My Forum

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!

ผู้เขียน หัวข้อ: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง  (อ่าน 13061 ครั้ง)

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #15 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:17:10 AM »
๑๒ วัยรุ่น วัยคะนอง

เราเลื่อนขึ้นเรียนชั้นม.6 แล้ว เป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน เราเป็นพี่ใหญ่ เราเป็นหัวหน้าชั้นม.6
นั่นหมายถึงเป็นหัวหน้าใหญ่ หัวหน้านักเรียนทั้งหมดในโรงเรียน เป็นผู้นำสวดมนต์ใหญ่ประจำในวันสุดสัปดาห์ซึ่งนักเรียนทุกชั้นปีต้องเข้าประชุมสวดมนต์พร้อมกัน
ตอนนี้เรามีความมั่นใจ มีความกล้าเกิดขึ้นในตัว ไม่ค่อยประหม่า วันแรกเข้าห้องประชุมในฐานะหัวหน้าใหญ่ จะต้องออกไปรับรางวัลนักเรียนเรียนเก่ง สอบได้เป็นที่ 1ในชั้นม.5 และเป็นรางวัลครั้งสุดท้ายของเรา
เพราะเราจะต้องจบชั้นสูงสุดและจะต้องออกจากโรงเรียนแล้ว ซึ่งขณะนี้เรายังไม่มีแผนการณ์อนาคตแต่อย่างใด ยังไม่รู้ชะตากรรมของตัวเองว่าจะออกรูปไหน

แต่บทนี้ตั้งชื่อไว้แล้วว่า วัยรุ่นวัยคะนอง ก็จะต้องว่าบทนี้ให้จบเสียก่อน

ชีวิตในโรงเรียนมัธยม 6 ปี โลดโผนโจนทะยานไม่ใช่น้อยเลย เรามีเพื่อนชายหญิงหลายคนที่สนิสนม รักใคร่เป็นเพื่อนร่วมห้องและเพื่อนเที่ยวเตร่ด้วยกัน

เริ่มที่คุณสรรเสริญ รักบางแหลม หนุ่มท่าฉาง อยู่บ้านบางแหลม ทางตะวันออกของถนนรถไฟ ใกล้ตัวอำเภอท่าฉางไม่กี่มากน้อย บ้านเขานอกจากทำนาแล้ว ยังมีอาชีพทำน้ำตาลโตนดด้วย
เช้า-เย็นจะต้องปีนต้นตาลขึ้นไปปาดตาลเก็บน้ำหวานจากกระบอกไม้ไผ่ เอาลงมารวมกันในกระทะใบโต เคี่ยวจนงวดแห้งกลายเป็นน้ำตาล คุณสรรเสริญขึ้นต้นตาลตั้งแต่เด็กจนบัดนี้โตเป็นหนุ่ม ฝ่ามือฝ่า เท้าแข็งกระด้างเพราะจะต้องจับผะอง (หมายถึงลำไม้ไผ่ที่มีแขนงเป็นคั่นพาดกับต้นตาล สำหรับไต่ขึ้นไปจนถึงยอดตาล บางต้นเตี้ย บางต้นสูง บางทีสองต้นอยู่ใกล้กัน เขาทำราวไต่ไปหาอีกต้นหนึ่งได้ น่าเสียวไส้พิลึก หนุ่ยสนิทกับพ่อแม่เขา พี่สาวของเขา (พี่บุญเสี้ยน)่ เคยไปค้าง กินข้าว นอนบ้านเขาเป็นบางครั้ง
พอจบม.6 ต่างคนต่างไป ระหว่างที่เราเดินทางเข้ากรุงเทพ เขาเคยมาส่งเราที่สถานีรถไฟ เขาไม่มีโอกาสเข้ากรุงเทพ และไม่ได้เรียนต่อ ต่อมาหลายปีก็ได้ข่าวว่าเขาไปทำงานเป็นครูอยู่ที่เกาะสมุย และจนบัดนี้ไม่เคยเจอะเจอกัน

คุณสมพร เผือกวิเศษ ต่อมาเขาเปลี่ยนนามสกุลเป็น เศรษฐวิภัติกุล มีขื่อเล่นว่า โม่ง ใครๆก็เรียกเขาว่าโม่ง เป็นหนุ่มคลองไทร บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟคลองไทร รอบบ้านเป็นกอไผ่ มีต้นตาลน้อย ส่วนใหญ่เป็นทุ่งนา มีมะขาม มะม่วงและต้นไม้อื่นๆรอบบ้าน พ่อแม่เราทั้งสองรู้จักกันเป็นอย่างดี แต่ไม่ค่อยได้ไปมาหาสู่เพราะบ้านเราอยู่ห่างไกลกัน เพื่อนคนนี้ได้เป็นเื่พื่อนผจญภัยกันในกรุงเทพมหานคร สมพรสอบได้เรียนในโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ มัีกกะสัน และได้บรรจุเป็นพนักงานรถไฟพักหนึ่ง ไม่ค่อยพอใจกับงาน ลาออกสมัครเข้าเป็นข้าราชการกรมชลประทาน เรียนต่อธรรมศาสตร์ไปด้วย พอสำเร็จก็ลาออกจากกรมชลประทานอีก ไปเป็นพนักงานการประปาส่วนภูมิภาค เป็นผอ.กองอะไร เราจำไม่ได้ จนกระทั่งปลดเกษียณ มีมีเมียมีบุตรี บุตราและตั้งรกรากอยู่ที่กรุงเทพ แถวๆเมืองนนท์ นี่คือเรื่องของนายสมพร

คุณถาวร คงสำราญ บ้านเกิดบางชาแก้ว ย้ายมาอยู่กับป้าที่ท่าฉาง บ้านใกล้วัดจันทาราม รูปร่างสูงใหญ่เขามีคู่อริกัน นัดไปต่อยประลองกำลังกันครั้งหนึ่งที่ถนนทางเปลี่ยว มีเพื่อนกองเชียร์ทั้งสองฝ่ายตามไปเป็นเพื่อน เราก็ไปกับเขาด้วย ถาวรเป็นมีใจเด็ดเดี่ยว สู้ไม่ถอย ในที่สุดคู่ต่อสู้ยอมแพ้ (ชื่ออะไรหว่า จำไม่ได้แล้วหละ) หนุ่มคนนี้ก็เข้ามาศึกษาต่อกรุงเทพด้วยเหมือนกัน เคยเช่าบ้านอยู่ด้วยกันพักหนึ่งอยู่แถวฝั่งธนบุรี ตอนนั้นเราเรียนวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ถาวรเรียนจบพาณิชยการพระนคร แล้วเรียนต่อธรรมศาสตร์ รับราชการกรมสรรพากร

คุณสุทิน ศรีทองกุล หนุ่มจากเกาะสมุย มาอาศัยอยู่กับพระที่วัดบางน้ำจืด เรียนจบป 4 มาด้วยกันแล้วมาเรียนต่อมัธยมที่เดียวกัน หลังจากจบม.6 แล้วเราก็ไม่รู้ว่าคุณสุทินไปไหน เรียนอะไร แต่ต่อมาก็ได้พบกันที่กรุงเทพ เข้าเป็นทหารเรือสังกัดกองเรือที่บางนา กรุงเทพ
คุณยุพินทิมปนาหนุ่มไร่ปรงนอกจากเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนแล้วเรายังเป็นคนหมู่บ้านเดียวกันด้วย ทุกเช้าเราจะเดินไปโรงเรียนด้วยกัน บ้านเขาอยู่ในหมู่บ้านก็จะต้องเดินผ่านมาทางบ้านเราอยู่แล้ว เป็นนักเรียนรุ่นพี่แต่แล้วเราเรียนทันเขาในชั้น ม.3 และเราก็จบม.6 ก่อนเขาอีก 1 ปี เพราะเขาสอบตกซ้ำชั้นม.6 อีกครั้ง หลงจากจบ ม.6แล้ว เขาได้เป็นครูสอนอยู่ที่รร.ราษฎร์แห่งหนึ่งที่บ้านดอน (เมืองสุราษฎร์ธานี)

คุณสมนึก แก้วมีศรี หนุ่มบ้านบางแหลม บ้านอยู่ใกล้วัดมูลเหล็ก คู่กับเพื่อนอีกคนหนึ่งชื่อโต ท่าทางเอาการทีเดียวนายโตเนี่ยะ นึกกับโตมีบ้านอยู่ทางเดียวกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่เราสนิทกับนึกมากกว่านายโต นายโตเรียนไม่จบม.6ก็ลาออกก่อน สมนึกจบม.6 แล้วไปเรียนต่อทีไหนเราไม่รู้ ไม่เคยได้พบกัน แต่ตอนหลังเขาได้เป็นครูที่เกาะสมุย สมนึกเคยไปพักกับเราที่บ้านบางไผ่ ฝั่งธน สมนึกพาครูคนหนึ่งพักที่บ้านเราด้วย ชื่อครูอะไรนะ นึกไม่ออก ชื่อครูแท็กอะไรนี่แหละ ในปีนี้แหละที่เราได้พบและรู้จักกับศรีภรรยาคนที่อยู่ปัจจุบันไงล่ะ


ยังมีเพื่อนอีกหลายคน ตอนที่บันทึกย้อนรอยถอยอดีตนี้ นึกอะไรไม่ออก เพราะเวลาผ่านมาร่วม 50 ปีแล้ว เรารู้สึกว่าเลือกคบแต่เพื่อนที่มีนิสัยเรียบร้อย ไม่เกะกะเกเร แต่ก็ไม่ปฏิเสธพวกที่มี นิสัยตรงข้าม ถึงจะไม่เป็นมิตรแต่ก็ไม่เป็นศัตรู ไม่มีใครเกลียดชังเราก็พอใจแล้ว เราไม่เอาอย่างสุนทรภู่ที่ว่า ใครรักรักมั่ง ชังชังตอบ เราไม่เคยชังใคร ใครรักรักมั่ง เราถือแค่นี้ เวลาว่างส่วนใหญ่มักจะอยู่กับเพื่อนหญิง รู้สึกอบอุ่น สบายใจ จิตสำนึกส่วนลึกๆ พอใจเพื่อนหญิง เพราะเป็นลูกชายในบ้าน ไม่มีพี่สาว ไม่มีน้องสาว มีแม่คนเดียวที่เป็นผู้หญิง จิตสำนึกจึงใฝ่หา คบหาแต่เด็กผู้หญิง ญาติผู้หญิงมีหลายคน ที่เป็นเด็กรุ่นเดียวกันจึงสนิทสนมกันมาก


