกหน้าเพราะยังไม่รู้จักกัน นอกจากพี่มูล แล้ว เราก็ไม่รู้จักใคร
การไปโรงเรียนตามลำพังเนี่ยะ เป็นการชี้ช่องทางให้เราหนีโรงเรียนได้อีก ตบตาครูได้อีกหลายวัน ตื่นเช้าอาบน้ำ กินข้าว หิ้วกระเป๋าหนังสือ ข้าวห่อสำหรับกินกลางวัน แต่งตัวออกจากบ้านเป็นปกติ ไม่มีพิรุธให้ใครเห็น พอเดินมาครึ่งทาง เราก็แว้บแวะข้างทาง ตามเรือกสวนชาวบ้านแถบนั้น หลบซุ่มอยู่เป็นเวลานาน จนกระทั่งได้เวลาโรงเรียนเลิก มองเห็นเด็กๆ พากันเดินออกมาเป็นแถว เราก็เข้าไปสมทบเดินตามพวกเขา กลับถึงบ้าน
พ่อแม่ และพี่ๆ ไม่มีใครสงสัย ทำอยู่ได้หลายวัน จนกระทั่ง
ครูมีหนังสือถึงผู้ปกครอง บอกว่าด.ช.ประดิษฐ็ ขาดเรียนหลายวันแล้ว พ่อตกใจ ก็เห็นเราไปโรงเรียนทุกวัน จะว่าขาดเรียนได้ยังไง เราตกใจ หน้าซีด เพราะเราทำผิด ตบตาผู้ใหญ่ พ่อลงไม้เรียว เสียงขวั่บๆๆ เนื้อแตกเป็นปื้นเลย ร้องไห้เพราะเจ็บปวด และในที่สุดก็ยอมรับ และสัญญาว่าจะไม่หนีโรงเรียนอีกแล้ว

วันต่อมาเราก็ไปโรงเรียนตามปกติ อายเพื่อนจนไม่รู้จะวางหน้าอย่างไร แต่ก็ไม่มีพูดถึงเรื่องของเรา ครูก็ไม่ว่าอะไร สอนหนังสือ พูดคุยกะเรา เป็นกันเองมากขึ้น เราจึงได้รู้ว่าแท้ที่จริง โรงเรียนไม่ใช่ที่ๆน่ากลัวเลย
หลายวันผ่านไปด้วยความสงบสุข เราได้รู้จักเพื่อนมากขึ้น สนิทสนมยอมเล่นกับเขาได้ดี
กับเพื่อนชายเราชอบเล่นตำรวจจับขโมย วิ่งไล่จับกันจนเหงื่อไหลเสื้อเปียกโชก แต่เราชอบเล่นกับเพื่อนเด็กหญิงมากกว่า เราเล่นหมากเก็บ นั่งล้อมวงเล่นกันกับกลุ่มเด็กผู้หญิง
โรงเรียนไม่มีสนามให้นักเรียนเล่น จึงอาศัยลานวัด ตามสุมทุมพุ่มไม้ในบริเวณวัด ไม่มีเครื่องเล่นกีฬา ในชั่วโมงพลศึกษาก็มีแต่กายบริหาร วิ่งเปี้ยว เราเล่นฟุตบอลโดยใช้ผลส้มโอแทนลูกบอล การละเล่นที่ชอบในกลุ่มเด็กผู้หญิงก็มีหมากเก็บ เราชอบเล่น เป็นเกมเบาๆ เล่นในร่ม และเราก็ชอบเล่นกับเด็กผู้หญิง

เกมผู้ร้ายหนีตำรวจ สนุกมาก สถานที่เป็นสุมทุมพุ่มไม้ มีโขดหิน โพรงไม้เหมาะเป็นที่หลบซ่อน เราแบ่งเป็นสองกลุ่ม ฝ่ายตำรวจและฝ่ายผู้ร้าย เราเป็นฝ่ายผู้ร้ายเป็นต้องถูกจับทุกที เป็นตำรวจดีกว่า เพราะได้เป็นฝ่ายไล่ล่า
เกมอีกอย่าง การแข่งเรือบก ทำด้วยไม้ไผ่ผ่าเป็นแผ่นแบนๆ ผูกเชือกที่ปลายข้างหนึ่งดึงให้โค้งเหมือนเรือ ปลายอีกข้างหนึ่งสำหรับจับ ให้ส่วนโค้งแตะกับพื้นดินแล้วลากไปตามพื้นดินหรือทรายเรียบๆ ที่หัวเรือประดับด้วยดอกไม้หรือพู่ทำด้วยกระดาษเพื่อความสวยงาม เวลาออกเที่ยวเรามักจะมีเรืออย่างว่าเนี่ยะนำทางเราไปก่อน มันเป็นความเพลิดเพลินตามประสาเด็กๆ โตขึ้นเราก็เลิกเล่น

การเล่นเรือดังกล่าว มาจากการแข่งเรือตามประเพณีชักพระ มีพระน้ำและพระบก มีในเดือน 12 ของทุกปี เคยเห็นพิธีชักพระบกที่ไชยา ทำเป็นรถขนาดใหญ่ มีพระพุทธรูปนั่งตรงกลาง รถประดับประดาด้วยกิ่งไม้ กล้วย อ้อย กระดาษสีตัดเป็นริ้ว สวยงาม เราตะลึงเพราะไม่เคยเห็นมาก่อน ชาวบ้านช่วยกันลากโดยใช้เชือกยาว ลากไปตามถนน สองข้างผู้คนหลั่งไหลมาจากที่ต่างๆ เพื่อบูชาพระพุทธรูป
การลากพระน้ำใช้เรือตบแต่งสวยงามระยิบระยับด้วยกระดาษสี มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในบุษบก ใช้เรือยนต์ลากไปตามลำน้ำ และไปจอดตามชุมชนเพื่อให้ชาวบ้านมาทำบุญ ไหว้พระ ในวันที่พิธีชักพระ ทางอำเภอท่าฉางจัดให้มีการแข่งเรือยาวของตำบลต่างๆ ทุกตำบลจะจัดเรือลงแข่ง เรือยาวใช้ฝีพาย 30 กว่าคน เรือของวัดบางน้ำจืดชื่อ สุดสาคร (เหมือนชื่อลูกชายคนเล็กของพระอภัยมณี) เรือของวัดจันทาราม ชื่อสินสมุทร (พี่ชายคนละแม่ของสุดสาคร) จัดแข่งกันที่คลองท่าฉาง เริ่มตั้งแต่สะพานรถไฟไปสิ้นสุดที่โค้งหน้าที่ว่าการอำเภอ เราไม่ค่อยได้เห็นการแข่ง คนยืนบนฝั่งคลองแน่นขนัด เราเป็นเด็กตัวเล็กๆ จะมองเห็นได้อย่างไร มีบางคนที่เขามีเรือ เขานั่งเรือจอดริมฝั่งได้ดูเห็นเหตุการณ์ตลอด
ในท้องน้ำจะคลาคล่ำไปด้วยเรือแบบแปลกๆ ต่างนำมาพายผ่านไปมา บนฝั่งก็หลากสีไปด้วยหญิงชายที่แต่งตัวสวยงาม ประชันโฉมกันอย่างเต็มที่ ตกกลางคืนจะมีงานสมโภช หรือเรียกว่างานประจำปีก็ได้ จัดขึ้นในเขตอำเภอท่าฉาง
ใช้พื้นที่สวนหนึ่งของโรงเรียนอำนวยวิทยา รอบบริเวณงานทำรั้วด้วยทางมะพร้าวหรือใบตาล เปิดประตูทางเข้าเพียงทางเดียว ผู้ที่เข้าไปเที่ยวงานต้องซื้อตั๋วผ่านประตู (คนละเท่าไรจำบ่ได้)
ในงานขาดไม่ได้คือหนังตะลุง คืนละ 2 คณะประชันกัน มีการแข่งขันชกมวยโดยมากเป็นมวยไทย เตะ ต่อย ถีบกันก็ได้

ในงานมีการออกร้านขายของ ร้านขายอาหาร เครื่องดื่ม ของใช้ เสื้อผ้าสวยๆงาม
ทั้งนั้น ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาเที่ยวงานแน่นขนัด ตอนนี้เราโตพอที่จะไปเที่ยวกับเพื่อนๆได้แล้ว ชวนกันไปเที่ยวในงานได้โดยไม่ต้องอาศัยพี่ชาย พวกเราเด็กๆจะจับจองที่ตรงหน้าโรงหนังตะลุง หาซื้อปลาหมึกย่างมาเคี้ยวไปดูหนังไป จะอยู่ในงานนี้จนกว่าฟ้าสว่างขึ้นวันใหม่จึงจะได้กลับบ้าน หน้าโรงหนังจะมีกลุ่มเด็กๆคอยโห่ตามผู้ใหญ่เวลาที่บทหนังตลก ปกติบทตลกเด็กๆฟังไม่ค่อยเข้าใจ เป็นคำหยาบโลน ต้องคอยฟังผู้ใหญ่นำก่อน พอเสียงผู้ใหญ่เฮ เราเด็กๆก็เฮตาม ตอบรับ
ชั้บๆๆ เทิ่ง เฮ้ว ต่ออีก 3 ครั้ง ต้องโห่ให้สุดเสียง
เช้ากลับถึงบ้าน เสียงแหบ(เหมือนเสียงเป็ดตัวผู้) หนังตะลุงจะแสดงเรื่องแบบนิยาย แต่งขึ้นเอง มีพระเอก นางเอก ตัวโกง มียักษ์
มีตัวตลกที่ขาดไม่ได้คือ แก้ว ทอง หนูนุ้ยและผู้ใหญ่พูน นายหนังจะร้องเป็นกลอนหก
มีดนตรีประกอบ โม่ง ฉิ่ง กลอง ทับ(กลองยาวเล็ก) ปีชะวา ร้องกลอนไปท่อนหนึ่งก็จะมีบทสนทนา ตัวเอกจะพูดเป็นภาษาไทยกลาง ตัวตลกพูดเป็นภาษาใต้ ร้องกลอนเป็นภาษาใต้ กำลังเล่าเรื่องแข่งเรือ ทำไมพูดเรื่อยเปื่อยมาถึงหนังตะลุงได้
พอก่อนนะ ติดตามเรื่องของหนุ่ยในบทต่อไป ยังมีเรื่องโม้อีกเยอะเลย

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #8 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:03:52 AM »
๖ แยกห้องเรียน

ชีวิตในห้องเรียนบนศาลาวัด ไม่มีฝากั้น ลมโกรกเย็นสบาย ดำเนินไปได้ครึ่งปี เด็กๆก็ได้รู้จักสนิทสนมกันมากขี้น ชีวิตหนุ่ยก็ค่อยเป็นสุขขึ้น ไม่หวาดกลัวเหมือนแต่ก่อน ตามปกติเราไม่ค่อยทะเลาะกัน มีแต่เอาใจตามใจกัน แต่ก็มีบ้างที่ขัดใจแล้วต้องลงมือลงตีนกันตาปูดตาบวมก็มี แต่คนอื่นนะ ไม่ใช่หนุ่ยหรอก
ทุกเช้าพวกเราเข้าแถวหน้าศาลา ร้องเพลงชาติ แล้วเดินขึ้นห้องเรียน เมื่อนั่งเรียบร้อยแล้ว
ครูสิงห์ก็จะเปิดบัญชี ขานชื่อเรียงตามลำดับ อ่านชื่อ นามสกุล ไปทีละคน ช้าๆ ทอดจังหวะน่าฟัง
จนจำได้
.................
“บุญเช้า บุญเหมือน
“มาค่ะ
“ประดิษฐ์ พราหมณ์มณี
“มาครับ
...........................
เป็นอย่างนี้มาได้ครึ่งปี พื้นศาลาลื่นเป็นมัน พวกเรานั่งขัดถูอยู่ทุกวัน
มีวันหนึ่ง พวกเราต้องลุกขึ้นเดินหนีกันจ้าละหวั่น เพราะใครคนหนึ่งปล่อย “อึ” ออกมา
ส่งกลิ่นตะหลบอบอวลเชียวหละ จำได้ว่าเป็นเด็กผู้หญิง ชื่ออะไรจำไม่ได้ คงไม่กล้าบอกครูเมื่อทนไม่ไหว กลั้นไม่อยู่มันก็ออกมาเอง ครูต้องเรียกหาคนงานมาจัดการทำความสะอาด พวกเราจึงกลับเข้าที่ได้

ครึ่งปีแรกของการเรียนผ่านไป๐๐๐๐๐๐
ครูสิงห์จัดคัดเลือกนักเรียนเรียนดีแยกไปเรียนอีกห้องหนึ่ง คงจะรำคาญพวกเรา จึงให้แยกออกไป
ห้องเรียนใหม่นี้เป็นชั้นเตรียมประถมหนึ่ง เพื่อจะได้ขึ้น ป. 1 ปีหน้า นักเรียนที่แยกออกไปนี้มีด้วยกันราว 20 คน หนุ่ยก็ได้เป็น 1 ในจำนวนนั้น เราเก่งไหม เก่งซีไม่ได้โม้หรอก ก็เราเรียนมาจากบ้านแล้ว ก.ไก่ ข.ไข่ ถึง ฮ.นกฮูก สระก็เรียนมาแล้ว เราผสมก.ไก่กับสระได้แล้ว
 
มีเรื่องน่าขัน แต่จริง
เมื่อเรียนไปนานๆ กระดานชนวนแต่ละคนเปลี่ยนโฉม ใหม่ๆมีกรอบสี่เหลี่ยม พอนานๆเข้ามันแหว่งไป กรอบหลุดหายไป เหลือสามเหลี่ยมบ้าง ห้าเหลี่ยมบ้าง พ่อแม่ก็ไม่ยอมซื้อใหม่ เราก็คงใช้เท่าที่มีเหลือ
ในชั้น ป.เตรียมนี้ครูยังไม่ให้เราใช้กระดาษกับดินสอดำ เพราะการใช้กระดานชนวนประหยัดเงินทองของพ่อแม่ ไม่สิ้นเปลืองเพราะเขียนแล้วลบได้ กระดานแผ่นเดียวเขียน
ได้เป็นร้อยครั้ง การลบก็ง่าย ไม่ต้องลงทุน ระหว่างเดินทางมาโรงเรียนเราก็รูดเอาใบหญ้าชนิดหนึ่งใส่กระเป๋า
เวลาต้องการลบ ก็เอามาถูขยี้ มีน้ำออกมาจากใบหญ้า มันก็จะลบเส้นที่เขียนออกได้ี้ ใครๆก็เรียกกันว่า ใบลบ

