My Forum

Please login or register.

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง  

ข่าว:

SMF - Just Installed!

ผู้เขียน หัวข้อ: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2  (อ่าน 12921 ครั้ง)

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:12:52 AM »
๑ สู่ดินแดนภาคอีสาน

เช้าวันที่ 12 เมษายน 2498
ณ บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ เนืองแน่นไปด้วยนักเรียนชาย-หญิงไปรอรายงานตัว ทุกคนเต็มปลื้ม ยิ้มแย้มแจ่มใส ที่รู้จักกันก็หยอกล้อกันอย่างสนิทสนม หนึ่งในจำนวนนั้นก็มี
นายประดิษฐ์ พราหมณ์มณีรวมอยู่ด้วย ทุกคนอิ่มเอิบไปด้วยความหวังและเต็มใจที่กระโดดเข้าสู่รั้วเสมาธรรมจักร เป็นพ่อพิมพ์เป็นแม่พิมพ์ของชาติด้วยความภาคภูมิใจยิ่งนัก

เราไม่รู้จักใครเลย นั่งอยู่ใกล้เพื่อนคนหนึ่งได้ทักทายกัน รู้ว่าเราจะต้องถูกส่งไปที่แห่งเดียวกัน
เขาชื่อเชิญ ม่วงเลี่ยม มาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ มีนักเรียนมาจากทั่วทุกภาคสอบเข้าเรียนครูในส่วนกลาง แต่จะส่งไปเรียนตามฝึกหัดครูที่ตั้งอยู่ต่างจังหวัดในหลายๆจังหวัด
และที่ส่งไปเรียนที่รร.ฝึกหัดครูนครราชสีมาจำนวน 30 คน ทุกคนได้ทุนหลวงซึ่งมีข้อผูกพันกันว่าเมื่อจบการศึกษาแล้วต้องเป็นครู จะออกไปทำอย่างอื่นไมได้ ถ้าจะไปต้องใช้ทุนคืน 2 เท่า
ทุนที่ได้รับปีละ 1,200 บาท ให้เป็นค่าอาหารในการเป็นนักเรียนประจำอยู่หอพักตลอดระยะเวลา 2 ปี และไม่ต้องจ่ายค่าบำรุง ไม่มีค่าเรียน ไม่มีค่าหน่วยกิต(อย่างในยุคปัจจุบัน)


และวันนี้เป็นวันที่พวกเราทุกคนมาพร้อมกัน ณ ที่นี้ เป็นการชุมนุมครั้งแรกเพื่อรายงานตัวและรับหนังสือส่งตัวเท่านั้น ไม่มีการสังสรร
ไม่มีการประชุมอะไรกันทั้งสิ้น เรารู้สึกพอใจในสถานศึกษาที่เราจะได้ไปเข้าเรียน
กลุ่มของเรามีทั้งหมด 30 คนเป็นผู้ชายล้วนที่จะต้องเข้าเรียนที่รร.ฝึกหัดครูนครราชสีมา
ทุกคนได้หนังสือส่งตัวและจะต้องไปรายงานตัวตามวันที่ระบุไว้ในหนังสือ


แล้วเราก็กลับที่พัก เขียนจดหมายรายงานให้พ่อแม่ทางบ้านทราบ ยังเหลือเวลาอีก 10 วันจึงจะถึงกำหนดวันเดินทาง ในระหว่างรอวันเดินทางเราก็เทีี่ยวสำรวจกรุงเทพไปเรื่อยๆ
ไปเยี่ยมเพื่อนฝูงตามที่ต่างๆ จนรู้จักทั่วพระนคร จนกระทั่งถึงกำหนดวันเดินทาง เราบอกคืนห้องพักกับน้านุกูลเจ้าของหอพักเที่ยงธรรม น้านุกูลรับทราบและดีใจไปกับเราด้วย
และอวยพรให้เราเดินทางด้วยความปลอดภัยและขอให้โชคดี
วันเดินทางมาถึง เราตื่นตั้งแต่ตี 4 รวบรวมของสัมภาระ กว่าจะเสร็จก็ตี 5 นั่งรถแท๊กซี่ไปสถานี
รถไฟหัวลำโพง ไปถึงก็เข้าขานชะลามองหารถไฟขบวนนครราชสีมา มีรถจอดอยู่หลายขบวน
แต่ก็หาได้ไม่นานนัก รถไฟก็จวนจะออกอยู่แล้ว ดีที่ว่าเราจองตั๋วไว้ก่อนแล้ว

ขึ้นรถไปหาที่นั่ง เห็นคุณเชิญนั่งอยู่ก่อนแล้ว มีเื่พื่อนอีกคนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่า
เวช เลียดประถม เขายื่นมือมาเพื่อแสดงการรู้จักกันครั้งแรก