ความเป็นอยู่ของหนุ่ยภายในบ้าน หนุ่ยแบกรับภาระแทนแม่ทุกอย่าง ล้วนเป็นงานผู้หญิง ตักน้ำ ตำข้าว หุงข้าว ต้มแกง หนุ่ยชอบใช้เวลาว่างเขียนรูป ระบายสี อ่านหนังสือ ชอบไปค้นหาหนังสือของพี่ใหญ่อ่าน พวกเทพนิยายต่าง ๆชอบมาก พบหนังสือโป๊ของพี่ใหญ่เล่มหนึ่งชื่อถึงพริกถึงขิง ในเรื่องใช้คำว่าข้าพเจ้ากับผู้หญิงชื่อมารศรี เล่าถึงเหตุการณ์บนเตียง เราอ่านตามประสาเด้กๆก็ไม่เข้าใจไม่รู้เรื่องอะไรหรอกเราเคยยืมหนังสือจากข้าราชการ ทำงานที่ว่าการอำเภอท่าฉาง โดยเราทำที่วางหม้อข้าวหม้อแกงจากก้านมะพร้าวให้เขาเป็นการตอบแทน ลุงคนนี้มีหนังสือเยอะ เราจำได้ว่าเคยยืมเรื่องขุนศึกของไม้เมืองเดิม สมัยนั้นเป็นของสำนักพิมพ์เพลินจิตต์ เป็นสำนักพิมพ์ที่มีชื่อมาก พิมพ์หนังสือนวนิยายและ วรรณคดีหลายอย่างหลายเรื่อง เราไม่มีตังค์ซื้อหรอก แต่ก็ได้ยืมอ่านมาแล้วตั้งแต่เด็กๆ ครั้งนั้นเราติดนิยายมากๆ มากแค่ไหนก็ลองคิดดู ตอนกลางคืน พ่อแม่ พี่หลับกันหมดแล้ว แต่เราไม่หลับนั่งบ้างนอนบ้างอ่านหนังสือที่ยืมมานี่แหละ ตะเกียงต้องคอยเติมน้ำมัน อ่านจนสว่างถึง 6 โมงเช้าก็ยังไม่จบ ติดต่อกันหลายคืน พ่อแม่ก็ตามใจ ไม่เคยบ่นว่าสักคำ ใหม่ๆก็คอยเตือนเพราะกลัวว่าเราจะเสียการเรียน แต่เราก็ไม่เคยเหลวไหลเรื่องเรียน ผลการสอบทุกครั้งยังอยู่ในตำแหน่งที่ 1 อยากสอบให้ได้สูงกว่าที่ 1 แต่มันก็ไม่มีอีกแล้ว (มุขนะครับ)

หนุ่ยมีหีบไม้เล็กๆ ใช้เป็นที่เก็บหนังสือและเครื่องเขียน บอกพ่อว่าอยากได้โต๊ะเขียนหนังสือ พ่อไปสั่งจ้างช่างทำเฟอร์นิเจอร์ในตัวอำเภอท่าฉาง ไม่นานโต๊ะก็ทำเสร็จ เราสองคนกับยุพิน ช่วยกันยกโด๊ะเดินมาตามทางรถไฟจนถึงบ้าน ดีใจมากได้โต๊ะเขียนหนังสือทันมัยเปี๊ยบ มีลิ้นชัก มีที่เก็บของมีล๊อคกญแจได้ด้วย นั่งอยู่กับโต๊ะ เพลินกับงานเขียนเลยเรา
ตอนเรียนชั้นม. 4 เริ่มเข้าวัยหนุ่ม เป็นสิวเต็มหน้าเลย วิตกกังวลมาก หายา หาสบู่มาใช้เพื่อรักษาให้สิวหายสบู่แอสเซบโซ่เขาว่าดีนัก พอกหน้าค้า่งตืนหนึ่ง พอล้างน้ำออก หน้าเนี้ยะแดง ผิวหนังลอกเป็นแผ่นๆ บ้าจังเลยเรา ไม่น่าทำเลย ไม่เป็นผลทำให้สิวหายได้ เพือนๆเขาทำไมไม่เป็นเหมือนเรา เพื่อนๆมีใบหน้าเกลี้ยงเกลาดีนี่นา เราหน้าไม่หล่อเลย กลุ้มใจชะมัด แต่จิตใจเริ่มริรักผู้หญิง ชอบคนนั้นนิด คนนี้หน่อย แต่นึกชอบเขาเฉยๆ ไม่กล้าพูดกับใครหรอก อายผู้หญิงเสียด้วย เด็กสาวคนหนึ่งชื่อสุขุม ประดิษฐ์สาร น้องสาวเพื่อนรุ่นพี่ขื่ออารมณ์ และก็เป็นเพื่อนของถาวร เพราะบ้านอยู่ใกล้กัน นึกรักเขา อยากพูดคุยด้วยแต่ไม่กล้า เจอกันก็มองผ่านไป เพื่อนรู้ใจก็เก็บไปล้อกันอีก ยิ่งเพิ่มความอาย

หนุ่ยจึงกลายเป็นคนซึมเศร้า เก็บตัวเงียบๆ เช้าๆชอบออกไปนั่งตากน้ำค้างริมทุ่งนา มองเหม่อตาลอย ในใจคิดฝัน สร้างมโนภาพ อย่างที่เขาเรียกกันว่าสร้างวิมานในอากาศทำนองนั้นแหละ มันเกิดขึ้นจริงๆกับเราเสียแล้ว มีความสุขกับภาพที่สร้างขึ้นในจินตนาการ
รังรักในจินตนาการ
วิมาน รักอันบรรเจิดจ้า
ริมหน้าต่างปลูกซุ้มลัดดา
ห้องนอนสีฟ้า ติดม่านชมพู

สาวน้อยสุขุมที่เราพูดถึงนี้เป็นน้องสาวของเพื่อนรุ่นพี่ชื่ออารมณ์ เขาก็ดีต่อเรา(หมายถึงพี่ชายน่ะ) เรียกเราว่าน้องดิษฐ์ ชวนไปไหนมาไหนกัน คอยช่วยอะไรต่ออะไรที่เราทำไม่ได้ พี่เขาดีจริงๆ ความรักคืออะไร หนุ่มไม่รู้ รู้แต่ว่าอยากพบสุขุม อยากคุยกับเขา เห็นเขายิ้มด้วยก็มีความสุข  แต่ไม่เคยพูดจาประสารัก
ก็พูดไม่เป็นนี่นา ไม่เคยเห็นตัวอย่าง
สมัยนั้นภาพยนตร์เริ่มมีขึ้นแล้ว มีภาพยนตร์ไทยมาฉายในโรงหนังในเมือง ฉายได้เฉพาะเวลากลางคืน
ไฟฟ้าเริ่มจะมีใช้โดยมีเครื่องปั่นไฟ เดินสายไฟไปตามร้านค้า บ้านเรือนที่ปลูกในอำเภอ เคยดูหนัง เคยเห็นหนุ่มสาวจีบกัน
ที่เรียกกันว่าพระเอกกับนางเอกรักกันในจอภาพยนตร์
ก็รู้สึกตื่นเต้นต่อความรัก
แต่ในที่สุดเมื่อเราเรียนจบ เราก็เข้ากรุงเทพ
ส่วนสุขุมเป็นนักเรียนรุ่นน้อง จบม.6 หลังจากเรา 2 ปี
จากนั้นก็ไม่เคยเจอกันอีกเลย


“โฉมเอ๋ยสะอางแม่นางท้องทุ่ง โสภายิ่งกว่านางกรุง
หมายมุ่งยลโฉมน้องนาง แม่งามอย่างนี้
รูปทรงโสภีสล้าง เอมอิ่มปรางค์ดั่งนางฟ้า
ลอยมาอวดโฉมลาวัลย์
สวยเอ๋ยรวงทองน่ามองลิบลิ่ว เห็นแนวกอไผ่เป็นทิว
ลิบลิ่วสอดสีอำพัน ใคร่จะป่าวร้องข้าวรวงสีทองใครปั้น
มือแม่นางบอบบางนั้น กำเคียวเกี่ยวข้าวในนา
ใบข้าวคมเรียวเกี่ยวแก้มเป็นรอย เลือดย้อยนวลปรางค์
ยิ่งงามไม่สร่างประทับใจข้า นางน้องบ้านนาโสภาล้ำเลิศ
เสียทีแม่เกิดห่างไกลคนมอง
หอมเอ๋ยมาลัยทั่วในแคว้นด้าว หอมเดียวไม่เหนี่ยวใจน้าว
เหมือนกลิ่นสาบสาวเนื้อทอง ใคร่เอาความรักมาเป็นเหมือนกำแพงป้อง
กรตระกองประคองขวัญ รำพันแอบน้องบ้านนา”

นี่แหละครับเพลงลูกทุ่งยุคนั้นกำลังฮิตจัด ติดอันดับหนุ่มลูกทุ่งทุกผู้ทุกนามต่างก็แหกปากร้องกันได้ทั้งนั้นแหละจ้า เราคนหนึ่งหละที่คลั่งไคล้ ปีนขึ้นไปบนต้นมะขามริมทุ่ง ร้องเพลงนี้แหละ เสียงก้องกังวาลไปทั่วท้องทุ่งนา เสียงเพลงจะไปปั่นป่วนท้องไส้ใครบ้างก็ไม่สนใจหละ

ซุยเค้ง เด็กสาวลูกคนจีนในตลาดท่าฉาง มีงานมหรสพ มีหนังฉายหรือแสดงหนังตะลุง เป็นต้องเจอสาวงามผิวขาวปานไข่ต้มแล้วปอก พูดสั้นๆว่าไข่ปอก สาวแกขายปลาหมึกย่าง พ่อหรือเตี่ยมีร้านค้าอยู่ในตลาด ถ้าไม่มีงานเราก็ชอบเข้าไปซื้อของในร้านนี้บ่อยๆ เป็นเด็กสาว ขาวอวบ ไม่ได้เป็นนักเรียนแต่ช่วยเตี่ยขายของที่ร้านเขาเอง ก็มีหนุ่มๆมารุมจีบกันเยอะ อั้ยเราก็พลอยเป็นไปกะเข้าด้วย แต่เราเข้าทางข้างบ้าน คือมีนักเรียนรุ่นน้องคนหนึ่งเรียนโรงเรียนเดียวกัน เราเรียกเขาว่าน้องไก่ต้ม จำชื่อไม่ได้หว่ะ เพราะเนื้อตัวแกขาวซีด เขารับอาสาเป็นสื่อนำส่งจดหมายรักของเราให้ ดีจังมีผู้ช่วย ก็พยายามเขียนจม.ขอรัก ฝากผ่านไปทางนายไก่ต้มไปยังนางสาวซุยเค้ง หลายครั้ง ไม่ได้รับคำตอบสักครั้งเดียว แต่แล้วเรื่องนี้ก็ต้องหักมุม จบเอาดื้อๆ เมื่อเตี่ยเขารู้เข้า
“หนาย คงหนาย เขียนจกหมาย อั๊วจาปายฟ้องคู” เสียงตาแป๊ะโวยลั่นร้าน
เราได้ยิน เพราะเดินผ่านไปพอดีเลย จบแล้วจ้า สำหรับสาวซุยเค้ง