พวกเราได้ครูคนใหม่แทนครูสิงห์แล้ว ชื่อนายเคียง เป็นภารโรงของโรงเรียน แกก็จบ ป. 4
มีความรู้พอสอนเด็กได้ โรงเรียนขาดครูจึงให้ภารโรงทำหน้าที่สอนด้วยอีกตำแหน่งหนึ่ง
เราเรียกครูคนใหม่ว่า ลุงเคียง
“นักเรียนเคารพ” หัวหน้าชั้นร้องบอก
พวกเราพูดพร้อมกัน “สวัสดีลุงเคียง”
เราไม่ได้เรียกครู เพราะเขาไม่ได้เป็นครู แม้ว่าเขาไม่ใช่ครู แต่เขาก็เป็นครูของเราคนหนึ่ง
เราให้ความเคารพนับถือในฐานผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้แก่พวกเรา
เราจึงเรียนอย่างเต็มใจและตั้งใจ ห้องเรียนใหม่เป็นกุฏิเล็กๆหลังหนึ่ง ว่างอยู่ไม่มีพระภิกษุพักอาศัย มีโต๊ะและม้านั่งครบครัน หนุ่ยชอบห้องเรียนใหม่ ไม่แออัด ทุกคนเป็นเพื่อนรักกันทั้งนั้น
เวลาผ่านมาอีกไม่กี่วัน ลุงเคียงมองเห็นเด็กคนหนึ่ง เรียนดี จึงไปขอจากครูสิงห์มาเข้าห้องเรียนรวมกับพวกเราด้วย เด็กคนนั้นชื่อ
สุทิน ศรืทองกุล เป็นเด็กชาวเกาะสมุย อาศัยเป็นเด็กวัดที่กุฎิพระมหาวัน นิสัยดี เป็นเพื่อนเรามาจนกระทั่ง
เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพื่อนคนนี้ได้เรียนต่อชั้นมัธยม เราสองคนจึงร่วมทางเดินกลับด้วยกันทุกวัน ระหว่างทางเดิน เราผลัดกันเล่านิทาน ก็อ่านมาจากหนังสือ เล่าไปเดินไป ถึงบ้านไม่รู้สึกตัวเลย

การเรียนดำเนินไปด้วยดีเยี่ยม ครูนักเรียนเป็นกันเอง ไม่ดุด่า แต่พูดด้วยวาจาดี ให้ความเป็นกันเอง ครูลุงเคียงก็สอนหนังสือได้โดยไม่มีอุปสรรค ไม่มีนักเรียนคนใดเกะกะ กระด้างกระเดื่องต่อลุงเคียงเลย

ตอนนี้เราเริ่มจะเขียนอ่านได้เยอะแล้ว ชอบหาหนังสืออ่าน โดยเฉพาะที่โต๊ะหนังสือของพี่ใหญ่ พี่ฉ่ำชอบรวบรวมหนังสือไว้เยอะแยะ หนังสือที่ชอบได้แก่พวกเทพนิยาย มีรูปภาพประกอบด้วย หนังสือเกี่ยวกับการผจญภัย เรื่องหนูยุก หนุกมากๆ หนูยุกเดินทางเข้าป่ากับพ่อ เจอพายุซัด
กระหน่ำ ทำให้พ่อลูกพลัดพรากจากกัน หนูยุก ต้องเดินทางตามลำพังคนเดียว เจอสัตว์ร้าย เจอน้ำป่าไหลหลาก หนูยุกเป็นเด็กฉลาด สามารถเอาตัวรอดมาตลอดเวลา จนกระทั่งเดินทางกลับมาถึงบ้าน หนังสือที่มีภาพโดยนักเขียนลือชื่อในยุคนั้น คือ เหม เวชกร เขียนรูปได้เหมือนจริงมากที่สุดพี่ฉ่ำก็เลียนแบบ เขียนภาพได้สวยไม่แพ้กัน เราก็พลอยชอบการวาดเขียนด้วย วาดในกระดานชนวนเป็นรูปยักษ์อย่างที่เคยเห็นในจอหนังตะลุง
ชอบการประดิษฐ์คิดค้น ทำเครื่องกลโดยใช้สายพาน หมุนวงล้อ ทำเรือสำเภาเล็กๆลอยในคูหน้าบ้าน ด้วยเหตุนี้จึงได้มีชื่อว่า เด็กชายประดิษฐ์
การอ่านหนังสือได้ และเขียนหนังสือได้สวยงาม ใครต่อใครก็พากันชมว่าเราเขียนหนังสือสวย วาดรูปสวย เราวาดรูปในปฏิทินเป็นรูปในหลวง ระบายด้วยสีน้ำ เอาไปแปะไว้ในห้องรับแขกตามบ้านหลายบ้าน ชื่อเสียงเราชักโด่งดังขึ้นแล้วนะ
พี่ชายทั้งสองเรียนอยู่ทีโรงเรียนอำนวยวิทยา พี่ชายรองเรียนจบ ม.3 แม่ก็ให้ลาออก แล้วให้บวชเป็นสามเณรที่วัดบางน้ำจืด อยู่ได้ 2 พรรษาก็ลาสิกขา เมื่ออายุครบ 20 ก็ให้อุปสมบทอีกครั้งเป็นพระภิกษุ ลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาส เราก็เรียกนามเขาว่า พี่หลวง ส่วนพี่ใหญ่ก็เรียนต่อไปในชั้นมัธยมปลาย ส่วนเรื่อราวจะเป็นอย่างไร โปรดอดใจติดตามตอนต่อไปนะครับ
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #9 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:09:51 AM »
๗ ย้ายภูมิลำเนา

ครั้งที่ หนึ่ง

หนึ่งปีหมดไปแล้ว
กลุ่มเราที่แยกไปเรียนกับลุงเคียงและชั้นเตรียมปี 2 อีกจำนวนหนึ่งก็ได้เลื่อนขึ้นไปเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ส่วนทีเหลือในศาลาใหญ่ก็ยังนั่งเรียนที่เดิมต่อไปอีก ครูประจำชั้นเป็นผู้หญิง ชื่อครู นันทา

ดีใจที่ได้เลื่อนชั้น ทิ้งกระดานชนวนหันมาใช้สมุดเขียนด้วยดินสอดำ เราอยากเขียนด้วยปากกาบ้าง พี่ชายทั้งสองเรียนชั้นมัธยมแล้ว เขาใช้ปากกา จุ่มน้ำหมึกแล้วเขียน ต้องมีกระดาษซับด้วย เพราะน้ำหมึกแห้งช้า พี่ชายมีปากกาอยู่ 2 ชนิด คือปากกาคอแร้ง ปากยาวแหลมเปี๊ยบ และอีกอย่างแบบปากเป็ด แอบเอาของพี่มาเขียนด้วย

หนุ่ยโดนพ่อตี ดุด่าในเรื่องการเรียนมาก เพราะเห็นเราขี้เกียจ แต่ก่อนนี้เราไม่อยากไปโรงเรียนน่าจะเป็นเพราะเหตุอย่างอื่น เรียนหนังสือเราก็ชอบนี่นา แต่เราก็อยากเล่นกันเพื่อนๆบ้าง
พ่อบังคับให้เราอ่านแต่หนังสือ
มีครั้งหนึ่งพอจำได้นิดหน่อย ไม่รู้เรื่องอะไรนึกไม่ออก จำได้ว่าเราวิ่งขึ้นบ้าน พ่อถือไม้เรียวไล่ตามขึ้นไป วิ่งขึ้นบ้านไปทำอะไรรู้ไหม ไปหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง เปิดอ่านเสียงสั่น
ด้วยความกลัว อ่านๆๆๆ พ่อก็หยุดตี
จริงๆ นะ ไม่เคยเห็นพ่อตีพี่ๆเหมือนอย่างเราเลย จนเดี๋ยวนี้ก็ยังไม่รู้

แต่เราได้เป็นผู้เป็นคน ประสบความสำเร็จก็เพราะไม้เรียวของพ่อ
ในขณะที่เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันหลายคน เรียนไม่จบ ป. 4 หรืออย่างดีก็แค่ ป.4 แล้วไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ ฝากอนาคตไว้กับไร่ นา และทะเลเป็นที่ทำมาหากิน แต่ชีวิตไม่ลำบาก ถึงยังไง เขาก็เติบโตมีครอบครัว เป็นส่วนหนึ่งของสังคมของหมู่บ้าน
ไม่รู้ล่วงหน้าเลยว่า เรา เด็กชายประดิษฐ์ พราหมณ์มณี จะต้องระเห็จระเหิรออกไปจากหมู่บ้าน แยกตัวไปจากญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงที่เคยวิ่งเล่นกัน

เราเรียนชั้น ป.1 ได้ไม่นาน เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นกับบ้านเรา
พ่อแม่กำลังจะย้ายบ้าน พาครอบครัวไปอยู่ที่ไชยา
แม่พื้นเพเดิมเป็นคนอำเภอไชยา ชื่อแช่ม นามสกุลเดิมคือ คงชื่น ส่วนพ่อชื่อหีด(ภาษาคนใต้แปลว่าเล็กหรือน้อย) พ่อเป็นคนบ้านไร่ปรงแต่กำเนิด ตามที่แม่เคยเล่าให้ฟังบ่อยๆ แม่บอกว่าพ่อแม่ตายตั้งแต่ยังเล็ก อยู่ในการเลี้ยงดูของพี่ชาย (ลุงผ่อง) แม่มีพี่ชาย 3 คน น้องสาว 1 คน เท่าที่เราจำได้ก็มีลุงผุด
ลุงผ่อง ลุงชื่นและน้าช้อย (จำได้แค่นี้) แม่มีที่ดินที่เป็นนาอยู่แปลงหนึ่ง เป็นมรดกตกทอดมาถึงแม่ ที่นาดังกล่าวมีเขตติดต่อกับถนนรถไฟ ห่างจากตลาดหรือตัวเมืองอำเภอไชยาไม่เท่าไร
เราดีใจ เล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนๆฟัง เพื่อนๆก็พลอยตื่นเต้นไปกะเราด้วย
การย้ายใช่ว่าจะไปได้ทันที พ่อต้องล่วงหน้าไปก่อนเพื่อไปปลูกบ้าน มีแต่ที่ดินเปล่าไม่มีบ้าน
วันหนึ่งพ่อไปไชยา พาเราไปด้วย รู้ไหม พ่อพาเราเดินล่องตามทางถนนรถไฟ แทนที่จะ
พาเราขึ้นรถไฟ สมัยนั้นมีรถไฟ มีตู้โดยสารสีแดง 2 ตู้ มีเก้าอี้นั่ง มีตู้บรรทุกสินค้า เป็นตู้โล่งๆ ไม่มีเก้าอี้ให้คนนั่ง ที่ได้รู้เพราะพ่อไปไชยาอีกครั้ง พาเราขึ้นรถไฟ ขึ้นที่ป้ายบางน้ำจืด ใกล้บ้านเรามีสถานีท่าฉาง ส่วนที่ป้ายบางน้ำจืดไม่ใช่สถานี ไม่มีที่ขายตั๋ว รถไฟจอดให้คนขึ้นคนลงได้
เราจะเล่าถึงการไปไชยาตอนที่เดินไป เจออะไรที่น่าตื่นเต้นบ้าง เราสองคนออกเดินทางแต่เช้า พอมองเห็นทางรางๆเราก็ออกจากบ้าน ท้องฟ้ายังเกลื่อนไปด้วยดวงดาว ดวงจันทร์ลดต่ำลงจวนจะลับทิวเขาอยู่แล้ว เราก็มาถึงถนนรถไฟ บนถนนแสนเปลี่ยว มองไปข้างหน้าไม่เห็นใครสักคน ข้างหลังก็ว่างโล่ง เห็นแต่ความมืดสลัว
ผ่านวัดบางน้ำจืด เดินไปอีก เหนื่อยเหมือนกัน ถึงป้ายหยุดรถ เขียนที่แผ่นป้ายว่า บางน้ำจืด เดินต่อไป สองข้างทางไม่เห็นบ้านคนเลย มืดครึ้มไปด้วยป่ารกทึบ ต้นไม้ใหญ่ สูงแผ่กิ่ง
ก้านสาขาเป็นเงาดำทะมึน รางคู่ของรถไฟทอดยาวไปข้างหน้าและข้างหลัง ลับหายไปในขุนเขาและแนวป่า
ไม่นานเราก็เดินเข้าเขตภูเขา รู้สึกหนาวสั่นเพราะความกลัว อยากให้สว่างเร็วๆ มืดอย่างนี้ทำให้น่ากลัว ในป่ามีเสือไหม คำถามในใจเงียบๆ ถ้าเจอ เราจะทำอย่างไร
เราเดินเข้าช่องเขาที่สูงชันทั้งสองข้าง เหลือทางรถไฟแคบๆ ผ่านเข้าไป ภูเขาโขดหินสูงชัน เราเดินผ่านด้วยความหวาดระแวง พอพ้นเขตน่ากลัวแล้ว สองข้างทางเป็นป่าอีกครั้ง
ดวงอาทิตย์เริ่มฉายแสงสีแดงจับขอบฟ้าไกลๆ สักครู่หนึ่งเราก็เดินมาถึงแอ่งน้ำซับ มีอาณาบริเวณกว้างในสายตามเด็กๆอย่างเรา ปรากฏในสายตาเป็นลานหินเรียบๆ ลื่นเพราะมีตะไคร้น้ำจับ เหนือผิวน้ำ จะเห็นเหมือนควันลอยกรุ่นออกมาจากผิวน้ำ

เราสงสัยมาก อดอยู่ไม่ได้ก็ถามพ่อขึ้น
“พ่อ แอ่งน้ำนั้น ทำไมมีควันลอยขึ้นมา” เราหยุดเดิน ถามพ่อย่างสงสัย
“ตรงนี้เป็นบ่อน้ำร้อน น้ำร้อนมานานแล้ว พ่อก็ไม่รู้มันร้อนได้อย่างไร”
ไม่เคยรู้มาก่อนว่าระหว่างไชยากับท่าฉางมีบ่อน้ำร้อน เป็นแอ่งน้ำตื้นๆ มองเห็นแผ่นหินสีแดงใต้น้ำ นึกกลัวต่อสิ่งที่ปรากฏต่อสายตาในวันนี้เราหยุดยืนดูครู่หนึ่งก็เดินต่อไป