"มาช้าจัง" คุณเชิญพูดเปรยๆ
"เราอยู่ฝั่งธน ไกลหน่อยจึงมาช้าไปนิด ใจไม่ค่อยดีเหมือนกัน กลัวว่าจะไม่ทัน"
"เวชล่ะ ได้ตั๋วเรียบร้อยแล้ว?"
"ครับ ได้แล้ว ต้องเข้าคิวยาวเหยียด กว่าจะได้มาก็เมื่อย แต่ก็ดี"เวชพูดค้า่งไว้
"ดียังไง" เชิญได้ยินไม่ถนัด
"คนแน่นต้องยืนเบียดกันน่ะ ที่เบียดเราข้างหลังนิ่มดี"เวชพูดไปหัวเราะไป

"ผู้โดยสารโปรดทราบ ขณะนี้เหลือเวลา 2 นาที ขบวนรถกรุงเทพ-นครราชสีมาจะออกจากสถานี ให้ผู้โดยสารขึ้นรถให้เรียบร้อย" เสียงประกาศจากทางสถานี

ครั้นแล้วสัญญาณไฟเขียวปรากฏขึ้น รถถูกกระชากอย่างแรง แล้วค่อยๆเคลื่อนช้าๆออกไปจากสถานี ค่อยเร็วขึ้น เร็วขึ้น ไม่ช้าภาพตึกรามบ้านช่องก็หายไปจากสายตา สองข้างทางกลายเป็นทุ่งนา พุ่มไม้เล็กใหญ่วิ่งไล่กันตามสายตาที่เรามองเห็น

เราสามคนนั่งคุยกันไป แต่ไม่ค่อยจะมีเรื่องคุยกันเท่าไหร่ เพราะเราต่างก็เพิ่งรู้จักกัน
รู้สึกจะสนใจข้างทางรถไฟมากกว่า เพราะเป็นของใหม่ สิ่งแปลกใหม่ๆเพิ่งจะได้พบ
เราชอบ นั่งมองอะไรๆสองข้างทาง ชิ้ให้ดูกันกับสิ่งที่เราตื่นเต้น รถไฟขบวนที่เรานั่งกันมานี้
เป็นรถไฟจริงๆตามชื่อเรียก คือหัวรถจักร์ไอน้ำ ใช้ฟืนเป็นเชื้อเพลิง ต้มน้ำให้เดือดกลายเป็นไอ
แล้วแรงดันของไอน้ำในลูกสูบดันลูกสูบให้ขับเคลื่อนไปมา ด้วยกลไกของเครื่องทำให้เปลีีีีีีี่ยนแรงขับเลื่อนไปมาให้กลายเป็นแรงหมุน ทำให้ล้อใหญ่หมุนเคลื่อนที่ไปบนรางรถไฟ
รถจอดตามสถานีรายทางไปเรื่อยๆ สามเสน บางซื่อ ดอนเมือง รังสิต เชียงราก บางปะิอิน แล้วก็อยุธยา

นึกถึงผู้หญิงเด็กสาวที่เราเคยนึกชอบ เสียงเพลงที่เธอร้องยังก้องอยู่ในความรู้สึก
"อยธยา กรุงเก่าของเราแต่ก่อน
จิตใจอาวรณ์มาเล่าสู่กันฟัง
อยุธยาแต่ก่อนนี้ยัง
สมดังเมืองเก่าของพี่น้องเหล่าพงศ์ไทย
เดี๋ยวนี้ซิเป็นเมืองเก่า
ชาวไทยแสนเศร้า
ถูกข้าศึกรุกราน
ชาวไทยหัวใจร้าวราน
ข้าศึกเผลาผลาญ แหลกลานวอดวาย"
บัดนี้เราได้มาถึงแล้ว เห็นเจดีย์เก่าเป็นยอดแหลม ประปรายตามสุมทุมพุ่มไม้ไกลๆ
เรายังไม่มีโอกาสได้ลงไปเห็นใกล้ๆ แต่เราก็ได้ผ่านแล้ว เห็นแล้วว่าเป็นเมืองเก่าจริงๆ
พอสิ้นเสียงรถจักร รถก็จอดสนิทอยู่กับที่ เสียงพ่อค้าแม่ระเบ็งเซ็งแซ่ แข่งกันร้องขาย
อาหาร
"โอเลี้ยงจ้า เลี้ยง ๆ ๆๆ"
"แข็ง ครับ แข็ง แข็งๆๆๆ"
เอ ของใครแข็ง อะไรแข็ง อ้อ น้ำแข็งเปล่า
เราซื้อข้าวแกง 1 กระทง น้ำแข็ง 1 ถุงเป็นอาหารเช้า
เรากินไป มองไป หลังสถานีเป็นที่ตั้งของเมือง อาคารร้านค้า สร้างต่อกันเป็นทิวแถว ในเมือง
พลุกพล่านไปด้วยผู้คน ถึงจะไม่เท่ากรุงเทพก็ไม่แพ้กันเท่าไหร่ ห่างไกลออกไปเห็นยอดเจดีย์
ขาดด้วน เป็นซากปรักหักพังอยู่ทั่วไป