สาวน้อยอีกรายหนึ่ง มะลิ ภักดีอักษร ชื่อเล่นว่า ปุ๊ก เป็นญาติห่างๆ เป็นเด็กรุ่นน้อง เรียนอยู่ ม.3 ตอนที่เราเรียน ม.6 ห่างกัน 3 ปี เรียกเราว่า “น้าดิษฐ์” สนิทสนมจนใจเลยเถิดเกิดรักขึ้นมาละซี ตอนปลายภาคเรียนทางโรงเรียนจัดสอนกวดวิชาให้นักเรียนชั้นตัวประโยค เพราะเห็นว่าลำพังเรียนในห้องเรียนคงจะไม่เพียงพอ สำหรับการสอบของข้อสอบของโรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัด ครูเยิ้มสอนชั้น ม.3 ครูขาว ยาศาล สอนชั้นม.6 เปิดสอนกวดวิชาตอนเย็นหลังเลิกเรียนตามปกติ เริ่มเรียนตั้งแต่ 18.00 – 20.00 น. เก็บค่าเรียนเท่าไรจำไม่ได้แล้ว นักเรียนทุกคนสมัครใจเรียน ไม่มีใครปฏิเสธ ปุ๊กก็เรียน แม่เขายอมให้เรียนเพราะตอนเลิกเรียนก็มีเพื่อนเดินทาง โดยที่เรารับอาสาเดินไปส่งจนถึงบ้าน พอเลิกเรียนเราสองคนก็เดินกลับบ้าน ก็ไม่เคยนึกกลัวอะไรเดินคุยกันไปหัวเราะกันไปจนถึงบ้านปุ๊ก บางวันก็แวะกินข้าวสักมื้อหนึ่งก่อน อันที่จริงบ้านปุ๊กกับบ้านเราอยู่ห่างกันคนละหมู่บ้าน ไม่ใช่เป็นทางผ่าน เมื่อเราไปส่งเขาถึงบ้านแล้ว เราก็ต้องเดินกลับบ้านเราคนเดียว เดินผ่านต้นฉำฉาต้นใหญ่ริมทางรถไฟ ตรงนั้นมืดครึ้ม เป็นที่เล่ากันว่ามีผี เรากลัวผียังกะอะไรดี ก้มหน้าก้มตาเดิน ไม่ยอมมองไปทางต้นไม้ ตาจ้องแต่ทางเดิน ใช้ไฟฉายส่องทางไปเรื่อยๆ จนถึงบ้าน เดินไปมาอย่างนี้เป็นเวลาร่วม 2 เดือนจนถึงเวลาสอบไล่ และจากนั้นเราก็ไม่ได้พบปะกับสาวน้อยนางนี้อีกตราบเท่าทุกวันนี้ ตอนจบชีวิตสาวของปุ๊ก แต่งงานกับคุณวิจารณ์ ไวศยะ เพื่อนของเราเอง เพื่อนเราเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สำเร็จแล้วได้สอบบรรจุเป็นปลัดอำเภอพระแสง จ.สุราษฎร์ธานี

ละไม ดำสุวรรณ และกิมห้อม แซ่ตั้ง เด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน จบป.4แล้วก็อยู่กับบ้าน ไม่คิดจะเรียนต่อ พ่อแม่ไม่สนใจเรื่องการเรียน คงปล่อยให้เป็นดอกไม้บานสะพรั่งในหมู่บ้าน
ขอยุติเรื่องสาวๆไว้แค่นี้ก่อนนะครับ
ในเพลงปี่ว่าสามพี่พราหมณ์เอ๋ย
ไม่เคยชมชิดพิสมัย
ถึงร้อนรสบุบผาสุมาลัย
ให้ชื่นใจเหมือนสตรีไม่มีเลย
นี่เป็นคำรำพันของผู้ชายตามความรู้สึกของท่านสุนทรภู่ได้จารึกไว้ในวรรณคดีพื้นบ้านเรื่อง
พระอภัยมณี นักเรียนอย่างเราซาบซึ้งในรสวรรณคดีมาตั้งแต่เด็กๆ ตอนเรียนชั้น ป.4 ได้เรียนได้อ่านเรื่องสังข์ทองตอนเลือกคู่ ติดใจในคำกลอนที่ให้เราท่องไว้เป็นบทอาขยาน(อ่านว่าอาขะหยาน) แปลว่าบทท่องจำ บทสวด การเล่า นิทาน ไม่เคยได้ยินเด็กรุ่นหลังๆท่องกันเลย
เรื่องสังข์ทอง
ในสาราว่าองค์พระทรงเดช
มงกุฏเกศกษัตริย์เป็นใหญ่
ยกทัพมาประชิดติดเวียงชัย
มิไช่จะณรงค์สงคราม
ให้พระยาสามลคนดี
มาตีคลีพะนันในสนาม
จะได้มีเกียรติยศปรากฏนาม
ให้ชีพราหมณ์ราชครูดูเป็นกลาง
ถ้าเราแพ้แก่ท่านในการเล่น
จะยอมเป็นเมืองขึ้นไม่ขัดขวาง
เราชนะก็จะริบไม่ละวาง
สาวสรรค์กำนันนางเป็นของเรา
ถ้าแม้นท่านไม่ออกมาเล่นคลี
จะเข้าตีกรุงไกรเอาไฟเผา
ท้าวสามลแม้นรู้อย่าดูเบา
จะวอดวายตายเปล่าทั้งเวียงชัย
ยังจำได้ขึ้นใจตั้งแต่หนุ่มจนกระทั่งวันนี้เป็นเด็กแก่อายุกว่า 60 แล้ว
อีกตอนหนึ่งว่า
เมื่อนั้น ท้าวสามลศรวลสรรไม่ผันผาย
เห็นางมณฑาว่าวุ่นวาย
จึงซังตายดำเนินเดินมา
เข้าไปในทับเห็นลูกเขย
พ่อเจ้าลูกเอ๋ยงามหนักหนา
น้อยหรือรูปร่างอย่างเทวดา
หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา

ขอจบบทนี้แค่นี้ก่อนก็แล้วกัน

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #16 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:17:59 AM »
๑๓ ย้ายโรงเรียน

ตั้งชื่อเสียน่ากลัว เปล่าไม่ได้ย้ายโรงเรียนแต่หมายถึงว่าเราเองนี่แหละกำลังจะย้ายที่เรียนเทอมแรกของการเรียนชั้น ม.4 เค้าแห่งความวุ่นวายกำลังจะเกิดขึ้นในโรงเรียน
มีเสียงคุยกันหนาหูขึ้นทุกทีว่า นักเรียนของโรงเรียนอำนวยวิทยาในชั้น ม.6 จะสอบตกหลายคน เนื่องจากทางโรงเรียนไม่มีสิททธิสอบ ต้องอาศัยข้อสอบจากโรงเรียนรัฐบาลประจำจังหวัด โรงเรียนเราไม่ได้รับรองวิทยะฐานะ นั่นเป็นการกุข่าวให้เกิดความหวาดวิตก
และก็พวกเราก็อดหวั่นไหวมิได้
เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใดพี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่นฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ถามเผือ
มันก็มีเค้าความจริง ก็มีเพื่อนๆหลายคนเตรียมหาลู่ทางออกไปเผชิญโชค
แบบว่าไปตายเอาดาบหน้า
หนุ่ยก็พลอยเป็นไปด้วยกับเขา แต่อย่างเราหรือจะกลัวสอบตก
แต่การย้ายที่เรียนเป็นความโก้เก๋อีกแบบหนึ่ง
และก็เอาเหตุผลที่เล่าลือกันไปปรึกษากับพ่อแม่ พ่อแม่ตกลงเห็นด้วยเข้าแผนเราเด๊ะเลย
ก็เรามีญาติผู้พี่คนหนึ่ง ญาติทางฝ่ายไชยาชื่อพี่ยัง เผือกเนียม เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนสวนศรีวิทยา อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร คิดว่าจะไปอาศัยพักอยู่กับพี่ยัง เรียนชั้นม.4 ที่นั่น
พ่อก็เดินทางไปหลังสวนเพื่อปรึกษาเรื่องนี้กับพี่ยัง และได้รับตอบด้วยดี
แปลว่าเราได้ย้ายโรงเรียนสำเร็จสมปรารถนา
พ่อไปติดต่อทางโรงเรียนอำนวยวิทยา ขอลาให้หนุ่ยออกจากโรงเรียนเพื่อไปเรียนต่อที่อื่นเราไม่กล้าไปติดต่อด้วยตนเองหรอก พ่อเล่าให้ฟังว่าครูใหญ่บ่นนิดหน่อยว่าเราไม่น่าเชื่อฟังคำคน อันคำคนเวียนวนลอยลม ควรหรือจะมาเศร้าตรม เอาอารมณ์ของตัวเป็นใหญ่ กลับมาวู่วามหลงลืมแล้วความยับยั้งชั่งใจ ไม่เหลือเยื่อใยแล้วทิ้งให้พี่อกตรม
นอกเรื่องแหละนะจ๊ะพ่อคู้ณ แต่ครูใหญ่ก็ไม่ได้หน่วงเหนี่ยวเอาไว้
เมื่อหนุ่ยเดินทางไปหลังสวนครั้งนั้น ไม่ได้เป็นครั้งแรกหรอกนะ
เคยไปมาครั้งหรือสองครั้งแล้ว
แต่ครั้งนี้ถือว่าไปอยู่ยาวเลย ช่วงนั้นโรงเรียนยังปิดเทอมอยู่ เราก็ได้โอกาสเที่ยวเตร่แถวๆนั้นได้หลายวัน และก็บังเอิญที่เรามีเพื่อนที่ย้ายมาจากโรงเรียนอำนวยวิทยา ท่าฉาง 2 คนคือแสวงและอดุลย์ เราได้เพื่อนทั้งสองคนนี่แหละเป็นเพื่อนเที่ยว
หลังสวนเป็นเมืองมนต์เสน่ห์ คำว่าหลังสวนก็หมายความว่าหน้าเป็นบ้านเรือน เป็นอาคารแต่ด้านหลังเป็นสวน สวนผลอันลือชื่อของหลังสวนคือ เงาะ ทุเรียนและมังคุด ตัวเมืองอำเภอหลังสวนก็อึกทึก เนืองแน่นไปด้วยผู้คน เดินไปมาขวักไขว่ ถนนในเมืองมีรถสามล้อ(ถีบ) จักรยาน มีรถยนต์อยู่ไม่กี่คัน เพราะไม่ค่อยเห็น ถนนยังโล่ง
ที่ว่าหนุ่ยพูดเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ว่าเคยไปเคยมาแล้วที่หลังสวน ก็ที่ได้มาก็เพราะอดีตพี่สะใภ้ของเราเอง พี่สาวชื่อ พี่เยื้อน เป็นสาวชาวสวน โดยการแนะนำของพี่ทองซึ่งมามีครอบครัวอยู่ที่นี่มานานแล้ว แนะนำให้พ่อแม่ขอพี่เยื้อนให้แต่งงานกับพี่ชายใหญ่ ทั้งสองฝ่ายตกลงปลงใจกันให้เป็นคู่หมั้นกันไว้ก่อน โดยยังไม่มีการกำหนดวันแต่งงาน พี่เยื้อนเคยไปมาหาสู่ที่บ้านเราทีท่าฉางหลายครั้ง จนเราสนินสนมกันเป็นอย่างดี เรากับพ่อเคยไปเยี่ยมเยียนบ้านพี่เยื้อนที่บ้านสวนครั้งหนึ่ง รู้สึกว่าไกลจากเมืองมาก ต้องเดินไปตามทางผ่านสวนของใครต่อใครอีกมากมาย ลัดเลาะไป ในป่าสวน ที่ปกคุลมด้วยต้นทุเรียน แผ่กิ่งก้าน สูงทะยานฟ้า เราต้องแหงนมองขึ้นไปจึงจะเห็นผลทุเรียนห้อยย้อยอยู่ตามกิ่งของมัน พื่นดินชื้นแฉะ เต็มไปด้วยใบไม้ต้นหญ้าขึ้นปกคลุมแทบไม่เห็นพื้นดิน เคยได้ไปนอนค้างแรมคืนหนึ่งที่บ้านพี่เยื้อน
พี่เยื้อนกับพี่ชายใหญ่แน่นอนว่าไม่ใช่เนื้อคู่กัน พี่ชายใหญ่ถึงแก่กรรมเสียก่อน พี่เยื้อนจึงได้ชื่อว่าเป็นหม้ายขันหมาก พี่เยื้อนจะเสียใจหรือไม่ เราไม่รู้ เพราะดูเหมือนครอบครัวทั้งสองขาดการติดต่อกัน จนกรนะทั่งเวลาผ่านมานานพอสมควร พ่อแม่รื้อฟื้นเรื่องนี้ขึ้นมาอีกครั้ง โดยให้เถ้าแก่ไปสู่ขอพี่เยื้อนให้กับพี่ชายรอง หรือพี่หลวงชมของเรา