แดดเริ่มร้อนแรงขึ้น เราเริ่มเหนื่อย หิวน้ำ เราจะหาน้ำที่ไหนกิน พ่อไม่เตรียมน้ำหรืออาหารระหว่างทางเลย เราอดทนเดินต่อไป เลี้ยวโค้งอีกที มองเห็นสะพานเหล็กโค้ง สีดำครอบทางรถไฟอยู่เบื้องหน้า อีกนิดเดียวเราก็จะเดินไปถึงสะพานนั้น
ณ จุดนี้ พ่อบอกว่าเราเดินมาได้ครึ่งทางแล้ว
ตายหละ นี่ครึ่งเดียว แปลว่าเราต้องเดินไปอีกเท่ากับที่เดินมาแล้วนะสิ
ก็ใช่ เรียนเลขมาแล้ว คำนวณไม่เป็นรึไง เราไม่ได้บ่นอะไร ก้มหน้าเดินตามพ่อไปเรื่อยๆ
จนกระทั่งมาถึงสะพานดังกล่าว เป็นสะพานรถไฟข้ามคลองท่าปูน กว้างพอๆกับคลองท่าฉางที่เราเคยเห็นมาแล้ว ล่างลงไปเป็นท้องน้ำที่ไหลรี่อยู่ตลอดเวลา ปากคลองท่าปูนออกสู่ทะเล ดังนั้น น้ำทะเลจึงขึ้นมาถึงบริเวณนี้ สังเกตเห็นพันธุ์ไม้ชายทะเลขึ้นริมคลอง เช่นต้นจาก ต้นแสม ต้นปรง ต้นลำพู
ความสูงของสะพานก็น่ากลัว แต่น่ากลัวรถไฟจะผ่านมาตอนที่เรากำลังข้ามนี่สิ น่ากลัวกว่า เราต้องมองหน้า-หลัง ให้มั่นใจจริง ๆ จึงจะเดินข้ามไป ความหวาดเสียวเกิดขึ้นแล้ว ในคราวเดินทางครั้งหลัง ครั้งนั้นเราเดินกันมาหลายคนกับอีก 1 ตัว คือมีพ่อ แม่ น้องจรงค์ เราและยังมี หมีอีกตัวหนึ่ง
ไม่ใช่หมีหรอกนะ หมานี่แหละแต่เราเรียกชื่อมันว่าหมี เพราะมันมีขนดำสนิททั้งตัว หมีมันจงรักภักดีกับเรามาก เราย้ายครอบครัวมันก็ตามเราไปด้วย เราเดินไปไหนมันไม่รู้ แต่มันก็เดินตาม จุดหมายปลายทางแล้วแต่เจ้านาย
มาถึงสะพานข้ามคลองท่าปูน เราทุกคนมองเห็นแล้วปลอดภัย จึงรีบเดินข้ามไปฝั่งตรงข้ามอย่างรวดเร็ว พอไปสุดสะพาน เรามองมาทางข้างหลัง หมียังไม่ยอมข้าม มันคงกลัวความสูง เราร้องเรียกให้มันข้ามไป เรียกอยู่นาน ในที่สุดมันก็ตัดสินเดินข้าม
ทันใดนั้นรถไฟ รถไฟกำลังมาและจะถึงอยู่แล้ว มันเคลื่อนใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา มันวิ่งไปข้างหน้าอย่างสุดฝีตีน
รถไฟไล่ทัน แล่นผ่านร่างหมีไปอย่างเร็ว
รถแล่นไปไกลแล้ว เราตรงเข้าไปหาหมี(ไม่ค่อยสุภาพ) คือว่าไปดูว่าหมีมันตายหรือเปล่า
ดูมัน นอนลืมตาแป๋ว หมีไม่ตายแต่เหลืออยู่ไม่ครบ หางขาดหายไป หมีรอดชีวิตมาก็กลายเป็นหมีหางด้วนตั้งแต่นั้นมา


โชคดีเราสองคนเดินผ่านสะพานมาอย่างปลอดภัย สองข้างทางยังคงเป็นป่ารกปะปนด้วยไม้ใหญ่น้อยสลับกันไป ไม่ช้าก็ออกสู่ทุ่งนา ข้างถนนริมทางมีลำน้ำเล็กๆ เต็มไปด้วยกอบัวและสาหร่าย น้ำใส นิ่งสงบ นานๆจะเห็นปลาว่ายลอยอยู่ใต้น้ำ พ่อเดินลุยลงไปในน้ำ ใช้มือวักน้ำขึ้นมาดื่ม เราเห็นพ่อดื่มเราก็ดื่มตาม น้ำจืด มีกลิ่นสาบใบหญ้าบ้างแต่ก็ไม่สกปรก เราดื่มจนเต็มอิ่ม
เราไม่นึกคิดอะไรหรอก เพราะปกติเราก็ดื่มน้ำจากบ่อ

เข้าเขตหมู่บ้านแล้ว พ่อพาเราแวะเข้าไป ที่บ้านหลังหนึ่ง ยายแก่เจ้าของบ้านบอกให้เราขึ้นบ้าน จัดหาอาหารมาให้
ตามธรรมเนียม ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับ อย่างดีตามตามเกิด มีข้าวคนละจาน พ่อบอกให้เรา กินข้าว มีกับข้าวอะไรรู้ไหม?
น้ำพริกมะม่วงป่าถ้วยเดียว  ฝืนใจกินไปได้ 2-3 คำ กินไม่ลงจริงๆ ยายแกยากจนมาก พ่อนั่งครู่หนึ่งก็บอกลา เดินทางต่อ บอกว่าตะกี้ชื่อป้าหมา เป็นญาติกัน การเดินทางสิ้นสุดที่บ้านที่พ่อมาลงแรงปลูกไว้ บัดนี้เสร็จเป็นรูปเป็นร่าง บ้านใต้ถุนสูง พื้นกระดาน ฝากั้นกระดาน หลังคามุงใบจาก บ้านมีฝากั้นโดยรอบแต่ไม่มีห้องนอน ปลูกในที่นาโดยไม่ได้ถมดิน ยังเป็นหน้าแล้งอยู่ ท้องนาดินแห้ง

การขนย้ายครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ ข้าวของ เครื่องใช้ เครื่องครัว เสื้อผ้าและสิ่งจำเป็นมาก
มาย จะขนไปได้อย่างไร ทางรถไฟคงเป็นไปไม่ได้ เพราะขนขึ้นลงไม่ทัน มีทางเดียว คือทางเรือ

พ่อยืมเรือแจวลำหนึ่ง ปกติพ่อไม่เคยมีเรือ ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินซื้อแต่เพราะไม่มีท่าจอดเรือ
คำว่า "ไม่มีท่า"แปลว่าไม่มีท่าจริงๆไม่ใช่สำนวนนะครับ
เพราะเหตุนี้พ่อจึงไม่มีอาชีพการประมง แต่พ่อไปทะเลบ้างเหมือนกัน พอจะหาปลา หาหอย มาเป็นอาหาร โดยอาศัยไปกับคนอื่น หรือไม่ก็ยืมเรือเขาไป แต่ไม่บ่อยนัก พ่อแจวเรือได้
เรือที่ยืมมาเป็นเรือค่อนข้างใหญ่ บรรทุกของได้หมดในเที่ยวเดียว เราช่วยกันขนของไปกองรวมไว้ที่ท่าเรือ แล้วขนลงเรือจนเต็ม เว้นที่ให้พอมีที่นั่ง เราขนกันตามลำพัง มีพ่อ แม่ เราและก็น้อง(ยังเล็กอยู่) พี่ชายอีก
2 คน ญาติพี่น้อง เพื่อนบ้านได้แต่มองดูเรา และรู้ดีว่าเรากำลังจะไปไหน แต่เขาก็ได้แต่มองดู ไม่คิดจะช่วยเหลือ เนื่องจากเราไม่ได้ไหว้วานเขา ไม่เรียกอย่าขาน ไม่วานอย่าทำ

ช่างไม่มีน้ำใจกันเสียเลย นี่นะหรือญาติพี่น้อง ทัศนคติที่มีต่อญาติพี่น้องซึมซับเข้าในความรู้สึกของเราโดยไม่รู้ตัว เราไม่มีญาติพี่น้อง ไม่รู้เลยว่าอนาคตอันยาวไกลนั้น เราแยกตัวไปอยู่ต่างถิ่นอย่างโดดเดี่ยว และ
คิดใหม่ ทำใหม่ โดยถือคติธรรมที่ว่า วิสาสะ ปรมาญาติ
การพูดคุย สนิทสนมกันถือว่าเป็นญาติกันอย่างยิ่ง

เมื่อขนของลงเรือเรียบร้อยแล้ว แต่เรือยังไม่ลอยลำเพราะไม่มีน้ำ น้ำในคลองตื้น ไหลริกๆลงไปทางทะเล ต้องรอให้น้ำทะเลขึ้น
คลองที่เรากำลังจะใช้เป็นเส้นทางวันนี้ มีชื่อเรียกว่าคลองบางนายพร เป็นลำคลองเล็ก
ปลายคลองอยู่ในหมู่บ้าน ไหลออกสู่ทะเล ต้องอาศัยน้ำทะเลขึ้น-ลง ปกติจะแห้ง ตื้นเขิน ชาวบ้านใช้เป็นทางสัญจร ออกทะเล ทำประมงหาปู ปลา กุ้ง หอย ซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ครอบครัวหนุ่ยไม่สันทัดด้านนี้ ลูกๆก็ไม่ได้รับการฝึกหัด ทำนาทำสวนเป็นอาชีพหลัก แต่พ่อเคยทำมาก่อน ออกทะเล แจวเรือได้อย่างชำนาญ

ตกบ่ายคล้อย แดดร่มลมตก น้ำในคลองเริ่มไหลขึ้น ระดับน้ำค่อยๆสูงขึ้น เรือขยับตัวลอยขึ้นได้แล้ว พ่อติดแจวเข้ากับหลักแจวเรือ และออกเรือ ณ บัดนั้น เรือผ่านสวนมะพร้าว สวนแล้วสวนเล่า คลองคดเคี้ยวไปตามร่มเงามะพร้าว ไม่นานก็ออกสู่ทุ่งกว้าง หมดสิ้นท้องนาก็เข้าเขตป่า บนฝั่งเป็นป่าไม้โกงกาง ไม้แสม(อ่านว่าสะแหม) ไม้ตุ่มและเถาวัลย์รกรุงรัง เสียงสัตว์วิ่งกันเกรียวกราว ริมตลิ่งมีปูแสมไต่อยู่ยั้วเยี้ย บ้างก็หลบลงรูเมื่อเรือเราผ่านไปไม่รู้มีตัวอะไรบ้าง บนกิ่งไม้ มีลิง 2-3 ตัวกระโดดหายเข้าไปในป่ารก และไม่นานเราก็มองเห็นปากคลองมีสีขาวโพลน นั่นไง ทะเล ถึงแล้ว เรือลอยออกพ้นปากน้ำ ลอยลำบนพื้นน้ำที่กว้างใหญ่ ไกลสุดสายตา เห็นเป็นขอบฟ้าหรือจะเรียกว่าขอบน้ำก็ได้จดกับขอบฟ้า เรือเราเล็กกระจิ๋วหลิว เมื่อเทียบกับแผ่นน้ำ เหมือนใบไม้เล็กๆลอยอยู่ในสระน้ำปานนั้น

นี่นะหรือทะเลถิ่นสถาน เพิ่งพบพานครั้งแรกแปลกนักหนา
เห็นพื้นน้ำกว้างไกลสุดสายตา จรดฟ้าลิบลิ่วสยิวใจ
มองเหลียวหลังฝั่งหายกลายเป็นน้ำ เรือลอยลำห่างหายได้ไฉน
นี่เรือเราห่างฝั่งมาแสนไกล พ่อกางใบเรือแล่นแสนสำราญ
ลมพัดอู้ซู่ซ่าพาเรือแล่น ไปบนแผ่ื้นพื้นน้ำตามสถาน
พ่อถือท้ายเรือนั่งอย่างชำนาญ ไม่ช้า่นานเข้าไปคลองไชยา
ปลดใบเรือลงแล้วพ่อแจวต่อ ไม่รีรอรีบไปใจผวา
เรือ ลดเลี้่ยวเข้าไปไพรพนา เป็นที่น่าพรั่นใจที่ในคลอง
เสียงแจวเรือตีน้ำดังจ๋อมแจ๋ม ต้องรอนแรมกลางป่าน่าสยอง
มันแสนเปลี่ยวเดียวดายที่ปลายคลอง มีเรือล่องผ่านไปหาไม่มี
สองฝั่งคลองปกคลุมด้วยพุ่มไม้ ทั้งดอกใบมากมายหลายหลากสี
ไม่อยากคิดรื่นรมย์สมฤดี เกรงภัยมีในป่าน่าพรั่นพรึง
 

เมื่อเรือเข้าคลองไชยาก็ไกล้ค่ำลงทุกที คลื่นลูกใหญ่ยังกระเืพื่อมเข้ามาในคลองจนเรือโคลง
ไปตามคลื่น พ่อปลดใบเรือออกแล้วและใช้แจวต่อ เราหนุ่ยนั่งหัวเรือถือพายอันเล็กๆ ช่วยพ่อพายเรืออย่างขมักเขม้น สังเกตเห็นน้ำไหลออกทะเล แสดงว่าน้ำทะเลเริ่มลงแล้ว พ่อบอกว่า

"คืนนี้เราต้องค้างในป่า เพราะสักครู่น้ำลง น้ำแห้งเรือก็ไปไม่ได้"
"อีกนานไหมพ่อ" เราถาม
"ก็ไม่นานหรอก แต่กว่าน้ำจะแห้งเราก็คงไปถึงหมู่บ้าน"

พ่อยังคงแจวเรือต่อไป เรือลอดใต้ซุ้ัมไม้ที่แผ่กิ่งก้านปกคลุมลำคลองจนมืดมิด มองแทบไม่เห็นท้องฟ้า น้ำยังคงไหลสวนทางกับเรืออย่างเอื่อยๆ ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในความเงียบสงัด ไม่มีเรื่อผ่านสวนทางกับเราเลย คงได้ยินแต่เสียงแจวของพ่อกระทบน้ำจ๋อมๆเป็นจังหวะ สม่ำเสมอ นานๆจะได้ยินเสียงสัตว์วิ่งไล่กัน เสียงนกร้องแว่วมาตามลมจากที่ไกลๆ