เสียงระฆังของสถานีเตือนขึ้นแล้ว ครู่หนึ่งรถก็เคลื่อนออกจากที่อย่างช้าๆ ยังกะขี้เกียจยังงั้นแหละ ไปเถอะพี่ น้องอยากถึงนครราชสีมาเต็มทนแล้ว
พ้นสถานีอยุธยา รถผ่านทุ่งนากว้างไกลลิบๆ มองเห็นทิวไม้ชายทุ่งเล็กนิดเดียว เป็นทุ่งนาที่เตียนโล่ง ปราศจากต้นไม้ใหญ่ๆ เคยได้ยินได้ฟังมาว่า ที่นี่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของคนไทย อยุุธยาเป็นแหล่งทำนาที่กว้างใหญ่ที่สุด

"ทุ่งนาแดนนี้คงร้างไปอีกนาน
ข้าเองก็เหลือจะทาน
เพราะมันแสนสุดจะแก ้
หมดกำลังใจแล้วเรียมเอ๋ยข้าคงตายแน่
จะไถไปอีกก็กลัวแพ้
เพราะรอยมันแปรเสียแล้วเรียมเอย"

เจ้าเพื่อนทั่งสองหลับไปแล้ว แต่เราหลับไม่ลง มองนอกหน้าต่างรถ
ให้อะไรๆมันผ่านสายตาด้วยความตื่นเต้น
คิดอะไรเรื่อยเปื่อย เสียงล้อเหล็กกระทบรางกล่อมประสาทดีเหลือเกิน เหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
นครราชสีมาเป็นอย่างไรก็ยังไม่เคยเห็นมาก่อนเลย ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง เสียงรถไฟดังคล้ายๆยังงี้แหละ
การได้นั่งเงียบๆนานๆอย่างนี้เราชอบอยู่แล้ว ไม่อยากให้ใครมากวนใจ
ก็เลยไม่อยากปลุกเพื่อนมาเป็นที่รบกวนความคิด
ใจมันอยากเป็นโน่นเป็นนี่ แต่เป็นไม่ได้ ก็ต้องฝันเอาก็ยังดี
ไม่แน่นะ ฝันอาจจะเป็นจริงได้สักวันหนึ่ง

การที่เราเลือกเร ียนครู ปกศ.ครั้งนี้ถูกต้องแล้วหรือ ดีแน่แล้วหรือ คิดอีกทีก็ยังเสียดายร.ร.เพาะช่าง
เสียดายโอกาสที่เราสละไป สอบคัดเลือกก็ได้ ทุนเรียนก็ได้ แล้วทำไมต้องสละ
เรียนอยู่ในกรุงเทพก็ดีแล้ว ทำไม ทำไมเราจะต้องเผ่นมาเรียนที่บ้านนอก ไม่เข้าใจเลย
เป็นเพราะไม่มีที่ปรึกษา ตัดสินใจเอง
แต่ยังไงๆก็ย้อนกลับคืนไม่ได้แล้ว ต้องเดินไปข้างหน้าอย่างเดียว เอาละวะ เป็นไรก็เป็นกัน
ก่อนที่จะประกาศผลการสอบคัดเลือกครู ปกศ.นั้น เราได้รับจดหมายจากคุณครูพิญญู หิรัญกาญจน์
ครูใหญ่โรงเรียนอำนวยวิทยา บอกให้เราไปรับทุนครู ปปช.จากจังหวัดซึ่งมีอยู่ 2 ทุน และมีเพื่อนเราคนหนึ่ง
ชื่อการัญ ศรีสมัยไปรับทุนด้วยกัน และในครั้งนั้นยังไม่มีใครขันอาสาไปรับเลย
วันนั้นเรากับพ่อไปหาุครูใหญ่ขอใบนำตัวไปแสดงต่อศึกษาธิการจังหวัด แล้วเราก็รีบเดินทางไปบ้านดอนทันที
ได้พบท่านศึกษาธิการจังหวัด ท่านให้การต้องรับเป็นอันดี และดูเหมือนท่านก็ดีใจที่มีนักเรียนไปรับทุนในครั้งนี้
กรอกแบบฟอร์มในหนังสือสัญญารับทุนเสร็จ พ่อลงนามในฐานะผู้ปกครอง เราจึงได้หนังสือนำตัวไปแสดงต่อทาง
โรงเรียนเพาะช่างต่อไป
แต่แล้วก็ต้องคืนคำ ต้องส่งหนังสือสัญญาคืนจังหวัด เพราะเราตัดสินใจเลือกเอาทางครูปกศ.
และขณะนี้กำลังเดินทางไปรายงานตัวทีีเมืองท้าวย่าโม