การที่เราได้พักกับพี่ยังครั้งนี้ก็ได้พบกับพี่เยื้อนอีกครั้ง พี่เยื้อนมีบ้านพักอยู่ในเมืองและเราได้ไปเยี่ยม พี่เยื้อนก็ดีต่อเราเหมือนเดิม หาอาหารเลี้ยงดูเราเหมือนน้องแท้ๆคนหนึ่ง
เราไปเยี่ยมหลายครั้ง จนพี่เนาวรัตน์ พี่สะใภ้(เมียพี่ยังที่เราอาศัยอยู่ด้วย) พูดกระแนะกระแหนว่าให้เราย้ายไปอยู่กับพี่เยื้อนเสียเลย อะไรทำนองนี้ ทำให้เรารู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก แต่เมื่อโรงเรียนยังไม่เปิด เราก็ยังไปเที่ยวกับเพื่อน (อดุลย์และแสวง)ต่อไป เพื่อนทั้งสองเช่าบ้านอยู่ชานเมือง เป็นบ้านสวน รอบบ้านเป็นสวนเงาะและมังคุด ส่วนบ้านของพี่ยังเป็นห้องแถวตั้งอยู่ที่ถนนอะไรจำไม่ได้ เป็นถนนสายที่ลอดใต้ทางรถไฟ ออกไปทางตะวันออก ผ่านโรงเรียนสวนศรีวิทยา เลยต่อไปตามสวนถึงไหนก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยเดินไปไกลถึงขนาดนั้น
การเป็นอยู่ในบ้าน เราช่วยดูแลน้องเล็กๆ เป็นลูกบุญธรรมของพี่ยัง สามี-ภรรยาคู่นี้ไม่มีบุตรจึงได้ขอเด็กมาเลี้ยงคนหนึ่ง เป็นเด็กผู้หญิงชื่อเล่นว่า “ติ๋ม” ตอนเย็นเราช่วยพี่เนาว์ทำกับข้าว ช่วยงานในครัวทุกอย่าง พี่เนาว์ทำกับข้าวเก่งเสียด้วย ทำให้เราเจริญอาหาร กินอิ่มหมีพีมัน (ยืมสำนวนใครก็ไม่รู้มาใช้หน่อย)
น้ำอาบ เราไปอาบน้ำบ่อ ใกล้ๆ บ้าน สมัยนั้นยังไม่มีน้ำประปา ไม่รู้จักน้ำจากก๊อก เราใช้ถังตักน้ำในบ่อ บ่อที่หลังสวนน้ำอยู่ลึกมาก มองลงไปเห็นอยู่ลึก ครั้งแรกพอเราไปถึงบ่อน้ำ เอ ตักได้ยังไงหว่า เห็นลำไม้ไผ่อันหนึ่งผูกติดถังน้ำ ปลายสว่นบนผูกติดกับไม้ยาวอีกอันหนึ่ง ขณะที่ทำอะไรไม่ถูกก็มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา เห็นเธอผู้นั้นจับลำไม้ไผ่กดลง กดลงเรื่อยๆจนจมหายไปในบ่อ พอปล่อยมือ ไม้ไผ่จะถูกดึงขึ้นมา มีน้ำติดมาด้วยเต็มถัง อ้อ อือ เขาตักน้ำกันอย่างนี้เอง เพราะปลายอีกข้างหนึ่งผูกติดกับก้อนหินก้อนใหญ่พอสมควร มีน้ำหนักพอที่จะดึงให้น้ำในถังขึ้นมาได้ ก็เราไม่รู้นี่นา ก็ผิดกับบ่อที่บ้านไร่ปรง ที่บ้านเราบ่อตื้น น้ำปริ่มปากบ่อแทบจะล้นออก บางบ่อมีตาน้ำใหญ่ น้ำไหลออกแบบน้ำพุ
เด็กสาวคนนั้นตักน้ำเสร็จก็กลับไปบ้าน แล้วย้อนกลับมาอีกเที่ยวหนึ่ง ความที่เราปล่อยโง่ อายจังเลยที่ตักน้ำไปเป็น แทนที่จะจับลำไม้ไผ่กดลงในไปในบ่อ กลับไปพยายามยกก้อนหินที่ปลายไม้ เพื่อให้ถังลงไปตักน้ำ เราได้น้ำมาแล้วก็ ตักน้ำราดตัวทันที
“ไม่ถอดเสื้อหรือคะ” เธอถาม ยิ้มๆกับเรา
เราไม่ตอบอะไร ยิ้มแหยๆ รีบถอดเสื้อออก อะไรกันเนี่ยะ อาบน้ำทั้งเสื้อ แย่มาก

วันหนึ่งเกิดเหตุการณ์ตื่นเต้น ใจหายหมดเลย เราเดินหิ้วถังน้ำ สบู่เสื้อผ้าจะไปอาบน้ำในตอนเย็น เดินเข้าไปใกล้จะถึงบ่ออยู่แล้ว ได้ยินเสียงอะไรอย่างหนึ่ง ผ่านวูบเข้ามาจับตัวเรา แต่จับได้เสื้อที่เราสวมอยู่ เรารีบถอยหลังดึงเสื้อให้พ้นจากการจับ มันเป็นลิงตัวหนึ่ง เราเห็นอยู่แล้วอั้ยลิงตัวนี้ เจ้้าของผูกโซ่ล่ามไว้ใกล้ๆบ่อน้ำ ทุกวันเราเดินหลบหลีกไปห่างๆ แต่วันนั้นไม่รู้คิดอะไรเพลินไปหน่อย ลืมนึกถึงลิงตัวนั้น เท้าพาเราเดินไปเรื่อยๆจนลอดใต้ราวไม้ที่มันนั่งอยู่ มันก็กระโดดมาทักทายเราด้วยความดีใจ แต่เราไม่ได้ดีใจด้วยหรอก ตกใจเสียมากว่า


ถึงวันเปิดเทอม รร.สวนศรีวิทยาเป็นโรงเรียนรัฐบาลประจำอำเภอหลังสวน มีสอนม.1 ถึง ม.6 มีนักเรียนชายล้วน จำนวนหลายร้อยคน มีโรงเรียนสตรีหลังสวนอีกแห่งหนึ่งอยู่ใกล้ๆกัน เรารู้สึกตื่นเต้นมาก ตื่นเต้นต่อโรงเรียนใหม่
วันแรก เราไปนั่งเรียนเป็นนักเรียนโรงเรียนสวนศรีวิทยา บอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไร
เพื่อนสองคนที่ย้ายมาจากท่าฉางแยกไปอยู่อีกห้องหนึ่ง เรารู้สึกเหงา รู้ว่ามีเพื่อนใหม่ที่เรายังไม่รู้จักกัน เราจะไปไหวไหมเนี้ยะ ชักไม่ค่อยแน่ใจตัวเองเสียแล้ว หลังจากเรียนไปได้อาทิตย์เดียว เราก็ตัดสินใจขอลาออก กลับไปเรียนที่เดิมดีกว่า เพราะมีความไม่สบายใจเกิดขึ้นหลายอย่าง เค้าแห่งความยุ่งยากเกิดขึ้นมาจนได้ ทำให้วิถีชีวิตของหนุ่ยต้องแปรผันไป