ดวงอาทิตย์ลับเหลี่ยมเขาไปแล้ว รอบข้า่งจึงมีแต่ความมืด น้ำเริ่มตื้นจนพ่อไม่สามารถใช้แจวได้ จึงปลดแจวออก ใช้แจวค้ำถ่อเรือต่อไปอีกให้ได้ไกลที่สุด เห็นพ่อเหนื่อยมาก จนในที่สุดเรือก็เกยตื้น ไม่อาจจะถ่อเรือไปได้อีกแล้ว พ่อก็ยุติความพยายามแต่เพียงนั้น

จริงอย่างพ่อบอก เพราะไม่นานเรือติดแหง็กกับพื้นคลอง ไปไม่ได้อีกแล้ว มองเห็นน้ำไหลริกๆตรงข้างๆ เรือ พ่อก็หยุดแจว นั่งลงพักเหนื่อย ชั่วไม่นานน้ำในคลองก็แห้ง มองเห็นพื้นทราย มีร่องน้ำเล็กๆไหลไปตามพื้นทราย ปลาเล็กๆ พยายามว่ายอยู่ในสายน้ำ เราก็ชวนน้องลงเล่นน้ำ จับปลา วิดน้ำ เล่นน้ำในคลอง ไม่ช้าดวงตะวันลับขอบฟ้า เริ่มมืดขมุกขมัว แม่จัดแจงติดเตาหุงข้าว ทำกับข้าวเตรียมอาหารค่ำไว้ก่อนที่จะหมดแสง เราสี่คนรับประทานอาหารในเรือ เรารู้สึกสนุกมากๆ

สองฝั่งคลองเป็นป่าดงดิบ มืดครึ้ม รกรุงรังไปด้วยป่าเถาวัลย์ เป็นป่าจริงๆ เพราะไม่มีร่องรอยบ้านเรือนเลยแม้แต่หลังเดียว ขณะนี้อยู่ในความเงียบสงัด นานๆได้ยินเสียงนกร้อง เสียงหรีดหริ่งเรไรดังแผ่วๆเป็นบางครั้ง

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปนานแล้ว ความมืดเข้ามาแทนที คงจะเป็นคืนข้างแรม เพราะไม่เห็นดวงจันทร์ ท้องฟ้าพร่างพรายไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ เราทำอะไรไม่ได้อีกแล้ว นอกจากนั่งมอง ทอดสายตาไปในความมืด

ทันใดนั้น ก็มีเสียงกระโจนของสัตว์ใหญ่ ดังขึ้นบนฝั่งคลองและมีเสียงวิ่งแหวกกิ่งไม้ เสียงดังมาก ทุกคนได้ยินชัด เรามองตาค้าง พูดอะไรไม่ออกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพ่อกระซิบบอกว่านั่นเป็นเสียงของเสือ !!!!!

พูดถึงเสือ เราตกใจ เพราะเคยรู้มาว่าเสือกินเนื้อคน กัดกินคนได้ แล้วนี่ถ้ามันกระโจนลงมาในเรือ เราจะทำอย่าไร ไม่มีอาวุธใดๆ ที่จะต่อสู้กับเสือได้เลย พ่อคงยกมือพนมไหว้ฟ้าดิน เจ้าป่าเจ้าเขา สิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอบุญบารมีช่วยปกป้องคุ้มครองผองภัยแก่พวกเราทุกคน เสียงหายเงียบไปแล้ว แสดงว่ามันไปแล้ว ไปไกลแล้ว เรานอนหลับในเรือด้วยความเหนื่อย

ใกล้สว่าง เสียงไก่ป่าขันแว่วมาแต่ไกล เรารู้สึกเรือโคลงได้ พ่อจัดการใช้แจวค้ำถ่อเรือออก
จากที่แต่ในบัดนั้น ทุกคนตื่นหมด เราช่วยพ่อถ่อเรือตามกำลังที่มี ป่ารอบด้านยังมืดมิด เรือเราลอยไปเรื่อยๆ จวบจนฟ้าสาง เรือก็ล่วงเข้าสู่ท่งนา เข้าไปยังหมู่บ้านชื่อว่าบ้านปากท่อ เรามีญาติที่นี่คนหนึ่งเป็นพี่สาวของแม่ เราเรียกกันว่าป้าจีบ เรา่ช่วยกันขนของขึ้นจากเรือ นำมารวมกันไว้ที่บ้านป้าจีบ ส่วนพ่อแจวเรือกลับไปท่าฉางเพื่อนำเรือไปส่งคืนตามลำพัง
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #10 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:11:33 AM »
๘ บ้านนาหลวง

บ้านนาหลวงเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอไชยา ท้องที่ส่วนใหญ่เป็นที่ทำนา ที่นาของแม่อยู่ติดกับทางรถไฟด้านตะวันออก มองเห็นบ้านเรือนตั้งอยู่ห่างๆ ล้อมรอบด้วยกอไผ่และต้นไม้อื่นๆ เช่นมะม่วง มองไปไกลๆจะเห็นพุ่มไม้เขียวชอุ่มและเป็นหมู่บ้าน เราค่อยๆทะยอยขนของสัมภาาระที่จำเป็นมาจากบ้านป้าจีบ หนทางจากหมู่บ้านปากท่อแสนจะกันดาร ไม่มีถนน ไม่มีรถ ไม่มีเกวียน ต้องแบก หิ้วกันมาอย่างทุลักทุเล บ้านที่ปลูกในที่นาไกล้กับทางรถไฟ คราวนี้ได้เห็นรถไฟวิ่งผ่านไปมาโดยไม่มีอะไรปิดบัง เพราะบ้านที่เพิ่งปลูกขึ้นใหม่ๆในท้องนา ไม่มีต้นไม้ใบบัง จำไม่ได้ว่าเราย้ายไปอยู่ที่ไชยาเดือนอะไร แต่รู้สึกว่าข้าวในนาเหลือแต่ซัง ที่นาบางแห่งเป็นที่ลุ่มยังมีน้ำขังอยู่ แต่ที่เราปลูกบ้านพื้นดินแห้ง เราหนีน้ำเค็มหมายถึงน้ำทะเล
ที่อยู่แห่งใหม่ไกลทะเลมากจนน้ำทะเลเข้าไปไม่ถึง ที่ดิน น้ำ แถบนี้จึงเป็นน้ำจืด เหมาะสำหรับทำนา ทำสวนปลุกผักผลไม้ พ่อจัดการขุอบ่อน้ำใกล้ๆบ้านขี้นบ่อหนึ่ง ก็ไม่ลึกมากนัก ใต้พื้นดินลึกลงไปเป็นทรายหยาบ มีน้ำซึมอยู่ตลอดเวลา ไม่ช้าน้ำก็เต็มบ่อ น้ำในบ่อจืดและสะอาด ดื่มกินได้ เราไม่อดน้ำแล้ว ตักน้ำมาเก็บไว้ในในโอ่งบนบ้าน ริมทางรถไฟด้านตะวันตก มีลำธารเล็กๆไหลแยกมาจากคลองไชยา มีน้ำใสไหลเย็นตลอดเวลา
เราชอบไปเดินเล่นไปตามสายธารแห่งนี้ ริมธารอันเป็นพื้นทราย เมื่อขุดทรายให้เป็นแอ่ง น้ำจะซึมเต็มแอ่ง ก็สนุกไปตามประสาเด็ก
 
คลองไชยา เป็นคลองเล็ก ต้นน้ำไหลมาจากป่าไกลไปทางตะวันตก มาจากไหนเราไม่รู้เพราะว่ามันไกลมาก ไหลคดเคี้่ยวผ่านสวน ไร่นา เรื่อยมา ผ่านเลียบเมืองไชยา ลัดเลาะไปตามหมู่บ้านจนออกสู่ทะเล สองฝั่งคลองจะเห็นกอไผ่เป็นพุ่มไปตามแนวคลอง น้ำในคลองบางแห่งลึก บางแห่งตื้น แต่น้ำจะไหลรินอยู่ตลอดเวลา

บ้านใหม่เป็นเรือนไม้หลังเล็กๆ ใต้ถุนสูง ตั้งอยู่โดดเดี่ยว ห่างจากหมู่บ้าน เราจึงอยู่กันตามลำพัง มีธุระจะพบใครก็ต้องเดินเข้าหมู่บ้าน บ้านเราจึงเปลี่ยว ต้นไม้ก็ไม่มีมี รู้สึกชักจะไม่ค่อยชอบใจ เปรียบเทียบกับบ้านไร่ปรงที่เราจากมา บ้านไรปรงจะดีกว่าเสียอีก เพราะที่เดิมยังร่มรื่นไปด้วยสวนผลไม้ สวนมะพร้าว ที่ใหม่นี้มีแต่ทุ่งนา สิ่งใหม่ๆก็ไม่เห็นมีอะไร กลางวันแดดร้อน ไม่มีมีที่หลบ ที่นี่เรามีเื่พื่อนเล่นใหม่เป็นลูกสาวของน้าช้อย(น้องสาวของแม่) เราต้องเรียกเขาว่าน้องตามศักดิ์ญาิติ ที่จริงเด็กญิงสองคนอายุมากกว่าเรา ชื่อเล่นๆตอนนั้นว่าเจือบ(พี่)และเปรียบ(น้อง) ฐานะของน้าช้อยนับว่าเป็นผู้มีอันจะกินคนหนึ่ง
บ้านเป็นเรือนไม้หลังใหญ่ มุงกระเบื้อง มีหลายห้อง เราเคยไปนอนค้างที่นั่นคืนหนึ่ง คุยสนุึกสนานกับน้องทั้งสองคน แต่ได้รู้จักกันไม่นานก็มีเหต ุเป็นไปที่เราไม่ได้เจอกันอีกเลย จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เริ่มจากแม่มีปากเสียงทะเลาะกับน้าช้อย เรื่องอะไรเราไม่รู้ รู้แต่ว่าแม่กับน้าช้อยไม่พูดกันอีกนาน นานถึง 40 ปีน้าข้อยไปในงานอุปสมบทของเราเอง จำได้ว่าปีนั้นเป็นปี 2521 ได้ข่าวว่าน้องเจือบกับน้องเปรียบเข้าเรียนต่อที่กรุงเทพเหมือนกัน เรียนสาขาอะไรที่ไหน เราไม่เคยได้ข่าว แต่ข่าวล่าสุดรู้ว่าทั้งสองสาวมีครอบครัวกันไปแล้ว แล้วพอผ่านมาอีกปีเดียวก็มีข่าวโศกนาฏกรรมสุดสยอง น้าช้อยน้าจับสองสามีภรรยาถูกคนร้ายปล้นบ้านและต่อสู้กัน ทั้งสองถูกฆ่าตาย

ที่ตำบลโคกหม้อ มีญาติฝ่ายแม่อีกครอบรัวหนึ่ง เป็นพี่ชายของแม่ เราเรียกว่าลุงชื่น ป้าแผลด ครอบครัวนี้มีลูกชายหญิง 4 คน เราต้องพวกเขาว่าพี่ทุกคนชื่อ ชม เฉื่อม สมนึกและชินโน รู้สึกว่าพี่นึกกับพี่โนเราจะสนิทกันมากกว่า ส่วนพี่หญิงทั้งสองเขาก็ดีกะเราเหมือนน้องแท้ๆคนหนึ่ง อันที่จริงญาติฝ่ายแม่ที่ไชยามีมาก กระจายอยู่ตามหมู่บ้าน แต่เนื่องจากเราขาดการติดต่อกันเป็นเวลานาน ความห่างเหินเข้ามาแทนที เราจึงไม่รู้จักญาติพี่น้องเหล่านี้ ประกอบกันแม่ไม่ไปมาหาสู่ ลูกๆก็พลอยไม่รู้จักไปด้วย ความเป็นญาติพี่น้องหายไปหมด ครั้นเมื่อเราแยกตัวมามีชีวิต ตั้งรกรากใหม่ที่กรุงเทพ เราก็เหมือนเป็นแพที่ถูกตัดเชือก ไชยาก็สูญพันธุ์ไปจากตัวเรา
 
เราย้ายที่เรียนจากรร.วัดบางน้ำจืดมาเข้าโรงเรียนใหม่ ชื่อรร.ประชาบาลวัดชยาราม ชาวบ้านเรียกขานกันว่า วัดศาลาเทิง ตั้งอยู่ในตัวเมืองไชยา จากบ้านไปโรงเรียนก็เดินเข้าในเมืองอ้อมไปที่วัด อีกแล้วเราต้องผจญภัยในโรงเรียนใหม่อีกแล้ว ครูใหม่ เพื่อนใหม่ ไม่รู้จักใครสักคนเดียว วันแรกที่ย่างก้าวเข้าไปในโรงเรียน รู้สึกกลัวๆกล้าๆ อย่างบอกไม่ถูก ไม่ค่อยกล้าพูดกับใครทั้งนั้น คิดแต่จะหลบหนีให้พ้นจากที่นี่โดยเร็วที่สุด เราเข้าห้องเรียนและนั่งเรียนอยู่กับพวกเขาได้หลายวัน จนพอรู้จักคุ้นเคยกันบ้่างแล้ว
และในวันหนึ่งเราเกิดความคิดจะหนีโรงเรียน และเราหลบหนีออกมาได้ตอนไหนจำไม่ได้แต่จำเหตุการณ์ได้ว่า เราหิ้วกระเป๋าหนังสือเรียนหนีออกทางด้านหลัง เป็นคลองไชยา ถ้าจะกลับไปบ้านทางด้านนี้ก็ย่อมได้ แต่ต้องว่ายน้ำข้ามคลอง เรามาถึงฝั่งคลองก็ไม่ลังเล กระโดดลงน้ำตูม น้ำลึกแค่คอ เรากระเสือกกระสนไปจนถึงฝั่งตรงข้าม ตะเกียกตะกายขึ้นฝั่งได้ เสียงเรียก เสียงตะโกนไล่หลังมา ครูให้นักเรียน 2-3 คนไล่ตามเรามา เด็กพวกนั้นพอมาถึงคลอง มัวแก้ผ้าถอดกางเกงก่อนจะลงน้ำ เราก็วิ่งไปเกือบถึงบ้านแล้ว เด็กพวกนั้นก็ไปถึงบ้านเรา พ่อโกรธมาก เราก็โดนตีแต่แม่ห้ามไว้ ก็เลยโดนนิดหน่อย พ่อบอกให้เด็็กพวกนั้่นกลับไป ให้ไปบอกครูว่าจะไปหาครูเอง บัดนี้เรายังระลึกเหตุการณ์ระทึกขวัญได้ ไม่ลืมเลือน