ถึงสถานีชุมทางบ้านพาชี รถหยุดเติมฟืนเติมน้ำ ใช้เวลาในราวครึ่งชั่วโมง
เสียงอีกทึกจอแจดังขึ้นอีกทันทีที่รถจอด
ที่นี่ได้ชื่อว่าเป็นสถานีชุมทาง (junction) แยกเป็น 2 ทางคือไปสายเหนือกับสายตะวันออกเฉียงเหนือ
จากนี้ก็มุ่งสู่จังหวัดสระบุรี ความคิดเราก็สะดุดยุติเมื่อรถจอดที่สถานีสระบุรีเพราะถึงเวลาอาหารกลางวัน
เจ้าเพื่อนก็ตื่นขึ้นมา หาซื้ออาหารกลางวันจากข้างรถ มีอาหารเครื่องดื่มหลายอย่างให้เลือก
ชาวสระบุรีล้วนมีน้ำใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส
สระบุรีเป็นจังหวัดที่ 3 แล้วนะ ในเส้นทางที่เราผ่าน เมืองนี้ก็มั่งคั่งอีกเมืองหนึ่ง มองเห็นถนนหลายสายในเมือง ยวดยานพาหนะและ
ผู้คนเดินไปมาขวักไขว่
รถออกแล้ว ม้าเหล็กควบทะยานผ่านเมืองมาไม่นานก็ถึงทุ่งนา พ้นที่ราบเรียบมีป่าละเมาะอยู่ประปราย
มองเห็นทิวเขาเขียวอยู่ห่างไกล
แล้วก็จอดอีกครั้งที่สถานีชุมทางแก่งคอย ที่จะแยกเป็น 2 ทาง
ทางสายบัวใหญ่ไปขอนแก่นและสายอุบลราชธานี
แก่งคอยเป็นอำเภออุตสาหกรรมที่สำคัญของจังหวัดสระบุรี แก่งคอยแฝงตัวอยู่ในหุบเขาลำเนาๆไพร พื้นที่เต็มไปด้วยป่าและเขาสูงๆต่ำอยู่ทั่วไป
รถจอดเติมฟืนเติมน้ำอีกครั้ง เรื่องฟืนนี่ขาดไม่ได้เลย จะต้องจัดฟืน ตัดไว้เป็นท่อนๆ
กองไว้ในบริเวณสถานีรถไฟ เพราะรถไฟเปลืองฟืนมาก พนักงานต้องคอยเติมฟืนอยู่ตลอดเวลาจะปล่อยให้ไฟมอดหรือไฟดับไม่ได้เลย
ในยุคนี้ยุคสมัยที่กำลังเขียนอยู่นี้รถไฟที่ว่านี้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว
เพราะป่าไม้เมืองไทยหมดไปก็เพราะเอามาทำฟืนให้รถไฟนี่แหละ
รถออกจากแก่งคอย ผ่านป่า เขา เลาะเลี้ยวไปตามสันเขา
อีกด้านหนึ่งจะเป็นเหวลึก ทางรถไฟช่วงนี้จะมีการเลี้ยวโค้งบ่อยมาก จากหน้าต่างที่เรานั่งอยู่เป็นโบกี้หน้าสุด
เมื่อมองไปข้างหลังจะเห็นท้ายขบวนโค้งไปตามแนวรางรถไฟ สวยงามน่าดูจริงๆครับ
พื้นที่บางแห่งสูงชัน ก่อนออกจากแก่คอยต้องเพิ่มหัวรถจักรอีก 1 คัน เพราะหัวรถจักรคันเดียวไม่สามารถลากจูงโบกี้ผู้โดยสารทั้งหมดขึ้นไปได้
รถผ่านสถานีมวกเหล็ก อ่านว่ามวกเหล็ก ไม่ใช่หมวกที่ทำด้วยเหล็ก แต่คำว่ามวกเหล็กหมายถึงต้นไม้ชนิดหนึ่งใช้เป็นยาสมุนไพร

จากนั้นพื้นที่กลายเป็นที่ราบ สองข้างเป็นป่า ที่เรียกว่าดงพญาเย็น สมัยก่อนเรียกว่าดงพญาไฟ
เต็มไปด้วยภูติผีปิศาจ(เขาเล่ากัน) ใครๆเข้าไปแล้วไม่เคยออกมา ตายเรียบ เป็นป่าที่น่ากลัว เต็มไปด้วยสัตว์ร้ายและไข้ป่า
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นดงพญาเย็น มีคนเข้าจับจองทำไร่ เข้าอยู่อาศัยได้แล้ว
มองเห็นเป็นไร่ข้าวโพดกว้างไกลสุดตา(ตอนนี้ไม่มีไฟ มีแต่ความร่มเย็น)