ดังได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น หนุ่ยมีพี่สะใภ้คนหนึ่ง พี่เยื้อนไงล่ะ พีเยื้อนมีร้านตัดเสื้ออยู่ในเมือง รู้ว่าหนุ่ยย้ายมาเรียนที่หลังสวน พี่แกก็มาเยี่ยมแล้วพาเราไปที่ร้าน ให้นอนค้างที่นั่นคืนหนึ่ง โดยมิได้บอกพี่ยังกับพีเนาว์ให้รู้ เช้ามาก็กลับเข้าบ้าน พี่เนาว์ไม่พอใจเป็นอย่างมาก แกคงเป็นห่วงเรา และเราก็ผิดเองทีไม่บอกให้ให้รู้ พี่เนาว์ตกใจเพราะไม่รู้ว่าเราหายไปไหน
“ไปอยู่กับเขาเสียเลยซิ” พี่เนาว์พูดประชด
เราก็เกิดอารมณ์หงุดหงิด ไม่พอใจเหมือนกัน ลืมนึกไปว่าเราผิดเอง ประกอบกับความอึดอัดใจหลายอย่างประดังประเดเข้ามา
วันรุ่งขึ้นหนุ่ยก็เก็บเสื้อผ้าบรรุกระเป๋าขึ้นรถไฟกลับบ้านไร่ปรง
เหมือนฝัน แต่ไม่ใช่ฝัน มันเป็นความจริง ได้ย้ายโรงเรียนสมใจแล้วใช่ไหม
ต้องกลับถิ่นเดิม กลับมาเป็นนักเรียนโรงเรียนอำนวยวิทยาอีกครั้ง เพื่อนๆยังอยู่ มีขาดหายไปบ้างบางคน คือพวกกระต่ายตื่นตูม เราก็ได้กลับเข้ามาเรียนในชั้น ม.4 ดังเดิม และได้รับเกียรติสูงสุด คือได้เป็นหัวหน้าห้อง น่าพากภูมิใจเสียนี่กระไร
แต่กว่าจะคิดได้ก็สร้างความยุ่งยากให้แก่พอแม่มากพอสมควร
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #17 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:19:03 AM »
๑๔ บ้านไร่บันเทิง

บ้านไร่บันเทิง เป็นชื่อของคณะรำวงประจำหมู่บ้าน
พี่ชายใหญ่ของหนุ่ยเป็นผู้ก่อตั้ง
หรือจะเรียกว่าหัวหน้าคณะก็ย่อมได้ สมัยนั้นการรำวงเริ่มจะเกิดขึ้นในวงสังคม แรกๆยังไม่มีผู้หญิงกล้าออกรำ มีแต่ผู้ชายแต่งกายเป็นผู้หญิง
เวลาผ่านมาไม่นาน แต่นานแค่ไหนเราจำไม่ได้หรอก เอาเป็นว่ามีผู้หญิงจริงๆออกรำได้ จึงเป็นที่ชื่นชอบของหนุ่มๆเหลือเกิน
พี่ชายใหญ่หรือพี่ฉ่ำ เป็นหัวหน้าคณะ คือเป็นผู้นำร้องเพลง
มีลูกคู่ตีรำมะนา ฉิ่งเป็นดนตรีประกอบ
พี่ฉ่ำเรียนถึง ม.5 ก็เกิดป่วยเรื้อรัง เรียนต่อไปไม่ได้ ก่อนหน้าจะเจ็บป่วยก็อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้ป่วยเป็นปอดอักเสบ คงจากการร้องเพลง ตะโกนออกเสียงดังเป็นเป็นเวลานานๆ จากปอดอักเสบต่อมาติดเชื้อวัณโรค และต้องถึงแก่กรรมในที่สุด

การรำวงในยุคนั้นเป็นที่นิยมมาก
เพราะเป็นการบันเทิงสิ่งเดียวที่หนุ่มจะได้ใกล้ขิดสาวๆ
มีงานรื่นเริงในหมู่บ้านก็มีมีหนังตะลุง ใครที่ชอบรำวงก็ไปล้อมรอบ เรียกว่ามุงกันดู จะมีการจุดไฟจากคบไฟ สว่าง หญิงสาวนั่งบนม้านั่ง แต่งตัวสวยพริ้ง ทัดดอกไม้ด้วยนะ พอต้นเพลงเริ่มร้อง
เท่าที่จะได้ “หล่อจริงนะดารา งามตาจริงนะแม่สาวเอย
วันนี้ฉันมีความสุข สนุกรื่นเริงหัวใจ
ที่นี่เป็นแดนสวรรค์ เธอกับฉันมารำวงไทย”
ร้องย้อนไปกลับมาหลายเที่ยว
“สาวสวยๆ สำรวยสวยหล่อ
พี่เฝ้าพะนอแต่บุญไม่พอเสียแล้วสาวจ๋า
ฉันนี้บุญยังน้อย
หลงคอยจนช้ำอุรา
ถ้าเวทนา สาวจ๋ามารำวงกัน”
“เดือนดารา เด่นบนฟ้าดารานั้นผ่อง
เด่นบนฟ้าน่ามอง เชิญมาจองคู่รักเสียใหม่”
"ตามองตา สายตามาจ้องมองกัน
รู้สึกเสียวซ่านทรวงใน
รักฉันก็ไม่รัก หลงฉันก็ไม่หลง
ฉันยังอดโค้งเธอไม่ได้
รูบหล่อช่างงามวิไล
ดอกไม้ที่เธอถือมา"

"หล่อจริงนะดารา งามตาจริงแม่สาวเอย
วันนี้ฉันมีความสุข สนุกรื่นเริงหัวใจ
ที่นี่เป็นแดนสวรรค์
เธอกับฉันมารำวงไทย"
ก็น่าขำนะ ไม่ได้สาระ รูปหล่อมันเกี่ยวอะไรกับดอกไม้
นี่แหละเพลงรำวงยุคเมื่อ 50 ปีมาแล้ว
จำได้กระท่อนกระแท่น ขาด บกพร่องก็ต้องขออภัย โธ่ก็กี่ปีแล้ว เพิ่งจะมารื้อฟื้นความหลังเมื่ออายุ 65 ปี จำได้แค่นี้ก็เก่งแล้วนะ
พอเพลงขึ้น รำมะนาก็จะตีรับให้จังหวะ โจ๊ะ พรึ่มๆ
หนุ่มก็จะเดินเข้าไปโค้งผู้หญิงนางรำ
ผู้หญิงก็จะลุกขึ้น รำร่อนไปรอบๆ ผู้ชายก็จะรำต้อนไปเรื่อยๆ เราเด็กๆเห็นแล้วไม่เห็นจะสนุกตรงไหน ต้อนกันไปต้อนกันมา


แต่นั่นแหละ ในยุคนั้น ไม่ว่ามีงานรื่นเริ่ง ที่ไหน เป็นต้องปลูกเวทีรำวงขึ้น คู่กับเวทีมวย สองอย่างนี้จะขาดไม่ได้เลย มีงานสำคัญๆเช่นงานประจำปีของอำเภอ งานวัด ก่อนงานจะมีป้ายเขียนปิดประกาศทั่วไปว่าจะมีงานเมื่อไร ที่ไหน งานใหญ่ๆแบบนี้เรียกกันปิดวีค คือกั้นรั้วสูงรอบบริเวณงาน ส่วนใหญ่กั้นด้วยทางมะพร้าว ใบตาล เปิดประตูเป็นทางเข้า
มีช่องขายตั๋ว ซื้อตัวครั้งเดียวอยู่ได้ทั้งคืนจนสว่างหกโมงเช้า
ในบริเวณงานจะมีงานออกร้านขายสินค้าจากในเมือง เสื้อผ้า ของใช้ และสินค้าแปลกๆ
ร้านอาหาร แม่ค้าทั้งสาวและไม่สาวต่างก็จับจองที่ขายปลาหมึกย่างและขนมตามถนัด บริเวณงานจะสว่างไสวด้วยไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่  ประดับด้วยหลอดไฟฟ้าทั่วไป สิ่งบันเทิงก็มีหนังตะลุงอย่างน้อย 2 คณะ ประชันกันหมายถึงการแข่งขันเอาแพ้เอาชนะกัน
การตัดสินว่าหนังตะลุงโรงไหนเป็นผู้ชนะ ให้สังเกตุคนดู ถ้ามีคนมากกว่าโรงนั้นก็ถือว่าชนะ ตอนเย็นจะเริ่มด้วยการชกมวย กลางคืนเริ่มตั้งแต่ 2 ทุ่มหนังตะลุงก็จะเริ่มแสดง และจะแสดงติดต่อกันไปจนถึงเที่ยงคืน พักเหนื่อยราวครึ่งชั่วโมงก็ว่ากันต่อ จนกระทั่งสว่างแสงทองส่องฟ้า หนังตะลุงจึงจะเลิก นอกจากหนังตะลุงแล้วก็มีรำวง บนเวที มีการขายพวงมาลัยด้วย หนุ่มหน้าไหนจะรำก็ต้องซื้อพวงมาลัย
ขึ้นไปบนเวทีเลือกจะรำกับใครก็คล้องพวงมาลัยให้สาวคนนั้น หัวหน้าคณะเป็นต้นเพลง พอเพลงจบการรำก็ยุติ เรียกว่ารำกันเป็นรอบๆ รำวงจะมีไปจนถึงเที่ยงคืนเท่านั้น คนเขียนคนนี้ก็เคยซื้อพวงมาลัยขึ้นรำ
ครั้งหนึ่งเหมือนกัน เด็กตัวเล็กๆขึ้นไปรำกับสาวใหญ่
บอกไม่ถูกว่าตอนนั้นเป็นอย่างไร
รู้สึกว่าอายมากกว่าอย่างอื่น แต่ขึ้นไปแล้วอ่ะ จะลงมาได้ยังไง
ฝืนใจเดินตามไปรอบๆเวที ยกไม้ยกมือสะเปะสะปะ
พอเพลงจบรีบวิ่งลงกระไดแทบไม่ทัน (น่าเสียดายสมัยนั้นไม่มีวีดิโอถ่ายไว้ คงเป็นภาพที่หาดูได้ยากที่สุดในโลก)
เด็กๆชอบดูหนังตะลุงมาก กลุ่มเด็กๆจะนั่งรวมกันที่หน้าจอ (หน้าโรงหนัง) โรงหนังจะปลูกยกพื้นสูงเสมอตาผู้ใหญ่ คนดูสามารถนั่งดูได้ไกลๆพอสมควร