และวันนั้นก็เป็นวันสุดท้ายของการเรียนที่นั่น เพราะความผันผวนของชีวิต การเปลี่ยนแปลงของครอบครัวเกิดขึ้นอีกแล้ว โดยไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น พ่อแม่บอกว่าจะย้ายครอบครัวกลับท่าฉาง โดยจะขายที่นาให้กับลุงชื่น ต่อจากนั้นไม่กี่วันเราก็กลับมาอยู่ที่เดิมที่บ้านไร่ปรง อันเป็นบ้านไร่บันเทิงอีกต่อไป หนุ่ยก็กลับเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดบางน้ำจืดเป็นครั้งที่ 2 มาครั้งนี้เพื่อนๆดีใจ เราก็ดีใจ ได้พบกันคราวนี้ เราสนุกกัน ดีกันมากกว่าเดิม ความคิดหนีโรงเรียนไม่มีอีกแล้วจากใจเรา

เราคงจะได้เรียนอยู่ที่นี่จนจบ ป.4 แต่แล้ว เหตุการณ์ทีีไม่ได้คาดฝันก็เกิดขึ้นอีกจนได้
เหตุการณ์อะไร พบกันบทต่อไปนะจ๊ะ

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #11 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:12:29 AM »
๙ ย้ายครอบครัว

ครั้งที่ 2

การเรียนในโรงเรียนประชาบาลดำเนินต่อไป ดีขึ้นกว่าเดิมเยอะ มีเื่พื่อนเล่นแ่ต่ก็มีเด็กบางคนชอบรังแก เราก็ไม่ค่อยชอบสู้ ไม่ค่อยชอบเรื่องชกต่อยเท่าไร จึงรู้สึกไม่ค่อยสบายใจ เด็กที่โตกว่าเราชอบรังแก มีวันหนึ่งตอนกลับบ้าน เดินไปตามทางเดินใกล้จะถึงบ้าน เป็นทางแยก เด็กคนหนึ่งชื่อทอง

อั้ยดิษฐ์ มึงด่ากูเรอะ ว่าแล้วยกเท้าขึ้นถีบเราจากข้างหลัง จนเราเซไป เกือบล้ม เราไม่กล้าโต้ตอบ รีบวิ่งหนี เจ้านั่นก็แยกทางกันไป พอรุ่งอีกวันเด็กชายทองก็มาญาติดีกับเรา พูดกับเราดีๆ ซ้ำยังคอยปกป้องคุ้มครองเราเสียอีก เพราะทองเป็นเด็กที่ใครๆเกรงขามในหมู่เด็ก

จนกระทั่งเราเลื่อนขึ้นเรียนในชั้น ป.3
เหตุการณ์ก็เกิดขึ้น .......

พ่อแม่ปรึกษากันที่จะย้ายหลักแหล่งที่พักอาศัยทำกิน ญาติคนหนึ่งเราเรียกเขาว่าพี่หลวงชุ่ม
เขามีบ้านเรือนอยู่ที่ในบาง ที่นั่นมีญาตินอกจากพี่หลวงชุ่มแล้ว ยังน้าสาวอีกคนหนึ่ง และที่นี่
มีที่ดินแปลงหนึ่งขาย เนื้อที่ราว 20 ไร่ ซื้อขายกันเท่าไรหนุ่ยไม่รู้ เพราะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่
เราไม่มีโอกาสได้รู้ พ่อแม่ขายที่นาแปลงหนึ่งที่บ้านไร่ปรง แบ่งขายไปบางส่วนแล้วไปซื้อที่ในบาง คำว่าในบางอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองด้านที่ติดกับทะเล
ที่ดินแถบนี้ทำไร่ข้าว ไม่มีการทำนา ไม่มีวัว ไม่มีควายสำหรับไถนา คำว่าบางก็คือคลองที่แยกจากแม่น้ำตาปี เป็นคลองเล็กคลองน้อย ไหลออกสู่ทะเล
ที่นี่ไม่มีถนน ไม่มีรถ ชาวบ้านใช้เรือเป็นพาหนะสัญจรไปมา บ้านทุกครัวเรือนตั้งอยู่ริมฝั่งคลอง
ซึ่งเรียกกันว่า บาง (เหมือนกับทางกรุงเทพ)
เท่าที่เราจำได้ก็มีบางที่เราอยู่ เรียกว่าบางด้วน บางด้วนเป็นคลองที่แยกมาจากคลองบางขยะ
ไปตามไร่นา เรื่อยไปจนเกือบจะต่อกับคลองบางนาก คลองขาดด้วนเสียก่อน คลองบางด้วน
ด้วนอยู่ไม่นาน ก็มีการขุดคลองให้ไปเชื่อมกับคลองบางนากซึ่งก็เหลืออยู่ไม่ถึง 1 กม. คลองนี้ก็ไม่ด้วนอีกต่อไป แต่ก็ยังเรียกชื่อว่าคลองบางด้วนเหมือนเดิม คลองที่ขุดใหม่ทำให้ย่นระยะทางไปเมืองได้ใกล้กว่าเดิมมาก พอเรือออกจากคลองบางด้วน
จะทะลุไปยังคลองใหญ่ คือคลองบางนาก คลองนี้กว้างใหญ่ น้ำไหลเชี่ยวกราก จากจุดนี้ก็ไปถึงเมืองสุราษฎร์ธานีหรือบ้านดอนเป็นระยะทางราว 2-3 กม.เท่านั้น

พ่อเดินทางมาที่ในบางเพื่อทำการซื้อที่ดิน เวลาผ่านไป 4-5 วันเราก็พร้อมที่ย้ายครอบครัวขนสมาชิกและสัมภาระกันอีกครั้ง เราเด็กๆก็ตื่นเต้นเป็นธรรมดา
ที่ได้ย้ายที่อยูใหม่และที่สำคัญเราต้องย้ายที่เรียนอีกด้วย เราต้องจากเืพื่อนๆกันอีกครั้ง

การย้ายครอบครัวครั้งนี้ต้องอาศัยเรือ พ่อขอยืมเรือลำหนึ่ง ค่อนข้างใหญ่ บรรทุกของได้มากพอที่จะขนของไปได้หมดในเที่ยวเดียว เราพ่อแม่ลูกช่วยกันขนข้างของสัมภาระไปรวมไว้ที่ท่าบ้านลุงจบ บ้านคลองถ่าน การเดินทาง
ครั้งนี้ก็ต้องออกทะเลอีกเหมือนกัน แต่คราวนี้ออกทางคลองท่าฉาง เพราะตำบลในบางอยู่ทาง
ด้านตะวันออก หนทางไกลไม่น้อย พ่อจะต้องนำเรือซึ่งบรรทุกเต็มลำเรือด้วยกำลังแจวเรืออันเดียว ไม่มีใครช่วยเปลี่ยนมือ เราก็ยังเล็ก แม่เป็นผู้หญิงไม่สันทัดทางเรือ เพราะเคยอยู่แต่บนดอน เราเริ่มต้นที่คลองถ่านซึ่งเป็นคลองเล็กๆ ไหลออกไปบรรจบกับคลองท่าฉาง ตอนน้ำลง คลองจะ
ตื้น น้ำแห้งเหลือแต่น้ำไหลริกๆที่ก้นคลอง ปลายคลองเป็นป่าพรุ มีน้ำขังตลอดปี รกรุงรังไปด้วยป่าปรง พงหนาม หวายลิงและอื่นๆ ช่วงนี้น้ำทะเลขึ้นตอนหัวค่ำ ราว 2 ทุ่มน้ำจะเริ่มเอ่อขึ้น พอให้เรือล่องไปได้ ได้เวลาพ่อก็จุดธูปเทียน บอกกล่าวเ้จ้าทะเลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยปกป้องคุ้มครองให้การเดินทางไปตลอดรอดฝั่งด้วยความปลอดภัย

เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้วแล้ว น้ำทะเลขึ้นเกือบจะเต็มฝั่ง พ่อผลักเรือออกจากท่า ใช้แจวค้ำถ่อไปก่อน จนกว่าจะถึงที่ลึกและกว้างพอที่จะติดแจวเรือได้
ดึกสงัด จันทร์เสี้ยวโผล่ให้เห็นเหนือยอดไม้ ต้นลำพูที่เรียงรายตามริมฝั่งคลอง มีแสงหิ่งห้อยวับ
แวม แพรวพราวดูสวยงามตระการตายิ่งนัก ลมพัดผ่านมาเย็นฉ่ำ น่าสบายมาก แต่เราไม่รู้สึกถึง
ภัยอันตรายรอบด้านที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดนั้น หาได้สุขสดชื่นไปตามธรรมชาตินั้นไม่
ไม่นานเรือก็ออกมาถึงปากคลองถ่านซึ่งเชื่อมต่อกับคลองท่าฉาง ความรู้สึกใจหดวูบ น้ำไหลขึ้น
เชี่ยวกราก พ่อต้องคัดท้ายเรือสุดกำลังเพื่อให้หัวเรือหันออกทางปากน้ำ จากนั้นพ่อก็แจวทวนกระแสน้ำ เสียงน้ำไหลกระทบเรือซู่ซ่า สองฝั่งคลองแสงเดือนสว่างสลัวๆเห็นเงาไม้ตะคุ่มๆ นานๆจะผ่านบ้านเรือน เห็นแสงตะเกียง แสงไต้จากบ้านเหล่านั้น มีเรือสัญจรสวนทางกับเราบ้างเหมือนกัน เราต่างก็เงียบกันเป็นส่วนใหญ่ เราเองก็ไม่ใช่คนช่างพูด มีอะไรมักเก็บเงียบไว้ในใจมากกว่า
ส่วนพ่อก็ตั้งหน้าตั้งแจวเรืออย่างเดียว ความคิดคำนึงของเราหยุดอยู่ที่ใต้น้ำ ใต้ท้่องเรือ ความจำเก่าๆ พ่อแม่หรือใครคนอื่นเล่ากันหรือรู้กันว่าในคลองท่าฉางมีจรเข้ ดุร้ายด้วยซิ ว่ากันว่าเคยใช้หางฟาดคนจากเรือแล้วกัดกิน จริงเท็จแค่ไหนไม่มีใครยืนยัน แต่ก็เป็นสิ่งน่ากลัวสำหรับเรา

พ่อเก็บความรู้สึกเงียบ ไม่พูดไม่จาเรื่องจรเข้ โบราณถือกันว่า
เข้าป่าอย่าพูดถึงเสือ ลงเรืออย่าพูดถึงจรเข้ เราพยายามทอดสายตากวาดไปตามพื้นน้ำเท่าทีมีแสงสว่างมองเห็น หาสิ่งแปลกปลอมตามพื้นน้ำ บางทีเห็นขอนไม้ลอยมาตามน้ำก็ใจเต้น นึกว่าใช่แล้ว
กว่าจะออกทะเล เรือก็ลอยมาผ่านหลายคุ้ง หลายคด และในที่สุดก็ออกสู่ทะเล คราวนี้เราออกทะเลในเวลากลางคืน พอแจวเรือออกไป ออกไปห่างฝั่งออกไปทุกที จนมองไม่เห็นฝั่ง เห็นแต่น้ำจดขอบฟ้าแต่ก็เลือนลางด้วยแสงจันทร์เสี้ยวซึ่งไม่สว่างนัก
พ่อติดใบเรือขึ้นเพื่อทุ่นแรงในการแจวเรือ น่าแปลกประหลาดน้ำที่แตกเป็นฟองที่หัวเรือมีประกายเป็นแสงระยิบระยับ พ่อบอกเราว่าเกิดจากพรายน้ำ พรายน้ำเป็นอย่างไรพ่อไม่ได้อธิบาย เรารู้ภายหลังจากเป็นแสงเรืองๆของฟอสฟอรัสซึ่งเป็นสารชนิดหนึ่งในน้ำทะเล ( น้ำเค็ม)
เมื่อกระทบกับแสงสว่างก็จะเปล่งแสงเป็นประกาย คลื่นในทะเลทำให้เรือโคลงแล่นโต้คลื่นจึงเหมือนกันนั่งไกวเปล มองไปรอบด้านพื้นน้ำจมหายไปจากสายตาไปจรดแผ่นฟ้า ท้องทะเลกว้างใหญ่ ไม่เห็นจุดหมาย
ปลายทาง สงสัยเหลือเกินว่าพ่อใช้อะไรเป็นเครื่องสังเกตุในการเดินเรือ เราจะไปทางไหนกันนี่

เห็นพ่อนั่งพักเหนื่อย สูบยาเส้นพ่นควันโขมง ไม่เดือดเนื้อร้อนใจใดๆทั้งสิ้น แต่เรากลับหวั่นใจ
ว่า ถ้าเรือเกิดล่มขึ้นมา ณ จุดนี้ ตรงนี้ เราคงตายกันหมด เพราะไม่มีใครว่ายน้ำเป็น ถึงจะว่ายน้ำได้ก็ไม่น่าจะรอด เพราะมองเห็นแต่น้ำ น้ำ น้ำ ไม่มีฝั่งให้เราขึ้นได้ ลมพัดเื่อื่อยๆไม่รุนแรงนัก ทำให้เรือแล่นไปอย่างช้าๆ ประกายแสงแพรวพราวยังคงให้เห็นที่หัวเรือ มีปลากระบอกกระโดดขึ้นบนเรือ 4-5 ตัว คงเพราะความตกใจกระโดดขึ้นมาให้เป็นอาหารเช้าของเราในวันพรุ่งนี้ แสดงว่าบริเวณนี้ปลา
ชุกชุมมาก เรากับน้องนอนชมดาวเดือนในท้องฟ้าจนม่อยหลับไป......