และแล้วก็มาถึงสถานีปากช่อง ที่นี่เป็นเมืองที่ตั้งอยู่กลางป่า เป็นเมืองหน้าด่านอันเปรียบเสมือน
ประตูทางเข้าสู่ดินแดนภาคอีสาน ทีี่นี่มีอาหารขายข้างรถมากหลากหลายชนิด มีแปลกอย่างหนึ่งที่เราไม่เคยลิ้มชิมรสมาก่อน แม้ค้าที่นี่เรียกว่าส้มตำ
มะละกอสับซอยเป็นชิ้นเล็กตำกับพริกขึ้หนูสด มีเครื่องปรุงอะไรบ้างเราไม่รู้ แต่เราสามคนลองซื้อมากิน รู้สึกเผ็ดนิดหน่อยแต่ก็อร่อยดี กินกับผักบุ้ง ผักกาด ยอดกะถิน

จากปากช่อง ผ่านสีคิ้ว สูงเนินแล้วก็เข้าสู่ตัวเมืองนครราชสีมาเมื่อเวลา 17.00น.
นี่หรือเมืองโคราช

ถึงโคราชสมใจที่ใฝ่ฝัน       เร่งคืนวันอยากเห็นเป็นไฉน
ท้าวสุรนาีรีที่ใครใคร         ยกย่องให้เป็นวีระกษัตรีย์

ลงจากรถทันใดจิตใจหวั่น    นี่ตัวฉันอยู่ไำหนไม่สุขี
ยืนหันรีหันขวางกลางสถานี   เราจะลีลาไปอย่างไรกัน

ผู้คนมากหลากหลายไม่รู้จัก   ไม่ทายทักกับใครรีบผายผัน
หิ้วกระเป่ากับเื่พื่อนจรจรัล      รีบชวนกันหารถบทจร   

สถานีใหญ่โตแสนโอ่อ่า
ราชสีมานามเด่นเป็นนุสรณ์
เป็นชุมทางแยกไปสายอุดร
ที่นี่นครราชสีมาเมืองย่าโม


สถานีรถไฟใหญ่กว้างใหญ่ มีรถไฟจอดอยู่หลายขบวน ผู้คนอึงคะนึงเนืองแน่น
เป็นสถานีชุมทางอีกแห่งหนึ่ง ทางรถไฟแยกออกเป็นสองทาง
สายอุดร หนองคายและสายอุบลราชธานี
เรากับเพื่อนสองคนลงจากรถ ไปทางไหนกันละเนี้ยะ
เราชวนกันเดินออกทางด้านหลังสถานีรถไฟ เห็นสามล้อจอดอยู่หลายคัน
นั่นไง ที่พึ่งสุดท้ายของเรา เดินตรงไปหา คนขับสามล้อรีบตรงเข้ามาแย่งกระเป๋า ช่วยถือให้ เราบอกให้ไปส่งที่โรงเรียนฝึกหัดครู ตกลงราคากันแล้วก็ออกเดินทาง
สารถีถีบสามล้อไปเรื่อยๆ ผ่านอาคารร้านค้า มาถึงประตูเมือง รู้ภายหลังว่าประตูชุมพล
หน้าประตูมีรูปปั้นคุณหญิงโมหรือท้าวสุรนารี ไม่ต้องมีใครบอกเราก็รู้จัก เคยอ่านเคยเรียนมาแล้วจากหนังสือเรียนว่า คุณหญิงโมรวบรวมผู้หญิงออกต่อสู้ข้าศึกที่ยกมายึดเมืองนครราชสีมา


ย่าโมจ๋า หลานตัวน้อยนี้กำลังจะมาขอพักอาศัย ขอพึ่งบุญบารมีและขอเป็นหลานย่าโมด้วย
รถลอดใต้ซุ้มประตูเมืองไปตามถนนตรงดิ่งไปข้างหน้า ในที่สุดก็พ้นเขตเมือง ไปตามถนนสุรนารายณ์ ไม่ไกลจากเมืองนัก เรามองเห็นทิวสนล้อลมอยู่เรียงราย เห็นอาคารเป็นเรือนไม้สองชั้้นตั้งเด่น นั่นแหละคือตึกอำนวยการของโรงเรียน
มีป้ายบอกหน้าถนนทางเข้า "โรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมา"
ถึงแล้วครับ
รถเลี้ยวเข้าไปส่งเราหน้าตึกอำนวยการ เราสามคนเดินไปที่อาคารที่พักของอาจารย์ใหญ่

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:17:31 AM »
วันรายงานตัว
นักเรียนรร.ฝึกหัดครูนครราชสีมา