การแสดงหนังตะลุงเริ่มแรกจะออกตัวฤาษี
บริกรรมคาถาตามครูอาจารย์สั่งสอนตกทอดกันมา ฤาษีกลับเข้าไป จะมีตัวหนังรูปร่างพิกลๆหน่อย เรียกว่าตัวตลก ออกมาสวัสดีคนชมแล้วจะบอกว่าคืนนี้หนังจะแสดงเรื่องอะไร
ส่วนมากจะเป็นเรื่องจักรๆวงศ์ๆ หรือไม่ก็เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาเอง
ผู้แสดงเรียกกันว่านายหนัง หนังที่มีชื่อเสียงโด่งดังได้แก่ หนังจูเลี่ยม คนจังหวัดชุมพร หนังโรงนี้ไปประชันกันที่ไหนกับใคร เป็นต้องชนะทุกครั้ง นายหนังคนนี้จึงมีค่าแสดงสูงกว่าคณะอื่น ๆ นายหนังจูเลี่ยมมีลูกสาวคนหนึ่งแต่ชอบเป็นชายมากกว่าหญิง ชื่อสาริกากิ่งทอง เจ้าของเสียงเพลง “แสนหวังเวิ้ด”นักร้องลูกทุ่งที่รู้จักกันทั่วฟ้าเมืองไทย พอบอกเรื่องเสร็จก็จะออกเจ้าเมืองนางเมือง ผู้ที่เป็นพ่อ-แม่ของพระเอกหรือนางเอกก็ได้ หนังจะแสดงการเชิดหนังตะลุงซึ่งแกะสลักด้วยหนังควาย ระบายสีสรรสวยงาม เมื่อทาบบนจอผ้าขาวมีแสงตะเกียงเจ้าพายุหรือหลอดไฟฟ้า จะเห็นภาพบจอเคลื่อนไหวไปมาได้ นายหนังจะร้องบทเป็นกลอนแปดบางทีก็กลอนหกด้วยสำเนียงภาษาใต้ บทพระเอกนางเอกคุยกันจะใช้ภาษาแบบชาวกรุง เพี้ยนๆไปหน่อยที่เรียกกันว่าทองแดง แต่ถ้าเป็นตัวตลกจะคุยกันด้วยภาษาถิ่นใต้ คำพูดจะมีแทรกตลกโปกฮา แบบสองแง่สองมุม เด็กฟังไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก แต่ผู้ใหญ่ฟังออก พอพวกผู้ใหญ่ฮา เด็กๆก็จะโห่รับ ฉับๆ เทิ่ง เฮ้ว !!! ตะโกนจนสุดเสียง 3-4 ครั้ง พอหนังเลิกก็สว่าง ทุกคนก็ทะยอยกันกลับบ้าน เราเด็กเสียงแหบแห้ง พูดเหมือนเสียงเป็ดตัวผู้ไปสามสี่วั นกว่าจะหาย นั้นแหละคือสนุกของเราเมื่อเวลาดูหนังตะลุง ไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งในบทกลอนหรือเนื้อเรื่องแต่อย่างใด

มนต์เสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ไม่แพ้หนังตะลุง
ได้แก่โนราห์ ก็มีหลายคณะที่ออกแสดงในงาน
โนราห์ประกอบด้วยผู้รำมีทั้งผ็หญิงและผู้ชาย โนราห์แต่งตัวมีลูกปัดร้อยเป็นเสื้อ
มีหางแบบนก เลียนแบบโนราห์ชาดก เครื่องดนตรีประกอบคล้ายหนังตะลุง
มีฉิ่งฉับกรับโหม่ง ผู้บรรเลงดนตรีจะทำหน้าที่เป็นลูกคู่คอยรับบทร้องของโนราห์ด้วย
เมื่อโนราห์แหวกม่านออกมาแล้วร่ายรำจนครบกระบวนท่าก็จะนั่งลงบนที่นั่งซึ่งเป็นม้ายาวตัวหนึ่ง ตัวอย่างบทกลอนสักบทหนึ่งนะจ๊ะ
“ตึนแลต้าบาวฉานเข้ามานั่ง”
ลูกคู่ก็จะว่า “นั่งแล้วทำไหรละน้อง”
“ยกมือขึ้นตั้ง”
ลูกคู่ว่าตาม ยกมือขึ้นตั้ง
”ฉันทำว่าผัน ผัน ผันไปข้างออก แลเห็นดอกราตรี”
ลูกคู่ก็บรรเลงดนตรีรับ พร้อมๆกับร้องรับพร้อมๆกันว่า
”ผันไปข้างออก แลเห็นดอกราตรี”
ก็คงเล่าได้แค่นี้แหละครับ เพราะจำไม่ค่อยได้น่ะ
ในพ.ศ.2546ที่กำลังบันทึก ทั้งหนังตะลุงและโนราห์เกือบๆจะกลายเป็นตำนานไปแล้ว
เพราะกำลังจะสูญพันธุ์ไปจากสังคม คนยุคใหม่ไม่ค่อยจะนิยมชมชื่นกันสักเท่าไหร
ในเมื่อความเจริญของอารยธรรมยุคใหม่เหยียบย่างเข้าไปถึง
อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงไป
น่าเสียดายนะครับ

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #18 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:19:48 AM »
๑๕ ลาก่อนบ้านไร่

ปีใหม่ 2498

การสอบสุดท้ายของชั้น ม.6ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยข้อสอบของโรงเรียนประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี
และผลการสอบประกาศออกมา เราก็คงครองตำแหน่งที่หนึ่งของโรงเรียนอีกตามเคย

และต่อไปนี้เพื่อนๆที่รักทุกคนต่างก็ต้องแยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคน
โลกนี้คือละคร เราเพิ่งจะประจักษ์แน่แท้เดี๋ยวนี้เอง
ทุกคนต้องแสดงบทบาทของตนเอง เป็นพระเอก เป็นนางเอกกันไปตามเรื่อง
และมีพระพรหมลิขิตผู้กำกับการแสดง
ต่อไปนี้ห้องเรียนเล็กๆแห่งนี้จะไม่มีพวกเราอยู่อีกแล้ว ลาก่อนโต๊ะเรียน ลาก่อนคุณครูที่แสนรัก
"โลกนี้คือละคร
บทบาทบางตอน ชีวิตยอกย้อนยับเยิน
ชีวิตบางคนรุ่งเรืองจำเริญ
แสนเพลิน เหมือนเดินอยู่บน หนทางทางวิมาน.......

โลกนี้ยิ่งดู ยิ่งดูเศร้าใจ
ชั่วชีวิตวัย ผันเปลี่ยนหมุนไปเหมือนม่าน
เปิดฉากเรืองรองผุดผ่องตระการ
ครั้นแล้วไม่นาน
ปิดม่านเป็นความเศร้าใจ"

เมื่อถึงคราวอำลาจาก เรารู้สึกอาลัยต่อกัน ไม่ได้ร่ำลา
ยุคนั้นยังไม่รู้จักการปัจฉิมนิเทศก์
ไม่มีการจัดงานเลี้ยงส่ง
ต่างคนต่างไป ลาก่อนมิตรรัก
ถ้าแม้นว่าโลกนี้กลม เราคงจะเดินทางมาพบพานกันอีก
เราได้ใบสุทธิอันเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าจบการศึกษา ม.6 เดินทางกลับบ้านด้วยความปรีเปรมเกษมศานต์
เรามีโครงการไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
กรุงเทพฯเป็นอย่างไร ไม่รู้ เคยเห็นแต่ในภาพ ไม่เคยได้ยินข่าวจากผู้ใด
รู้แต่ว่ากรุงเทพเ็ป็นเมืองหลวง เป็นเมืองสวรรค์ที่มีทุกสิ่งทุกอย่าง
พ่อเดินทางไปหลังสวน เพื่อติดต่อกับพี่ยังเรื่องการเดินทางเข้ากรุงเทพของเรา
ประกอบกับพี่ยังก็มีธุระที่จะต้องเดินทางไปกรุงเทพในระยะนี้ด้วย จึงได้นัดแนะวัน เวลาในการเดินทาง โย้ เราได้ไปกรุงเทพแล้ว

พี่ยังให้โครงการย่อๆว่า
พี่ยังจะเดินทางไปล่วงหน้าเืพื่อไปทำธุระบางอย่างในระหว่างปิดเทอม
ให้เราเดินทางไปโดยรถด่วนกรุงเทพ รถไปถึงสถานีปลายทางคือสถานีรถไฟบางกอกน้อย ให้เรารอพบพี่ยังที่นั่น โดยกำหนดวันที่ในการเดินทางให้แล้ว
โครงการย่อๆสั้นๆทำให้เราคิดมาก ไม่รู้ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราไม่เคยเดินทางไกลถึงปานนั้น อย่างไกลก็แค่หลังสวน
เราเดินทางไปคนเดียวด้วยซี
แต่เพราะความอยากไป อยากหาความรุ่งเรืองในชีวิตก็สามารถข่มความกลัวได้
ไม่เคยส่อความกลัวให้พ่อแม่หรือพี่เห็นแม้แต่น้อย

เวลาแห่งการ รอคอยหมดไปด้วยการเตรียมเสื้อผ้า ของใช้ที่จำเป็น กระเป๋าเดินทางใบใหญ่และเวลาที่เหลือก็หมดไปด้วยการไปเที่ยวเตร่ตามบ้านเรือนญาติพี่น้อง
เื่พื่อร่ำลากันตามธรรมเนียม

วันเดินทางไกลมาถึงแล้ว
วันนั้นเราอาบน้ำแต่งตัว พร้อมแล้วตั้งแต่ 6 โมงเย็น รถด่วนจะมาถึง
สถานีท่าฉางราว 2 ทุ่ม ญาติพี่น้อง เพื่อนพ้องมารอกันอยู่เต็มบ้าน เพื่อจะไปส่งที่สถานีรถไฟ
จำไม่ได้ว่ามีใครบ้าง รู้สึกว่ามากันเยอะมาก ทั้งผู้หญิงผู้ชาย ใครๆรุมกันทักทาย เราขึ้นบ้านไปกราบลาพ่อแม่ เพราะพ่อกับแม่จะไม่ไปส่งที่สถานี
ก้มลงกราบพ่อแม่ ต้องหลั่งน้ำตาสะอื้นไห้ เพราะเป็นครั้งแรกที่จะต้องจากบ้านเรือนไปไกลและยังไม่มีกำหนดเวลากลับ

น้ำตาอาบแก้มเพียงแซมเพชรไสว
แวววับจับหัวใจ เคล้าแสงไต้งามจับตา

หนุ่ยหักใจลาพ่อแม่ ลงจากเรือนเดินตามพี่หลวง และคนอื่นๆก็เดินตามกันไป ช่วยกัิ้นหิ้วกระเป๋า ข้าวของสัมภาระ ให้เราเดินตัวเปล่า
เวลาขณะนั้นเริ่มมืด ต้องอาศัยคบเพลิง อาศัยไต้จุดเพื่อส่องทาง ชวนกันพูดคุย เอะอะไปตลอดทาง