ตื่นขึ้นมาก็พบแสงแดดจ้า เรือจอดนิ่งอยู่ริมตลิ่งใต้ต้นลำพูต้นใหญ่ เรือผ่านทะเลมาได้อย่างไร
เราไม่รู้เลย เพราะหลับไปนานจนสว่าง พ่อแม่กำลังหุงหาอาหารกันบนเรือ มองดูบนฝั่งเห็นปูแสมเยอะแยะเลย คลื่นใหญ่กระเพื่อมเข้ามาจนเรือโคลง นี่เรายังเข้ามา
ไม่ห่างทะเลเท่าไหร่เลย ดวงตะวันลอยเด่นขึ้นเหนือยอดไม้ แสงแดดเริ่มร้อน พ่อให้เรารีบจัดการกินอาหารเช้า พ่อติดแจวรีบแจวออกจากที่ ลัดเลาะไปตามคลองต่างๆ อีกหลายคลอง ไม่รู้พ่อจดจำได้อย่างไร คลองแต่ละคลองก็เหมือนกัน บริเวณถิ่นนี้ไม่มีบ้านเรือน
คนอยู่อาศัยเลย สองฝั่งเป็นป่าไม้สูงใหญ่ ร่มครึ้มไปตลอดทาง คลองแล้วคลองเล่าผ่านไปไม่สัก
กี่คลอง แล้วทะลุออกคลองหนึ่ง ไม่น่าจะเรียกว่าเป็นคลอง เพราะกว้างใหญ่มาก พ่อเรียกว่าทะเลน้อย กว้างใหญ่ปานทะเล พ่อแจวเรือข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง เพื่อหาทางเข้าคลองเล็กและลัดลาะไปยังจุดหมายปลายทาง คือบางด้วน เรือเราจอดท่าเรือหน้า
บ้านพี่หลวงชุ่ม เราทุกคนขึ้นจากเรือ หลวงชุ่ี่มให้การต้อนรับ จัดข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดู แล้วเราก็พักผ่อน จากนั้นเราก็จะเข้าไปที่บ้านที่พ่อซื้อไว้แล้ว ซึ่งที่ดินมีอาณาเขตติดต่อกับที่ดินของหลวงชุ่ม

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #12 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:13:20 AM »
๑๐ บ้านบางด้วน

ชื่อบางด้วน ไม่ค่อยน่าฟังนะครับ แต่ใครๆก็เรียกขนานนามอย่างนี้แหละ
แตเดิมคลองนี้แยกออกมาจากคลองบางขยะ (ที่เรียกบางขยะ คงจะมีขยะมูลฝอยลอยมาตาม
น้ำมาก) ลำคลองมาขาดตอนเอาที่ใกล้ๆกับคลองบางขนะหรือบางนาก(ไม่แน่ใจจำไม่ค่อยได้)
คลองบางนากเป็นคลองใหญ่มากแยกจากแม่น้ำตาปีที่บ้านดอนแล้วไหลออกทะเลอีกทางหนึ่ง
ผู้คนที่่ี่ตั้งบ้านเรือนในคลองบางด้วนต้องล่องเรือย้อนไปที่คลองบางขยะ คลองขยะก็ต่อกับแม่น้ำ
ตาปีอีกเหมือนกัน ก็ไปเมืองบ้านดอนได้ทางคลองนี้ อ้อมไกลมากทีเดียว ต่อมาก็มีการขุดคลอง
บางด้วนให้เชื่อมต่อกับคลองบางนาก ทำให้ย่นระยะทางไปตลาดบ้านดอนได้มาก
อีตอนนี้คลองบางด้วน ก็ด้วนแต่ชื่อแล้วจ้า คลองไม่ด้วนแล้ว
ริมฝั่งคลองทุกบางแน่นเอี๊ยดไปด้วยต้นจาก ซึ่งน่าจะเป็นพืชเศรษฐกิจของถิ่นนี้ทีเดียว ด้วยการ
เย็บใบจากเป็นตับใช้มุงหลังคาบ้านเรือน ใบจากทนนานได้ราว 3-4 ปีแล้วค่อยเปลี่ยน ใบจากที่เย็บแล้วจะมีผู้มาซื้อถึงบ้าน หรือไม่ก็นำไปขายในเมือง ลูกจากก็กินได้ไม่แพ้ลูกตาล
แต่ไม่นิยมนำไปขาย คงกินกันไปตามบ้าน ไม่น่าสนใจ แต่ก่อนที่จะเป็นลูกจากเป็นผลแก่ เราก็
ทำตาลจากต้นจากได้ เริ่มจากใช้ไม้ทุบเบาๆที่ลูกของมัน พอช้ำๆ โยกก้านลูกเช้าเย็นสัก 3-4วัน แล้วตัดลูกทิ้งเหลือตอก้าน ตรงที่รอยตัดนี้จะมีน้ำหวานไหลออก เหมือนน้ำตาลสดที่ทำจาก
ต้นตาล ดีมากตรงที่ไม่ต้องปีนต้นเหมือนต้นตาลหรือต้นมะพร้าว
ที่ดินที่เราซื้อใหม่มีบ้านด้วย 2 หลัง เป็นเรือนไม้หลังใหญ่พอสมควร เราเลือกอยู่หลังหนึ่ง ส่วนอีกหลังหนึ่งเจ้าของเดิมขออาศัยไปก่อน เพราะยังไม่พร้อมที่จะย้ายไปในตอนนี้
บ้านเรือนถิ่นนี้ในยุคสมัยนั้น ทำส้วมติดคลอง ถ่ายลงไปในคลอง ไม่มีการขุดหลุมเหมือนกับทางท่าฉาง น้ำขึ้น-ลงไหลออกทะเล ไม่ทำให้น้ำสกปรกมากนัก เราใช้น้ำอาบจากคลอง ซักล้างจากน้ำในคลอง ซ้ำยังขี้ถ่ายลงในคลองอีก ดูมันง่ายไปหมด
คลองบางด้วนเป็นคลองเล็กๆ น้ำตื้น พอน้ำลงจะแห้งถึงก้นคลอง มีอยู่วันหนึ่งฝนตกหนัก น้ำไหลลงในคลอง น้ำทะเลขึ้น ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเกือบเต็มคลอง เราลงไปว่ายน้ำเล่น
มีก้อนอึลอยมาใกล้ๆ ต้องรีบหนีขึ้นแทนไม่ทัน ที่สบายใจได้อย่างหนึ่งคือในน้ำไม่มีปลิง

หนุ่ยหัดพายเรือ หัดแจวเรือได้ แต่เรือของเราลำใหญ่ไปหน่อย หนักด้วย พายไปก็เกะกะ
เก้งก้าง ขวางคลอง เรือเราพ่อซื้อมาจากไชยา เป็นเรือที่ขุดจากท่อนไม้ใหญ่ หนุ่ยเป็นเด็กดอน
จึงไม่ค่อยจะชำนาญเรือ ต้องฝึกหัดให้ชำนาญ เพราะที่นี่ทุกคนต้องอาศัยเรือ ไม่มีทางเดิน
ไปไหนมาไหนได้ นอกจากอาศัยเรือ

ช่วงเวลาที่เราย้ายไปอยู่ในที่ใหม่ก็เข้าฤดูทำไร่ ฝนตกทุกวัน แต่ไม่มีน้ำขังเหมือนที่บ้านไร่ปรง
น้ำฝนจะไหลลงคลองไปหมดสิ้น พื้นที่ปลูกข้าวเรียกว่าไร่ การปลูกข้าวเรียกว่าทำไร่ บนฝั่งคลอง
พ้นจากแนวต้นจากก็จะทุ่งไร่สำหรับทำนา กว้างไกลสุดสายตา เหมือนทุ่งนา แต่ไม่ใช่นา เป็นที่ดอน มีหญ้าขึ้นเต็มไปหมด พื้นดินแฉะชุ่ม ที่นี่ใช้เครื่องมือขุดดิน พลิกดินกลบหญ้าเหมือนไถนา หญ้าที่ถูกดินกลบก็จะตาย เน่าเป็นปุ๋ย การเตรียมต้นกล้า ถางหญ้าเตียนแล้ว ใช้ไม้ปักเป็นหลุมเล็ก โรยเมล็ดข้าวเปลือกลงไปในหลุมจนทั่วทั้งแปลง
แล้วนำถ่านแกลบจากโรงสีข้าวกลบให้หมดทุกหลุม ตกกลางคืนน้ำทะเลหนุนขึ้นมา น้ำสูงขึ้น
ท่วมพื้นดิน ข้าวเปลือก็็จะไม่ลอยไปที่อื่น ต่อมาไม่กี่วันต้นกล้าก็จะงอก ถอนกล้าไปปักดำในไร่
แต่ไม่ใช่ดำหรอกนะ เพราะไม่มีน้ำท่วมขังเหมือนในนา ตอนปักต้นกล้าก็ใช้ไม้ปลายแหลมปักเป็นหลุม เป็นแถวตรงดิ่งด้วยความชำนาญ(หมายถึงชาวไร่ของที่นี่นะจ๊ะ ไม่ใช่เรา) เพราะที่นี่ไม่มีการไถดิน เด็กถิ่นนี้ไม่เคยเห็นวัว ควาย ไม่เคยเห็นรถไฟ และยุคนั้นยังไม่มีทีวี
ไม่มีวิทยุ ไม่มีเครื่องมือสื่อสารใดๆ กล้าที่ปักดำไว้จะถูกน้ำคลองขึ้นท่วมวันละ 2 เวลา ทำหน้าที่เลียงต้นกล้า ไม่ช้าต้นกล้าจะแตกกอใหญ่ขึ้น ภายใน 3-4 เดือนก็จะตั้งท้องออกรวง
 

หนุ่ยถึงเวลาต้องไปโรงเรียนอีกแล้ว พ่อนำหลักฐานจากรร.วัดบางน้ำจืดไปแสดงต่อครูใหญ่โรง
เรียนวัดบางขยาราม หนุ่ยเข้าเรียนชั้น ป. 3 น้องชายเรียน ป. 1 การไปโรงเรียนต้องให้พ่อพายเรือรับ-ส่ง ไม่มีทางเดิน ไม่มีถนน
เข้าโรงเรียนใหม่ มีเื่พื่อนใหม่ ครูใหม่ ก็ดูดีเหมือนกัน ไม่น่ากลัว เื่พื่อนๆก็ดีด้วย มีเพื่อนใหม่
คนหนึ่งอายุมากกว่าหนุ่ย เรียนชั้น ป.4แล้ว เคยนั่งเรือกลัีบบ้านพร้อมกัน แวะที่บ้านเพื่อนคนนั้น
จำชื่อไม่ได้ เขาหัดเล่นหนังตะลุง ที่บ้านมีแผงหนังตะลุง และก็ร้องกลอนบทหนังตะลุงได้ด้วย
จำได้ว่าทางโรงเรียนต้องการเรี่ยไรเงินจากผู้ปกครองเพื่อซื้อแท้งก์น้ำฝน โดยขอให้นักเรียนนำมะพร้าวมาให้โรงเรียนคนละ 1 ผล โรงเรียนได้มะพร้าวกองพะเนิน โรงเรียนนำมะพร้าวไปขาย ได้เงินมาซื้อแทงก์น้ำได้ 1 แท้งก์

ท้องถิ่นนี้ไม่มีบ่อน้ำ น้ำดื่มต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว น้ำอาบน้ำซักล้างอาศัยน้ำคลอง น้ำคลองมีขึ้น-ลงจากน้ำทะเลหนุน แต่น้ำทะเลขึ้นมาไม่ถึง น้ำในคลองจึงเป็นน้ำจืด ใช้อาบซักล้างได้

หนุ่ยเรียนที่โรงเรียนนี้ไม่ทันสิ้นปีก็ต้องลาออกอีกครั้ง เพราะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น
เพื่อนใหม่ที่ได้รู้จักกัน เหมือนฝันไป ต้องจากกันและไม่เคยเจอกันอีกเลย ไ่ม่เคย ไม่เคย
วงจรชีวิตของหนุ่ยช่างวกวนผกผันไม่มีที่สิ้นสุด
ขณะที่ต้นข้าวกำลังแตกกอเขียว ยังไม่ทันออกรวง เราก็ต้องจากไปอย่างน่าใจหาย

มีข่าวร้าย ข่าวที่น่าเชื่อที่เป็นไปได้ด้วย
โจรจะปล้น เพราะเข้าใจว่าบ้านเราร่ำรวย ซื้อที่ดินที่นาไำด้ คงจะมีเงินเก็บที่บ้านเยอะ แม่กลัวมากเมื่อได้ข่าว อยู่ไม่ได้แล้ว ต้องหนี หนีก่อนที่โจรจะมาถึง เก็บของอย่างลนลานลง
เรือแจวมุ่งสู่บ้านไร่ปรงดังเดิม ไม่มีการร่ำลาผู้ใด

น่าเสีัยดายต้นข้าวที่กำลังออกรวง
น่าเสียดายบ้านที่อยู่อาศัย
น่าเสียดายพื้นที่ดินที่ได้ซื้อมาใหม่
แต่เราต้องหวนกลับสู่สังคมเดิม
เหตุการณ์มันผันผวน ยอกย้อน พรหมลิขิตกลั่นแกล้งกันหรือไร
โอ้อนาถชาตินี้มีแต่เรื่อง
ระคายเคืองหัวใจไม่สุขี
ย้ายไปย้ายมาชั่วตาปี
กลายเป็นขี้ปากคนต้องทนเอา

คืนกลับถิ่นครานี้ทีสุดท้าย
คงจะไ้ด้มีหลักปักต้นเสา
ใครจะว่าอย่างไรตามใจเรา
เหนื่อยไม่เบาขนของกองพะเนิน

กลับไร่ปรงคืนถิ่นที่ดินเกิด
แสนหวังเวิ้ดอยากให้คนสรรเสริญ
มาคราวนี้เห็นทีจงจำเริญ
ขอเผชิญเหตุการณ์กันต่อไป

ครอบครัวประสบชะตากรรมไม่มีที่สิ้นสุด เดียวนั้นเดี๋ยวนี่ เราเป็นลูกก็ตามไป ไปไหนก็ไปกัน
เรายังเล็กเกินไปที่จะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น ที่ดินที่ไปซื้อใหม่ก็จะต้องกลับไปขาย เพราะไม่กล้าอยู่ที่นั่นอีกต่อไป ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นแผนของใครที่ปล่อยข่าวนี้ออกมา
พ่อขายที่ีดินได้ก็มาซื้อที่นาที่บ้านไร่ปรงเพิ่มเติมอีกได้หลายไร่ จนได้ชื่อว่าเป็นราชาที่ดินคนหนึ่งในหมู่บ้าน