อาจารย์อรรถ วิวัฒน์ สุนทรพงศ์ คืออาจารย์ใหญ่ของสถานศึกษาแห่งนี้ ท่านให้การต้อนรับเราด้วยอัธยาศรัยไมตรีอย่างดีเยี่ยม ท่านเป็นผู้ชายวัยกลางคน หน้าตาอิ่มเอิบ ยิ้มแย้มกับเรา ถามถึงการเดินทาง และนอกจากท่านแล้ว ยังมีอาจารย์ผู้ชายอีกคนหนึ่งค่อนข้างสูงวัยหน่อย คืออาจารย์สรร อินทุเวส เป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองคอยต้อนรับด้วย
เรามอบหนังสือนำตัวที่ได้รับมาจากกระทรวงศึกษาธิการให้ท่าน
เย็นมากแล้ว ใกล้ค่ำ ท่านสั่งให้คนงานรับเราไปเข้าที่พัก เบิกเครื่องนอนหมอนมุ้งให้
แล้วไปรับประทานอาหารเย็นทีี่โรงอาหาร ทางครัวได้จัดอาหารไว้พร้อมแล้ว เนื่องจากวันนี้เป็นวันที่นักเรียนทุกคนจะต้องเดินทางเข้ามารายงานตัว เราสามคนได้เข้าประจำที่เรือนนอน 2

เหนื่อยแล้วจ้า ขอนอนก่อน พรุ่งนี้ตื่นขึ้นมีเรี่ยวมีแรงดีกว่านี้จะได้เล่าต่อนะครับ


๒ ป.กศ.ปี 1

เริ่มแล้ว ปีการศึกษา 2498 ตอนนี้เราอายุ 19 ปี เราได้รายงานตัวเป็นนักเรียนของโรงเรียนฝึกหัดครูนครราชสีมาแล้ว แปลว่าปีนี้ ตั้งแต่นี้ต่อไปเราจะต้องเรีนนที่นี่ ในชั้นฝึกหัดครู ปกศ.ปีที่ 1 ห้อง ก เป็นสถานศึกษาประเภทสหศึกษา นักเรียนชายหญิงเรียนด้่วยกัน ทำกิจกรรมร่วมก้ันตามหลักสูตร 2 ปี และคืนนี้เราประจำที่เรือนนอนที่ 2

รุ่งขึ้นวันใหม่ ณ เรือนนอน 2
คืนนี้เป็นคืนแรก มีนักเรียนมารายงานยังไม่ครบ มีมาเพียง 4-5 คน เรากับเพื่อนๆตื่นนอนเก็บมุ้งเก็บที่นอนแล้วออกไปล้างหน้าสีฟันที่สระน้ำ ทางด้านตะวันออกของหอนอน ใช้ถังตักน้ำขึ้นมาจากสระน้ำ ล้างหน้า สีฟัน สบู่ยาสีฟัน ถังน้ำ
ต้องหาซื้อไว้เป็นของใช้ส่วนตัว
ทำธุรกิจส่วนตัวเสร็จเราก็ไปรอรับประทานอาหารที่โรงอาหาร มีคนครัวจัดทำอาหาร 3 มื้อ เช้า-กลางวัน-และมื้อเย็น
วันนี้มีนักเรียนทะยอยเข้ามารายงานตลอดทั้งวัน จนเกือบครบแล้ว และเหลืออีกวันเดียวก็จะ
ถึงวันเปิดเรียนภาคแรก
หลังอาหารเช้า ยังไม่มีการเรียนและยังไม่มีกิจกรรมใดๆ ให้นักเรียนไปพัก ัผ่อนตามอัธยาศรัย
เราจึงถือโอกาสสำรวจบริเวณรอบๆ โรงเรียนมีบริเวณกว้างขวางมาก ด้านหน้าติดถนน
สุรนารายณ์ ด้านหลังไปจดคลองลำตะคอง มีอาคารตึกอำนวยการ หรืออาคารเรียน มี 2 ชั้น
ห้องหน้ามุขเป็นห้องอาจารย์ใหญ่และห้องพักครู ที่เหลือก็คือห้องเรียน ด้านเหนือของอาคารเรียนมีหอนอน 1 หลัง ด้านตะวันออกมีหอนอนกลาง 1 หลัง เลี้ยวไปตามถนนไปยังลำตะคองมีหอนอนอีก 2หลัง มีบ้านพักครูราว 10 หลังกระจายอยู่ทั่วไป มีโรงอาหาร 1 โรงใกล้ๆกับอาคารเรียน โรงยิม หรือห้องพลศึกษา 1 หลัง อาคารโรงเรียนสาธิตชั้นประถมอีก 1 หลัง พื้นที่อันกว้า่งใหญ่
จึงเป็นที่ว่าง มีสนามกีฬาขนาดใหญ่หน้าอาคารเรียน
เรือนนอนทั้ง 3 หลังสร้างแบบเดียวกัน คือเป็นเรือนไม้ชั้นเดียว ใต้ถุงสูง บริเวณใต้อาคารเป็นที่พักผ่อน เป็นที่เรียนส่วนตัวและเป็นที่ประชุมเป็นที่สวดมนต์ก่อนนอนของสมาชิกในหอนอน มีโต๊ะเขียนหนังสือเล็กๆให้นักเรียนคนละตัว หากุญแจมาล๊อกเอาเอง
ชั้นบนเป็นห้องโถงและเป็นที่พักนอนของนักเรียน มีเตียง 3 แถว รวม 90 เตียง แต่ละเตียงจะมีตู้เก็บสัมภาระส่วนตัว ห้องเล็กที่มุมทั้งสองด้านเป็นห้องพักของประธานและรองประธานหอนอน
ประธานและรองประธานคัดเลือกมาจากนักเรียนรุ่นอาวุโสสูงสุด
สำหรับปีนี้พวกพี่ที่สูงสุดเป็นนักเรียนครูปป.ปีที่ 3 แล้วมีครูปป.ปีที่ 2 ส่วนพวกเราครูป.กศ.เป็นหลักสูตรใหม่และเป็นน้องเล็กที่สุดในโรงเรียน