ลาก่อนบ้านไร่ ลาก่อนไร่ปรง แล้วจะกลับมาใหม่นะครับ
เรามาถึงสถานีรถไฟท่าฉาง มีแสงไฟฟ้าของสถานีสลัวๆ มองไปไกลๆมืดสนิท เห็นแต่สุมทุมพุ่มไม้ตะคุมๆ ท้องฟ้าเกลื่อนกลาดไปด้วยดวงดาว ดวงจันทร์หลบเข้ากลีบเมฆ
ยิ่งทำให้มืดมน เราเข้าไปซื้อตั๋วที่ช่องขายตั๋ว บอกซื้อไปบางกอกน้อย เจ้าหน้าที่สถานีจัดการขายตัวให้ ใส่เข้าไปในช่องตอกวันที่เสียงดัง โครม แล้วยื่นตั๋วให้เรา

เสียงระฆังของสถานีดังขึ้น เ๊ก๊งๆๆๆๆ เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่ารถด่วนกำลังจะเข้าสถานีแล้ว

ขณะนั้นเวลา 20.00 น. ไม่นานได้ยินเสียงหวูดรถไฟดังก้องกังวาลมาแต่ไกล รู้สึกถึงความสั่นสะเทือนในอกแล้วเห็นลำแสง
ผ่านมาในความมืด แล้วรถด่วนก็เทียบสนิทที่ชานชะลาสถานี

เราก้าวขึ้นรถไฟแบบตัวลอยๆ ไม่รู้สึกด้วยซ้ำไปว่าเราขึ้นไปเมื่อไร เสียงหลายๆคนตะโกนลา
พี่หลวงส่งของขึ้นไปให้บนตู้โดยสาร แล้วก็กลับลงไป เพียงครูเดียวรถก็ฉุดกระชาก เสียงล้อ เสียงตู้รถเบียด เสียงรถเคลื่อนออกจากที่อย่างช้าๆ ณ บัดนั้น
เราเดินเข้าไปหาที่นั่ง หาไม่ยาก
เพราะมีที่ว่างอีกหลายที่
เราเลือกได้ที่เหมาะแล้ว เอากระเป๋า สัมภาระขึ้นเก็บบนชั้น

หนุ่ยได้ที่นั้่งแล้ว ก็นั่งเงียบไม่คุยกับใคร เพราะไม่รู้จัก
คนที่นั่งอยู่ก่อนแล้วก็ไม่สนใจ เอาแต่นั่งหลับ
เราก็เอาคางเกยขอบหน้าต่าง มองฝ่าความมืดข้างทางที่รถผ่านไป
เราคงไม่ง่วงหรอกในคืนนี้ เพราะความห่วง ความกังวลมีอยู่เต็มตัว จะหลับได้ยังไงกัน
การจินตนาการหรือการสร้างวิมานในอากาศตอนนี้ไม่ได้ผล คิดอะไรไม่ออก เพราะความกังวลใจว่าเมื่อไปถึงสถานีบางกอกน้อยแล้วไม่เจอพี่ยัง
แล้วเราจะทำอย่างไร
เราก็เลยหลับไม่ลง
สองข้างทางมืด เห็นแสงไฟวอมแวมตามบ้านเรือนที่รถผ่านไป
รถจอดสถานีแรกไชยา อึกทึกอลหม่านไปด้วยผู้คนที่มาส่งญาติพี่น้องของเขา ก็คงเหมือนเราแหละนะ เขาก็ต้องจากพ่อจากแม่ จากพี่น้องไปสู่เมืองบางกอก
จากไชยา รถด่วนหยุดอีกครั้งสถานีหลังสวน เรางีบหลับไปหน่อยหนึ่ง รถจอดที่สถานีชุมพรแล้วและทีนี่เป็นจังหวัดชุมพร
รถจอดให้ซื้อหาอาหารทีสถานีได้
เรานั่งนับสถานีไปเรื่อยๆ จากชุมพร สวี และอะไรอีกหลายสถานีจนถึงสถานีประจวบตีรีขันธ์
ตอนนี้เวลาล่วงเข้าตีหนึ่ง ย่างเข้าวันใหม่แล้ว
จากประจวบ หัวหิน วังพงก์ ปราณบุรี เข้าจังหวัดเพชรบุ รี อันเป็นจังหวัดทีมีชื่อทางข้าวเกรียบเมืองเพชร เราซื้อไปด้วย 1 ห่อ
จากนั้นมาถึงจังหวัดราชบุรี สถานีนครปฐม

ตีห้ากว่านิดหน่อย ขบวนรถด่วนสายใต้ ้อันยาวเหยียดก็เข้าเทียบชานชะลาสถานีรถไฟบางกอกน้อย

ทันทีที่รถจอด เสียงผู้คนดังอึงคะนึง เนืองแน่นไปหมด ไม่รู้ใครเป็นใคร ทำไมคนมากอย่างนี้
แล้วเราจะหาพี่ยังเจอได้ไง หิ้วกระเป๋าและของสัมภาระอื่นๆลงจากรถหมดแล้ว เราก็ยืนเก้ๆกังๆอยู่กับที่ ไม่กล้าขยับตัวไปไหน สอดส่ายสายตามองหาพี่ยัง สักพักหนึ่งก็ดีใจอย่างสุดขีด นั่นอั้ยถาวรและก็สมพร นายโม่ง ทั้งสองแหวกผู้คนเดินตรงมาหาเรา จับไม้จับมือด้วยความดีใจที่เราได้เจอกันที่นี่
ไม่ได้นัดแนะกันมาก่อน ยังไม่ซักถามอะไรกัน เพราะเรากำลังมองหาพี่ยัง
ครู่หนึ่งพี่ยังก็เดินเข้ามาหา ดีใจจังพี่ยังมารับแล้วตามสัญญา
เดี๋ยวนะเพื่อนทั้งสอง ค่อยเจอกันใหม่ เราไปหาที่พักก่อน

พี่ยังพาเราเดินมาที่ท่าน้ำ ลงเรือข้ามฟาก นี่นะหรือแม่น้ำเจ้าพระยา
กว้างกว่าแม่น้ำตาปีเยอะเลย ได้เห็นของจริงแล้ว เคยเห็นเคยอ่านจากหนังสือเรียน

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง
« ตอบ #19 เมื่อ: เมษายน 03, 2009, 02:21:03 AM »
๑๖ กรุงเทพมหานคร

เราขึ้นจากเรือข้ามฟาก เดินลัดเลาะไปตามร้านค้า ทะลุถึงถนน มองเห็นกำแพงวัดยาวไปตามแนวถนน ไกลทีเดียว
พี่ยังบอกว่านี่คือวัดมหาธาตุ พี่ยังจะพาเราไปฝากไว้กับพระภิกษุรูปหนึ่งที่คณะ 5
เป็นพระที่มาจากทางใต้ ให้เราไปพักอยู่ชั่วคราว จนกว่าพี่ยังจะได้ที่อยู่ใหม่ ขณะนี้พี่ยังก็อาศัยญาติคนหนึ่งเป็นทหารอยู่ี่ที่่ีบ้านพักในค่ายทหาร จะไม่สะดวกถ้าให้เราไปอยู่ด้วย

เราก็เป็นเด็กวัดโดยปริยายถึงไม่นานก็ได้ชื่อว่าเป็นเด็กวัดกับเขาด้วยเหมือนกัน
เราไม่รู้เลยว่าจะถูกเอามาปล่อยวัด พี่ยังไม่เคยพูดมาก่อน
เพิ่งจะรู้ก็เดินเข้ามาในวัดแล้ว

ที่วัดมหาธาตุคณะ 5 มีเด็กๆที่มาจากทางใต้พักอยู่ก่อนแล้วหลายคน ห้องหนึ่งนอนกันหลายคน
พวกเขายินดีให้เราอยู่ด้วย เราเอาข้าวของไปเก็บที่มุมห้อง รุ่นพี่เขาหาเสื่อหมอนมาให้
พอตกเย็น เขาก็หุงข้าวแบ่งกันกิน ให้เรากินด้วย แต่ว่าเราจำใครในตอนที่กำลังบันทึกอยู่นี่
จำไม่ได้เลย รู้แต่ว่าเพื่อนๆรุ่นพี่ให้การดูแล ช่วยเหลือเราในฐานะน้องเล็กคนหนึ่ง เราอดที่จะรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของพวกเขา

รถราง แล่นไปตามราง
พอรุ่งเช้าพี่ยังก็มาหาเราที่วัด พาเราไปที่บ้านพักที่พี่ยังพักอยู่ เราเดินออกทางประตูด้านตะวันออก พอโผล่ออกไปเห็นพื้นที่สนามโล่ง กว้างใหญ่ โอมล้อมด้วยต้นมะขามเรียงรายเป็นทิวแถว พื้นสนามราบเรียบ
พี่ยังบอกเราว่านี่คือ สนามหลวง หรือทุ่งพระเมรุ
และสนามหลวงนี้แหละกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปไหนต่อไหน ไกลแค่ไหนเราก็ต้องย้อนกลับมาตั้งต้นที่สนามหลวง แล้วเราก็จะกลับที่พักได้ถูกทาง
พี่ยังพาชึ้นนั่งรถราง ได้ยินเสียงระฆังรถรางดังเก๊งๆๆ มาแต่ไกล แล้วมันก็จอดตรงป้าย
ป้ายจอดรถรางเป็นแผ่นสังกะสีรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมทาสีแดง พอเราขึ้นไปรถก็ออกจากที่
ไปตามรางของมัน รถยนต์ รถสามล้อ(ถีบ)ต้่ิองคอยหลบรถราง ล้อรถรางวิ่งไปตามรางเหล็กที่เป็นร่อง เรียกว่ารางหุ้มล้อ ผิดกับรถไฟ เพราะรถไฟล้อหุ้มราง หมายความว่าที่ล้อรถไฟมีขอบไว้หุ้มราง ทำให้รถแล่นไปตามรางได้โดยไม่หลุดออกไปจากราง
บนหลังคารถรางจะมีก้านเหล็กยาวไปแตะอยู่กับสายไฟฟ้า โดยมีลูกล้อหรือลูกรอกกลิ้งไปตามสายไฟ กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านก้านเหล็กนี้เข้าไปที่มอเตอร์ ส่วนอีกทางหนึ่งกระแสไฟฟ้าจะวิ่งไปตามรางผ่านล้อเหล็กเข้ามอเตอร์ เรียกว่าไฟฟ้าครบวงจร มอเตอร์ก็จะทำงาน ฉุดให้รถรางแล่นไปตามรางได้ รถรางอาจจะมีตู้โดยพ่วงได้อีกตุ้หนึ่ง บางทีก็มีเพียงตู้เดียว แบ่งผู้โดยสารออกเป็นชั้นหนึ่ง มีเบาะนั่งไปตามม้ายาว เก็บค่าโดยสาร
50 สตางค์ อีกส่วนหนึ่งเป็นชั้นสอง นั่งบนม้ายาวไม่มีเบาะ เก็บค่าโดยสาร 25 สตางค์ตลอดสาย
บ้านพักในค่ายทหาร รู้สึกว่าจะอยู่แถวพญาไท ไม่แน่ใจเพราะมันผ่านมานานเหลือเกิน พอจำได้
บ้าง เราไปถึงบ้าน เป็นบ้านสองชั้น ชั้นล่างห้องเดียวเป็นหัองรับแขก ห้องกินข้าว ข้างในเป็นห้องครัว ก็จริงอย่างพี่ยังว่า เราคงจะไปพักกับเขาไม่ได้ บ้านคับแคบไปหน่อย เจ้าของบ้านเป็นทหาร มีภรรยา มีเด็กด้วย เขาก็ต้อนรับเป็นอันดี หาข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงเรา
พักอยู่พอสมควรพี่ยังก็พาเรากลับไปส่งที่ห้องพักวัดมหาธาตุ แล้วจากนั้นพี่ยังก็ไม่ได้มาหาเราอีกเลย พี่ยังคงจะมองเห็นแล้วว่าเรามีเื่พื่อน มีห้องพักแล้วคงช่วยตัวเองได้แล้ว พี่ยังก็จะกลับไปหลังสวน มีโครงการจะย้ายมาเป็นครูสอนที่กรุงเทพ คงจะย้ายได้ในเดือนนี้แหละ