แต่ไม่มีใครรู้ล่วงหน้า อีก 10 ปีให้หลังครอบครัวต้องหมดสิ้นที่ดินไร่นา เรียกว่าสิ้นไร้ไม้ตอก
นี่แหละนะ ชีวิต จะมีใครบ้างที่รู้ชะตากรรมของตนเอง ใครบ้างอยากเป็นคนยากจน ใครบ้างอยากเป็นลำบาก
แต่ชีวิตก็ต้องดำเนินไป แบบยั้งไม่หยุดฉุดไม่อยู่ วันเวลาเปลี่ยนไป ผ่านไปอย่างไม่มีการหยุดยั้ง
ว่ากันว่า มีใครคอยขีดเส้นทางของคนเราไว้ก่อนแล้ว ใครคนนั้นเราตั้งชื่อกันว่า พรหมลิขิตไงล่ะ
ทุกคนมีเส้นทางดำเนินชีวิตเป็นของตนเองอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเราเองไม่รู้

หนุ่ยก็ย้อนกลับมาเข้าเรียนในโรงเรียนวัดบางน้ำจืดเป็นหนที่ 3 เพื่อนๆยังอยู่ครบ ยังไม่จบชั้นป.4 ยังไม่หนีไปไหน เราก็ได้มาเจอกันอีก ความสนุกสนานกลับคืนมา เพื่อนๆต่างก็
ดีใจ ยินดีรับเข้าเป็นพวกอีกต่อไป จวบจนกระทั่งจบ ป4

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #13 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:14:25 AM »
๑๑ โรงเรียนอำนวยวิทยา

จบป.4 แล้วไปไหน
ต่างคนต่างไป หลายคนเรียนต่อในชั้นมัธยม หลายคนออกไปทำไร่ ไถนาตามพ่อแม่
และหลายคนออกไปอยู่กับญาติในต่างถิ่น

ปีสุดท้ายของชั้นเรียน ป 4 ของโรงเรียนวัดบางน้ำจืด นับได้ว่าเป็นปีแห่งความสุข ความหวังของนักเรียนทุกคน วันแห่งการอำลาจากใกล้เข้ามาทุกที ความรักใคร่สนิทสนมระหว่างเพื่อนร่วมห้องเกิดมีขึ้น การหยอกล้อเล่นกันมีบ่อยๆ และมักจะมีเด็กหญิงเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ใครเห็นใคร คู่ไหนสนิทสนมกันก็เก็บเอามาล้อกันว่าเป็นคู่รักกัน สมัยนั้นไม่รู้จักคำว่าแฟน หนุ่ยก็มีกับเขาด้วย ชื่อเด็กหญิงพานิช

"ประดิษฐ์ผลิดไป พ.น."
เพื่อนจะล้อเล่นกันบ่อยๆจนเราอาย ไม่ค่อยกล้าพูดคุยกับเด็กหญิงพานิช

การสอบชั้นป.4 ผ่านไปแล้ว สอบได้ยกชั้น เรียกว่าจบชั้นประถมภาคบังคับ การเรียนชั้นสูงเรียกว่าเรียนชั้นมัธยม แบ่งเป็นระดับคือมัธยมต้น ม.1-3
และมัธยมปลาย ม4-6 ส่วน ม7-8 เรียกว่าเตรียมอุดมศึกษาแล้วก็ต่อมหาวิทยาลัย
ในอำเภอท่าฉางมีโรงเรียนมัธยม 1 แห่งเป็นโรงเรียนเอกชนแห่งเดียวที่เป็นสถานศึกษา
ชั้นสูงสุด คือโรงเรียนอำนวยวิทยา มีนายสำรอง สุโขเป็นเจ้าของ คุณครูพิญญู หิรัญกาญจน์ เป็นครูใหญ่

เรามีเพื่อนไปเรียนต่อที่นี่ 2 คนคือ ทวีป แซ่ด่านและสุทิน ศรีทองกุล มีหลายคนที่ไปเรียนต่อ
ที่อื่น รร.อำนวยเป็นแบบสหศึกษา รับทั้งชายหญิง ค่าเรียนเทอมละ 30 บาท ปีหนึ่งมี 3 เทอม
ตั้งอยู่ในเมือง คือในตัวอำเภอท่าฉาง เป็นที่รวมของเด็กทั่วทุกตำบลในอำเภอ อันมีเขาถ่าน
คลองไซ เสวียด บ้านหนุ่ยห่างจากโรงเรียนในราว 2 กม.เดินล่องไปตามทางถนนรถไฟ เพราะยังมีถนน ไม่รู้จักถนน มีแต่ทางเดินแคบๆ ไปตามหมู่บ้าน

พูดถึงพี่ชายหน่อยหนึ่งก่อนนะ พี่ชายใหญ่เรียนที่ก่อนแล้ว จำได้ว่าตอนเราเข้าเรียนพี่ใหญ่เรียนชั้น ม 5พี่ชายรองเรียนจบ ม.3 และลาออกก่อนแล้วคงจะในราวๆนี้แหละ
หนุ่ยเข้าเรียนในชั้น ม.1 ครูคนแรกชื่อ ครูจำลอง ไวศยะเป็นครูประจำชั้น สมัยนั้่นครูประจำชั้น
คือครูที่สอนประจำจริงๆ คือสอนทุกวิชา หนุ่ยได้เรียนภาษาอังกฤษในชั้น ม.1 นี่แหละ

เรามีเพื่อนเดินไปโรงเรียนด้วยคนหนึ่งชื่อ ยุพิน ทิมปนา ชื่อเหมือนผูู้หญิงแต่เป็นผู้ชาย
ยุพินเป็นญาติห่างๆในหมู่บ้านเดียวกัน เขาเป็นนักเรียนรุ่นพี่เรียนอยู่ในชั้น ม.3 เราเดินไปเรียนด้วยกันทุกวัน การเรียนเป็นไปด้วยดี มีเพื่อนใหม่ร่วมห้องราว 30 คนมีผู้หญิง6หรือ7 คน การแต่งกายของนักเรียนใน 2 ปีแรก ยังไม่มีเครื่องแบบนักเรียน
เด็กผู้ชายนุ่งกางเกงขาสั้นเสื้อเชิ้ตแขนสั้น เด็กผู้หญิงนุ่งผ้าถุงสีอะไรก็ได้ ต่อมาระเบียบกระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้มีเครื่องแบบและมีอักษรย่อปักที่อกเสื้อบอกชื่อโรงเรียน

หนึ่ีงปีผ่านไป หนุ่ยสอบไล่ผ่านขึ้นเรียนในชั้น ม.2 ผลการเีรียนไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไหร่ แบบว่ายังชอบเล่นสนุกมากกว่าเรียน การจัดลำดับที่จึงอยู่ในท้ายๆ

ในชั้น ม.2 เกิดสนุกกับการเรียนขึ้นมาบ้างแล้ว รู้สึกพอใจกับหนังสือเรียนใหม่ แปลกใจจัง หนังสือใหม่กลิ่นหอม เป็นกลิ่นกระดาษแผ่วๆรูปภาพในเล่มหนังสือก็น่าดู สีสวย หนุ่ยถูกกำกับโดยพ่อและพี่ชายทั้งสอง จึงหลบการเรียนไม่ได้ ผลการสอบชั้น ม.2 หนุ่ยก็สอบผ่าน มีสอบตก 2 หรือ 3 คน รู้สึกว่ายุพินเพื่อนเราตกซ้ำชั้น ม.3 ในปีนี้

ในชั้นม.3 จัดว่าเป็นชั้นสูงสุดของประโยคมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นชั้่นสำคัญที่จะต้องเรียนอย่างหนัก เพราะอะไรรู้ๆไหม คือยังงี้ รร.นี้เป็นรร.เอกชนที่ไม่ได้รับรองวิทยะฐานะ ในชั้นประโยค ม. 3 และ ม.6 โรงเรียนไม่มีสิทธิ
สอบไล่เอง แ่ต่ต้องใช้ข้อสอบจากโรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัด
และทางจังหวัดจะแต่งตั้งครูมาควบคุมการสอบ และนำกระดาษสอบไำปตรวจ ตัดสินผลการสอบ
ที่จังหวััด เด็กนักเรียนในชั้นนี้จึงกลัวการสอบตก ครูประจำชั้นช่วยอะไรไม่ได้เลย ในชั้นม.3 ครูประจำชื่อ ครูเยิ้ม จันทวิมล ครูสอนอย่างเต็มที่ เอาจริงเอาจังกับการเรียนของเด็ก เพื่อให้นักเรียนสอบผ่านทุกคน แต่สำหรับหนุ่ยผ่านมาแล้ว ม 1 ม 2 ไม่เห็นจะน่ากลัวตรงไหน
วันสอบ มีครูจากจังหวัดมาคุมสอบ มีข้อสอบจากโรงเรียนประจำจังหวัด ในชั่วโมงสอบเขียนอังกฤษ เขียนตามคำบอก จำได้ว่าครูเยิ้มผู้ช่วยผู้คุมสอบ เดินเข้าไปใกล้โต๊ะเรา แอบกระซิบบอกให้คำหนึ่ง จำได้ว่า receive ก็คงบอกได้แค่นี้ ทำมากกว่านี้ไม่ได้ ผลการสอบไล่ชั้น ม.3 ทางจังหวัดส่งเรื่องแจ้งมาทางโรงเรียนแล้ว ปรากฏว่า เด็กชายประดิษฐ์ พราหมณ์มณี สอบได้เป็นที่ 1 ของชั้นม.3 ประจำปีนี้

หนุ่ยเลื่อนขึ้นเรียนชั้น ม.4 แล้วจ้า เย้ ดีใจจัง วันเปิดเทอมภาคการศึกษาใหม่ มีการประชุมใหญ่ รวมนักเรียนทุกชั้นปี ครูใหญ่ประธานในที่ประชุม แถลงนโยบายเกี่ยวกับการเรียนการสอน อะไรบ้างจำไมได้ สุดท้ายมีการแจกรางวัลนักเรียนเก่งประจำปีของทุกชั้นเรียงมาตั้งแต่ม.2 -ม.5 หมายถึงผลการสอบไล่ นักเรียนที่สอบได้ที่ 1 ชั้นม.3 ได้แก่ เด็กชายประดิษฐ์ พราหมณ์มณี
เราลุกขึ้นยืนแล้วเดินตัวลอยเข้าไปรับรางวัล เป็นเงิน 10 บาท ตื่นเต้นมาก ใจสั่น ตัวเบาหวิว
เป็นครั้งแรกที่ออกหน้าในที่ประชุมใหญ่ นักเรียนชายหญิงปรบมือกันเกรียวกราว

หมายเหตุ ผลการสอบไล่ประจำปีตั้งแต่ ม.3 - ม.6 เราสอบได้เป็นที่หนึ่งทุกครั้ง ไม่มีใครแย่งตำแหน่งนี้ได้เลย

เมื่อเรียนชั้น ม.4 เราก็เรียนทันยุพิน เพื่อนบ้า่นเดียวกันซึ่งเป็นนักเรียนรุ่นพี่ แต่เนื่องเขาสอบตกซ้ำชั้น เราจึงไล่ทันในชั้นนี้ ขึ้นเรียน ม.4 ก็ได้พบกับนักเรียนที่สอบตกซ้ำชั้น3-4 คนรวมทั้งยุพินด้วย

ในชั้นม.4 ครูบำรุง แก้วบัวทองเป็นครูประจำชั้น คุณครูปลดยุพินออกจากตำแหน่งหัวหน้าชั้น
และให้เราเป็นหัวหน้าชั้นต่อไป ด้วยเห็นว่าเราเป็นคนเรียบร้อย มีความประพฤติดีสมควรเป็นตัว
อย่างแก่นักเรียนร่วมห้อง ทั้งๆ ที่เราตัวเล็กกะติ๊ด เป็นหัวหน้าได้ยังไง แต่ก็ต้องรับ
เอาละวะ เป็นก็เป็น และก็ปฏิบัติหน้าที่ได้ดี หัวหน้าต้องทำหน้าที่นำสวดมนต์ บอกเคารพครูเวลาครูเข้าห้องสอน ดูแลเพื่อนนัำกเรียน คอยเตือน คอยรายงานครูถ้าเห็นสิ่งไม่ชอบมาพากลอะไรต่างๆ ก็นับว่าเป็นภาระมากอยู่เหมือนกัน
ตำแหน่งหัวหน้าที่ได้รับการแต่งตั้งในชั้น ม.4 ต้องเป็นหัวหน้าหน้าตลอดไปจนถึงชั้น ม.6
และเพื่อนๆทุกคนยอมรับการเป็นหัวหน้าของเราด้วย

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #14 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:15:11 AM »
ไปพักแรมลูกเสือที่เกาะสมุย

ในปีนี้เราได้มีโอกาสไปพักแรมลูกเสือที่เกาะสมุย วันที่เท่าไร เดือนอะไร จำไม่ได้หรอกครับ
เอาเป็นว่าจะเขียนเท่าที่รำลึกได้
วันนั้นนักเรียนแต่งเครื่องแบบลูกเสือเต็มยศมาพร้อมกันที่โรงเรียน
เข้าแถวหน้าอาคารเรียนจำนวนในราว 50 กว่าคน เป้นนักเรียนชั้นม.4-6
แบ่งหมวดหมู่ เราได้เป็นหัวหน้าหมู่ มีลูกหมู่ 10 คน มีครูควบคุมการเดินทาง 3 คน
จำได้คนเดียวคือครูพิญญูซึ่งเป็นครูใหญ่
ลูกเสือทุกคนมีกระเป๋าเสื่อผ้าบรรจุสะเบียงพร้อม
สายแล้ว แดดเริ่มร้อนระอุ ผู้้บังคับกองบอกเิ่ริ่มออกเดินทางได้
แถวหน้านำทางไปก่อน แล้วก็เดินตามกันไปสีเหลืองผ้าลูกคอปลิวไสว เหลืองเป็นระยะทาง
ยาวไกล เป็นแถวไปบนถนนรถไฟ มุ่งหน้าไปทางอำเภอพุนพิน หรือที่เรียกกัีนว่าท่าข้าม
ในกลุ่มเราเดินไปคุยกันไป เหงื่อไหลโซมกาย แต่ไม่รู้สึกเหนื่อย ผ่านไร่อ้อยของชาวบ้าน
แวะขอซื้ออ้อย แบ่งเป็นท่อนๆแจกจ่ายกัน แทะอ้อยไปตลอดทาง
จนเวลาผ่านไปสัก 2 ชั่วโมง ก็มาถึงตำบลมะลวน กองลูกเสือก็หยุดพักผ่อนที่วัด(จำชื่อไม่ได้)
และจะค้างแรมที่นี่เป็นคืนแรก ใช้ศาลาวัดเป็นที่หลับนอน หุงหาอาหารกันที่ลานวัด จัดเวรยาม
ในเวลาค่ำคืนตามระเบียบ เราได้เวรตอนดึก เวลาอยู่ยามต้องแต่งเครื่องแบบ ยืนเฝ้าระแวดระวังภัยตรงเชิงบันได รู้สึกสนุก ไม่ได้นึกกลัวอะไรเลย