ลำตะคองที่ไหลผ่านโรงเรียน ไม่มีสิ่งปลูกสร้าง ไม่มีบ้านเรือน มีลักษณะเป็นป่าริมคลอง เราชอบสถานที่ตรงบริเวณนี้มาก ในวันหยุดเราและเพื่อนๆจะมานั่งพักผ่อน ดูหนังสือ ตรงริมฝั่งคลองใต้โคนต้นไม้ ร่มเย็นดีมาก ตอนเย็นเราแก้ผ้าอาบน้ำำกันที่นี่ น้ำก็ไม่ลึกเกินไปแค่คอ บางแห่งท่วมศีรษะ น้ำใสไหลเย็นเห็นตัวปลา แหวกว่ายปทุมาอยู่ไหวๆ

ถนนสุรนารายณ์หน้าโรงเรียนเป็นถนนเชื่อมระหว่างเมืองกับอำเภอ และต่อไปยังจังหวัดอื่นๆ
มีรถสองแถววิ่งผ่านระหว่างเมืองกับตำบลจอหอ
จอหอเป็นชุมชนใหญ่แห่งหนึ่ง ห่างไปจากโรงเรียนราว 3 กม. มีตลาดร้านค้า มีโรงงานทอกระสอบป่านขนาดใหญ่ มีคนงานเป็นร้อยๆคน กระสอบป่านทีใช้บรรจุข้าวสารและข้าวเปลือกทำที่นี่แหละครับ
ด้านหน้าโรงเรียนมีต้นสนเป็นทิวแถว มองเห็นเป็นพุ่มโบกสะบัดไปตามสายลม
รอบๆอาคารมีต้นตะโกอยู่เรียงราย เราขนานนามสถานที่แห่งนี้ว่าทุ่งตะโกราย หรือดงสนงาม
พีนธุ์ไม้ดอกประดับที่ทำให้รำลึกได้เสมอก็คือ ชงโค ยามใดที่ดอกชงโคบานก็แปลว่าเราสอบไล่ปลายปีแล้ว
สุดเขตด้านเหนือเป็นป่าละเมาะต่อด้วยทุ่งนา ต่อไปอีกไม่ไกลนักก็คือวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ทางด้านตะวันออกเป็นที่ตั้งของกองพลาธิการตำรวจเมืองนครราชสีมา ถัดไปก็ติดลำตะคอง เป็นชื่อที่ชาวบ้านแถนนั้นเรียกขานกัน ตำบลตรงนี้คือ ตำบลหมื่นไวย


16 พฤษภาคม 2498 เป็นวันแรกของปีการศึกษา ภาคแรก วันนี้มีการปฐมนิเทศก์นักเรียนใหม่ ก็คือพวกเรานี่แหละ นักเรียนทั้งหมดประชุมกันที่โรงอาหาร อาจารย์ใหญ่ให้โอวาท (เป็นประธาน) มีการแนะนำให้รู้จักอาจารย์ทั้งหมด ต่อจากนั้นอาจารย์สรร อาจารย์ฝ่ายปกครอง ขึ้นมาแนะนำข้อปฏิบัติตามระเบียบของโรงเรียน มีตารางกิจกรรมตลอด 24 ชั่วโมง
ซึ่งนักเรียนทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

ต่อไปนี้เป็นตารางกิจกรรมในวันหนึ่งๆ ดงสนงามรำลึก
05.30 น.
แก๊ง แก๊ง แก๊ง ๆๆๆ เสียงระฆังปลุกดังกังวาลไปทั่วบริเวณหอพัก
ตื่น ตื่น ลุกไปล้างหน้า เร็ว แล้วลงไปข้างล่างหยิบมีด จอบ เสียมไปด้วย
เฮ้ย ไม่รู้ว่าปลุกหาพระแสงอะไร
โต้ง คืนนี้กันฝันไม่ดีหว่ะ
ฝันว่าไง
ยังคุยกันอยู่อีก
วันนี้เวร 3 ทำความสะอาดหอนอน นอกจากนั้นลงไปข้างล่าง นายไปทำส้วมนะ ว้า
06.30 น.
นายโป๋ ทำไมไม่ถางหญ้า มีดหายครับ
งั้นไปเก็บเศษกระดาษ