ต่อจากนั้นเราก็พักอยู่กับเพื่อนๆ เข้ากันได้ดีกับทุกคน สมพรหรือนายโม่งเขาพักอยู่ที่วัดโพธิ์หรือวัดพระเชตุพน ก็อยู่ใกล้ๆ กัน ไปมาหาสู่กันได้
ต่อไปก็เป็นขั้นของการไปสมัครสอบคัดเลือกเพื่อจะได้เรียนต่อในชั้นสูง
วันรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งสมพรมาหาที่พักชวนไปสมัครเข้าเรียนที่โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟมักกะสัน
แค่สมัครเท่านั้นเราก็สอบตกแล้ว คือความสูงไม่ถึง เราสูงแค่ 150 กว่านิดหน่อย แต่สมพรสูง
160 กว่า สมพรได้สมัครและสอบได้เป็นนักเรียนวิศวกรรม จบแล้วได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการของรถไฟ สมัยนั้นรถไฟเป็นข้าราชการ ตอนหลังเปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจ มี 3 แผนก เดินรถ การช่าง งานโยธา สมพรสอบได้แผนกเดินรถ บรรจุครั้งแรกได้ติด 3 หมอน(3 ขีด)เป็นข้าราชการชั้นตรี

เราพลาดไปแล้วก็ไม่เป็นไร ยังมีที่สอบอีกเยอะ อีกวันหนึ่งเืพืื่อนรุ่นพี่ที่พักอยู่ด้วยกันพาเราไปสมัครเข้าเรียนเป็นนักเรียนโรงเรียเพาะช่าง

รร.เพาะช่างเรียนจบแล้วเป็นครู 3 ปีแรก ได้วุฒิ ปปช. ต่ออีก 2 ปี ได้วุฒิ ปมช. และเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน สมัครได้และสอบคัดเลือก มีสอบข้อเขียนสอบภาคปฏิบัติคือสอบวาดภาพด้วยสีชอล์ก เราสอบได้เป็นอันดับหนึ่งเลย

ดีใจมาก ได้เป็นครูวาดเขียนแล้ว ต่อมาไม่กี่วันทางบ้านบอกว่าที่โรงเรียนเขาตามหาเราอยู่
ต้องการให้เราไปรับทุนเรียนเพาะช่างจากจังหวัด เรียนจบแล้วต้องกลับไปเป็นครูที่จังหวัด เราได้ข่าวก็เตรียมตัวจะเดินทางกลับสุราษฎร์ธานี แต่ก่อนกลับ ก็มีเพื่อนอีกคนหนึ่งชวนเราไปสมัครสอบชิงทุนเรียนครู เราก็ไปสมัครและสอบไว้แล้ว
แต่ยังไม่ประกาศผลการสอบ เราต้องรีบเดินทางไปสุราษฎร์ก่อน กลับไปถึงบ้าน พ่อก็พาไปหาครูใหญ่ครูพิญญู หิรัญกาญจน์ ครูใหญ่ทำหนังสือรับรองการเป็นนักเรียนของโรงเรียน ได้หนังสือแล้วพ่อก็พาเราไปบ้านดอน
บ้านดอนหมายถึงตัวจังหวัดสุราษฎร์ธานี เรียกชื่อกันว่าบ้านดอน ที่ตั้งของเมืองเป็นดอนสูงตั้งอยู่ริมฝั่งขวาของแม่น้ำตาปี ใกล้จะถึงปากอ่าวบ้านดอนซึ่งอยู่ไม่ไกลนัก
พ่อพาเราไปพบกับศึกษาธิการจังหวัด กรอกใบสมัครรับทุน เซ็นสัญญากันเป็นที่เรียบร้อยว่าเราตกลงจะรับทุนการศึกษาของจังหวัด

จากนั้นเราก็เดินทางกลับมากรุงเทพเป็นครั้งที่ 2
มาถึงตรงนี้ เราเล่าข้ามเป็นเรื่องหนึ่ง คือเรื่องเกี่ยวกับที่พัก หลังจากพักอยู่กับเพื่อนที่วัดมหาธาตุได้ 10 กว่าวัน ก็มีเพื่อนรุ่นพี่มาเยี่ยมเยียนที่วัดแล้วพาไปที่หอพักที่เขาเช่าอยู่ ชื่อหอพักเที่ยงธรรม อยู่ที่ฝั่งธนบุรี เป็นหอพักชายมีอาคารที่พัก 2 หลัง เป็นเรือนไม้ 2 ชั้น แต่ละชั้นมีหลายห้องมีทางเดินตรงกลาง เป็นห้องขนาดเล็กอยู่ๆได้คนเดียว มีเตียงเดียวค่าเช่าเดือนละ 30 บาท เราเห็นว่าราคาไม่แพง เป็นอิสระ เป็นส่วนตัวดีด้วย อาหารก็มีที่ผูกปิ่นโต หรือจะซื้อกินก็ได้ มีร้านข้าวแกงหน้าหอพัก 2-3 ร้าน เราจึงตัดสินใจย้ายจากคณะ 5 วัดมหาธาตุมาพักที่หอพักเที่ยงธรรม เจ้าของชื่อนายนุกูล
นามสกุลบุญประสิทธิ์และคนนี้แหละได้รับเกียรติเป็นผู้ปกครองของนายประดิษฐ์ พราหมณ์มณีในโอกาสต่อมา เพราะเราพักอยู่ที่นี่นานเป็นปีๆ

กลับมาถึงกรุงเทพก็ตรงเข้าไปที่พักคือหอพักเที่ยงธรรม หอพักเที่ยงธรรมอยู่ที่ตลาดนกกระจอก ตรงข้ามวัดบุบผาราม ในย่านนั้นก็เป็นชุมชนที่หนาแน่นมีตลาดร้านค้ามากมาย สมัยนั้นเราไม่รู้หรอกว่าค่าครองชีพมันเป็นอย่างไร
สูงหรือต่ำกไม่็มีที่เปรียบเทียบ
ข้าวแกงจานละ 1 บาท ก็อิ่มแล้ว น้ำแข็งแก้วละ 10 สตางค์
กาแฟร้อนแก้วละ 75 สตางค์
ตอนเช้าๆจะมีผู้คนนั่งร้านกาแฟถือเป็นกิจประจำวัน มีกาแฟ ปลาท่องโก๋ กาแฟสมัยนั้นไม่มีเนสโก้ แต่กาแฟแบบ นมคุณยาย

"ยายของฉันที่บ้านทุ่ง ปล่อยเสื้อเลยพุงยายเป็นถุงกาแฟ"
เป็นกาแฟเม็ดคั่วแล้วบดเป็นผง ชงด้วยน้ำร้อนใส่ถุงยาวเหมือนนมคุณยายนั่น ลองนึกภาพเอาเองก็ได้นะจ๊ะ

กลับมากรุงเทพก็ได้ข่าว ผลการสอบครู ปกศ. เราสอบได้ทุนของกรมการฝึกหัดครูและจะถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
เอายังไงดี เราไปรับทุนจังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้ว
เรื่องนี้ต้องคิด คิดเองคนเดียว ไม่มีเพื่อนคู่คิดมิตรคู่เรือนเสียด้วย
มีเวลาไม่มากนัก จะต้องตัดสินใจเลือกเอาทางหนึ่ง ทางเดียวเท่านั้น
ครูปกศ.เป็นหลักสูตรครูใหม่ สมัยก่อนเป็นแบบ ครู ปป.เรียน 3 ปี จบแล้วเรียนต่อครูปม.อีก 2 ปีก็จบการศึกษาชั้่นสูง ไม่มีปริญญาในสมัยนั้น
แต่หลักสูตรเก่ายกเลิก เปลี่ยนเป็นหลักสูตรใหม่ปีนี้เป็นปีแรก
ในหลักสูตรใหม๋ครู ปกศ.เรียน 2 ปี เรียกว่าปกศ. บรรจุเป็นครูให้เงินเดือนเป็นครูจัตวา
เงินเดือนต่ำกว่าครู ปป.นิดหน่อย จากนั้่นมีหลักสูตรเรียนต่ออีก 2 ปีเป็นวุฒิ ปกศ.สูง. บรรจุเป็นครูชั้นตรี

เราก็คิดตัดสินใจเลือกเรียนครู ปกศ. เพราะว่าระยะเวลาน้อย 2 ปีก็ได้ทำงาน จึงไปรายงานตัวที่กระทรวงศึกษาธิการ รับหนังสือส่งตัวไปเรียนที่จังหวัดนครราชสีมา
แล้วจึงส่งเรื่อง ส่งหลักฐานการรับทุนครู ปปช.คืนไปที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี

จบภาค 1

บันทึกต่อไปนี้เป็นภาค 2 ได้รื้อฟื้นความจำและบันทึกเมื่อปี พ.ศ.2524 แต่ได้พิมพิ์ใหม่
ในปี 2546 ในระบบคอมพิวเตอร์ บันทึกไว้ใน web site :

http://www.yakyaihost.net/forum/index.php?topic=190.0
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: ตุลาคม 03, 2010, 03:45:59 AM โดย admin »
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan
 

Free Hosting

ติดต่อโฆษณา phangan@gmail.com