รุ่งเช้า หุงอาหารกันรับประทานเสร็จ ในราว 9.00 น.เราก็เริ่มออกเดินทางต่อ
จุดหมายข้างหน้า อำเภอพุนพิน เราก็เดินล่องไปตามทางรถไฟ (สมัยนั้นยังไม่มีถนน)
ยังเหลือระยะทางอีกคงจะในราว 5-6 กม.ซึ่งเราจะต้องเดินกันไป ครูคงจะให้เราไปอย่าง
ประหยัด จึงไม่ให้เดินทางโดยรถไฟ แต่ให้เราเดินกันไปเป็นเวลา 2 วัน
จะต้องเดินเท้าเป็นระยะทาง 10 กว่ากม. แต่เราก็ไม่รู้สึกเหนื่อย
มีแต่สนุกตามประสาเด็กที่อยากรู้อยากเห็นสถานที่ๆยังไม่เคยเห็น

นานนับเปํนชั่วโมงก็มาถึงท่าข้าม ครูพาพวกเราไปลงเรือ มีผู้โดยสารคนอื่นๆนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
พวกเราลงไปวางกระเป๋าเดินทางไว้ข้างๆตัว สงบเสงี่ยมเรียบร้อย ตามที่ครูเคยบอกไ้ว้
ครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่เราเคยมาลงเรือกลไฟ
อยากรู้เหลือเกินว่า เรื่อแล่นไปได้อย่างไรนะ แต่ไม่ได้ถามใคร
เราสังเกต เห็นฟืนกองใหญ่อยู่ใกล้ๆเครื่องจักรกล มีเตาไฟขนาดใหญ่กำลังเผาฟืนลุกโพลง
น้ำกำลังเดือดพลั่กๆอยู่ในหม้อน้ำขนาดใหญ่
ได้เวลาเรือจะออก ช่างเครื่องบังคับเครื่องจักร์ทำงาน เสียงไอน้ำดันลูกสูบดังซูบซาดสนั่น
นี่แหละคือเรือกลไฟ ใช้เครื่องจักรไอน้ำเช่นเดียวกับรถไฟ เรือก็ค่อยเคลื่อนออกจากที่
ล่องไปตามลำน้ำตาปีสู่บ้านดอน
ยุคนั้นยังไม่มีถนน การเดินทางไปบ้านดอนต้องไปทางเรือได้ทางเดียว
เรือผ่านสองฟากฝั่งเป็นเรือกสวน ไร่นาสลับกันไป
ถึงบ้านดอน พวกเราเปลี่ยนไปลงเรือโดยสารที่เดินระหว่างบ้านดอน-เกาะสมุย
เวลาขณะนี้ก็ค่ำแล้ว เรือกว้างใหญ่ พวกเราจะต้องนอนกันในเรือ ครูบอกว่าเราจะถึงเกาะสมุยพรุ่งนี้เช้า
ถึงเวลาเรือออกจากฝั่ง ล่องไปตามแม่น้ำกว้างใหญ่มาก ทั้งสองฝั่งมืด มองเห็นแต่เงาดำตะคุ่มๆ

ไม่ช้านานนักก็ออกสู่ทะเล คลื่นใหญ่กระเพื่อมกระแทกเรือที่ตัดน้ำพุ่งไปข้างหน้า น้ำที่หัวเรือแตกกระจาย
เป็นฟองและมีประกายของพรายน้ำส่องแสงวูบวาบๆระยับตา
เวลาล่วงไปนานจนดึกดื่นเที่ยงคืน เราหลับไปตอนไหน ไม่รู้ แต่ตื่นมาอีกทีก็สว่าง แสงแดดจ้า
ไปข้างหน้าเห็นแนวสวนมะพร้าวเป็นทิวแถวยาดเหยียดไปตามหาดทรายขาว
สักครู่หนึ่งก็มีเรือลำเล็กๆมาจอดข้างเรือ พวกเราต่างลงเรือลำเล็กๆพาเราไปถึงหาดทราย
ต้องขนส่งกันหลายเที่ยวจนหมดผู้ เรือใหญ่เข้าไปใกล้เกาะกว่านี้ไม่ได้ เพราะน้ำตื้น ติดหาดทราย จึงต้องใช้วิธีถ่ายผู้โดยสารลงเรือท้องแบน
พวกเราจัดแถวตามหมวดหมู่ แบกไม้พลองเดินแถวเข้าหมู้หบ้าน
พักที่วัดแห่งหนึ่ง (อยากจะบอกชื่อวัด แต่จำไม่ได้นี่หว่า) จัดการหุงหาอาหารแบบช่วยตัวเอง
เราไปเที่ยวอย่างประหยัด อย่างที่ยุคนีั้้เรียกว่าทัวร์คนจนน่ะแหละ
พอกินเสร็จ รับประทานเสร็จ ก็จัดแุวออกเดินทางต่อ คราวนี้เดินทางเป็นแถวเรียงเดี่ยว
เพราะเป็นทางขึีนเขา ทางแคบ สูงขึันไปเรื่อยๆ ต้นไม้ สูงใหญ่ทะยานฟ้า
ณ จุดที่เรายืนอยู่นี้ เราไม่รู้เลยว่า เราอยู่บนเกาะกลางทะเล
เพราะเป็นผืนแผ่นดินที่กว้างใหญ่ เหมือนกับบ้านเราที่ท่าฉาง
เกาะสมุยมีฐานะเป็นอำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดสุราษฏร์ธานี (ไม่ทราบว่ามีกี่ตำบล)
พวกเราเดินไปตามทางเดินที่ค่อยๆสูงขึ้นไปเรื่อยๆ
ครู่หนึ่ง เราได้ยินเสียงน้ำไหลเซาะแว่วๆ แต่ยังไม่เห็นน้ำ ไม่เห็นสายน้ำที่เป็นต้นเสียง
เสียงน้ำไหลจากที่สูงกึกก้องไปทั่วบริเวณ ไม่ช้าก็เห็นสายน้ำตกจากหน้าผาสูงชัน
ครูบอกว่านี่คือน้ำตกหน้าทอน เป็นน้ำตกที่เราเคยเห็นเป็นครั้งแรก
ตื่นตา ตื่นใจเป็นอย่างยิ่ง พวกเราเดินเข้าไปใกล้สายน้ำที่ตกลงมา
เป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่ ล้นออกไปตามลำธาร พวกเราดื่มด่ำกับความยิ่งใหญ่ของสายน้ำตกพอใจแล้วก็พากันกลับ

คืนนี้เราพักค้าแรมที่วัดในหมู่บ้าน จัดทำเวทีเล่นละครให้ชาวบ้านได้ชมกันเป็นที่สนุกสนาน
เข้านอนเกือบเที่ยงคืน และเราก็ไม่ลืมจัดเวรยามตามระเบียบ
รุ่งเช้าจัดการหุงหาอาหารรับประทานเสร็จ เราก็จัดเก็บสัมภาระเข้ากระเป๋า อำลาเจ้าอาวาสวัด
เดินทางต่อ วันนี้มีแผนเดินทางข้ามเกาะไปยังอีกฝั่งหนึ่ง
เราออกเดินทางตั้งแต่เช้า พอตกเที่ยงวันก็เดินมาได้ครึ่งทาง คือถึงกลางเกาะ
บริเวณแถบนั้นเป็นทุ่งนากว้างไกล แวดล้อมด้วยภูเขาสูงทะมึนรอบด้าน
ดูแล้วไม่รู้เลยว่าเราอยู่บนเกาะกลางทะเล
พักเหนื่อยครู่หนึ่งเราก็เดินทางต่อ ไปถึงฝั่งตะวันออก มองเห็นทะเลอีกแล้ว
ก็เป็นเวลาเย็น เราหาที่พักชายหาด
ตั้งแต่จุดนี้ เรื่องราวขาดหายไป หายไปจากความทรงจำ
จำไม่ได้ว่าพวกเราคณะลูกเสือกลับบ้านโดยวิธีใด
แต่คิดว่าน่าจะกลับทางเดิม นั่งเรือกลับไปจนถึงท่าข้าม(อ.พุนพิน)แล้วนั่งรถไฟกลับ
คงจะไม่มีเหตุการณ์อะไรเป็นพิเศษ ที่น่าจะจดจำ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
 

 

เรื่องการเรียนของหนุ่ยกำลังพุ่งสูงสุด หลังจากได้รับรางวัลในขั้น ม.3 แล้วก็กลายเป็นความกดดันให้เราต้องมุมานะในการเรียนหนักขึ้น เพราะต้องเรียนร่วมกับเด็กตกซ้ำชั้น
ตอนแรกก็กลัวนักเรียนที่ตกซ้ำชั้น เพราะเขาเรียนมาก่อนแล้ว คงจะสู้เขาไม่ได้
แต่ผลการสอบซ้อม เราก็ได้คะแนนน้ำลิ่ว ไม่เห็นจะน่ากลัว สอบไล่ ม.4 ผ่านไปเราก็ได้เป็นที่ 1
ตามที่หวัง ขึ้นเรียน ม.5 ในชั้นนี้ เราสูญเสียพี่ชายใหญ่ พี่ถึงแก่กรรมด้วยโรคปอดซึ่งเป็นเรื้อรัง
มานานเป็นปีๆ หลังจากที่จบชั้น ม.6 แล้วไม่ได้ไปเรียนต่อ เนื่องจากความเจ็บป่วย นอนพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน มีหมอไปตรวจ ฉีดยา กินยา ทั้งตำรายาปัจจุบันและยาสมุนไพรแบบ
ยาหม้อ รักษาอยู่นาน ในที่สุดก็ถึงแก่กรรมอย่างสงบในบ้าน เราได้รับข่าว ลาคุณครูรีบกลับมาบ้า่น แต่ก็พบว่าพี่ชายใหญ่สิ้นใจแล้ว กำลังอาบน้ำศพกันอยู่ตอนที่เรามาถึง จากนั้นญาติพี่น้องเื่พื่อนบ้านช่วยกันต่อหีบบรรจุศพ
ทำการสวด ทำบุญเก็บไว้ 3 คืนก็นำไปเผาที่เมรุวัดบางน้ำจืด

พี่ชายใหญ่เป็นนักเรียนดีของโรงเรียนอำนวยวิทยาคนหนึ่ง ผลการสอบเป็นอย่างไรหนุ่ยไม่รู้
รู้แต่ว่า พี่ชายใหญ่เราเรียกว่าพี่ฉ่ำ ชื่อทางการ นายอุทัย พราหมณ์มณี พี่ฉ่ำเขียนหนังสือสวยมาก เก่งทางด้านวาดเขียน เคยทำหนังสือนิตยสารรายเดือนร่วมกับพี่ยัง
ที่ไชยา จำได้ว่าหนังสือที่ทำขึ้น ทำด้วยมือเขียนเรื่อง เขียนข่าวสาร ด้วยปากกา วาดภาพประกอบด้วยสีน้ำ เย็บเป็นเล่ม แจกจ่ายกันอ่าน สมัยนั้่นยังไม่มีเครื่องพิมพ์ ไม่มีเครื่อง
โรเนียว พี่ฉ่ำเคยส่งเรื่องนิยายเข้าประกวดในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งโดยส่งเรื่องไปที่กรุงเทพ
ผลออกมา เรื่องของพี่ฉ่ำได้รับรางวัลที่ 3 เขาเขียนขึ้นจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในหมู่บ้าน
ตั้งชื่อเรื่องว่า ฤทธิ์ชู้ เรื่องมีอยู่ว่า ชายคนหนึ้งชื่อไย ไปเป็นชู้กับเมีียของชาวบ้าน เราเรียกเขาว่าพี่นิคม
นิคมจับได้ จึงแอบดักซุ่มระหว่างทางที่นายไยเดินผ่านตอนหัวค่ำ นายไยถูกแทงด้วยมีดตายอยู่กับที่ เป็นเรื่องที่พูดเล่ากันเป็นเวลานาน พี่ฉ่ำจับจุดนี้นำมาเขียนเป็นนิยายขึ้น พี่ชายใหญ่ก็ไปสู่สัมปริยภพแล้ว ส่วนพี่ชายรองเราเรียกว่าพี่ชม หลังจากจบม.3 พ่อแม่ให้บวชสามเณรที่วัดบางน้ำจืด บวชและเรียนนักธรรมได้พรรษาหนึ่งก็ลาสิขาออกมา แล้วไม่นานพออายุครบบวช พ่อแม่ก็ให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ที่วัดบางน้ำจืด บวชอยู่นานกี่พรรษาเราจำไม่ได้ จำได้ว่าระหว่างที่หลวงพี่บวชอยู่นั้น เราก็ไปนอนค้างที่วัดบ่อยๆ มีสามเณรเขียนและเณรทอน
เป็นเื่พื่อนในวัด และมีเด็กวัดอีกคนหนึ่งนอกจากสุทินแล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งชื่อ การัญ ศรีสมัยเราสนิทสนมกันมาก แล้วไม่นานพี่หลวงชมก็ลาสิกขาบท ออกมาอยู่บ้านช่วยพ่อแม่ทำงานบ้าน
ไม่มีอาชีพอะไรเป็นหลักแหล่ง ต่อมาพี่หลวงชมก็ฝึกเป็นช่างตัดผม และได้เป็นช่างตัดผมประจำหมู่บ้าน มีลูกค้่าขาประจำมาอุดหนุนกันไม่ขาด ทำให้มีรายได้พอเลี้ยงตัวได้ ส่วนพ่อแม่ก็ทำนาทำสวนไปตามปกติ คราวนี้ไม่คิดจะย้ายถิ่นที่อยู่ไปแห่งใดอีกแล้ว

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan
 

Free Hosting

ติดต่อโฆษณา phangan@gmail.com