07.00 น.
ไหน ขออาบน้ำด้วยคนซิ
กันไม่ได้อาบน้ำมา 2 อาทิตย์แล้วหว่ะ
มิน่าเล่า ... เหม็นสาบ
เหลิง.... ทำไมอาบน้ำแบบน้ำล่ะ
เขาเรียกว่าชุดเช็ดเมทธอดโว้ย
07.30 น.
อย่าแซงคิวซิ
ขอโทษวันนี้มีธุระด่วน ขอคิวแรกนะ
โอ้ย แกงแตงอีกแล้ว
ไหนส่งน้ำปลามานี่สิ
เออ เจอทับพีหักอีกแล้ว
08.30 น.
ห้อง 2 ค.เข้าแถวให้ตรงๆ หน่อย
อย่าคุยในแถว
นายเผือกล้อชื่อพ่อผมครับ
ธงขึ้น ทั้งหมด ต้ง
ประเทศไทย รวมเลือดเนื้อ ชาติ......
ทำไมเอามืออุดจมูกเวลาร้องเพลงล่ะ
นายหมานปล่อยแกสออกมาครับ
.......ชโย
บอกเข้าห้องได้
แก๊ง ๆๆ ไหว้พระ
ผมเป็นคริสต์ครับ
อรหังสัมมา
เงียบ อย่าคุยกัน อาจารย์เข้าห้องแล้ว
ทั้งหมด ต้ง
สวัสดีครับ-ค่ะ
นายทันไปล้างหน้า หนีเที่ยวดึกใช่ไหม นั่งหลับแต่เช้า
แอ๋ว ทำไมไม่ทำการบ้านมา
อ้า..... หนู

11.30 น.
กินข้าวเที่ยง
ให้นักเรียนหญิงคิวแรกนะ
เอ้อ ถาดหมด นายไปเอาไป๊
รัตน์ ฝากถาดด้วยนะ
ม่าย.... ช่วยตัวเองซีพรรคพวก
พี่รัตนคะ หนูฝากถาดด้วยค่ะ
เอาซีครับกี่ถาดก็ได้
12.30 น.
ชั่วโมงนี้อะไร
เลคเช่อรเศรษฐศาสตร์
นายบุ้ง ลุกขึ้น ทำท่าจะง่วงนะ
คร๊าบ .... ขอนอนหน่อยนะครับ
ยืนขาเดียว คาบไม้บรรทัด
........
กรุฟ 2 เข้าค้นคว้าห้องสมุด นอกนั้นเข้าแลปวิทยาศาสตร์
ราญ ... เธอไปตรวจบนหอนอนซิ
ใครหนีไปนอนบ้าง
13.30 น.
เฮ้ย ตุ่ย หมดเวลาเรียนแล้ว ตื่นๆๆ
..... เหลอ...
14.00 น.
ปรี๊ดๆๆๆ วันนี้มี รด.เหลอ
ผม .... นักศึกษาวิชาทหาร....
นักศึกษามาฝึก..... นาย ครับ.
ทำไมไม่แต่งเครื่องแบบ
ผมซักครับ
ขออนุญาตพักครับ
ทำไม
ปวดท้องครับ
15.30 น.
เอ้า เลิกแถว
ไชโย
วันนี้มีของหวานหว่ะ
ว้า.... ข้าวเหนียวเปียก
17.00 น.
ไปเดินเล่นกันเถอะ
ไม่.... รำวงดีกว่า
เอ้า ตีวงเข้ามา วันเพ็ญ เดือนสิบสอง...
18.00น.
พรุ่งนี้มีการบ้านไหม
มี
คุณเสร็จหรือยัง
เสร็จ จะทำไม
ขอลอกมั่งนะ .
21.00 น.
แดบ
มาครับ
แดงจ๋อย
มาครั บ
ใครขานชื่อ 2 ครั้ง
..................
ประธานครับ นายชัยขึ้นไปนอนครับ
วิ่งรอบสนาม 2 รอบ
อรหัง สัมมา
ข่าว วอ .... ชาโย
22.00 น.
ดับไฟนอนได้
ใครขว้่างรองเท้ามาทางนี้วะ
.........
เงียบ ใครยังคุยกันอยู่นั้น
นายสิทธิชวนผมไปเทียวครับประธาน
ผมเปล่า......
ครอกฟี้...... ครอกฟี้.....
ว้า นอนไม่หลับ ใครเข็นรถบนเตียงโว้ย
นายฟูครับ
เงียบ เงียบ และเงียบต่อไป

มิตรรักเอย
เรามากันคนละที่ เหมือนน้ำพริกมะขามอ่อน

รายการประจำวันข้างบนนี้คัดลอกมาจากหนังสืออนุสรณ์ ฝค.นม.2500

มะขามอ่อน เด็ดมาจากต้นมะขาม พริกขี้หนุจากต้นพริกเล็กๆ กระเทียมซื้อจากร้านขายของชำ กะปิก็ซื้อมา กะปิก็คือกุ้งตำกับเกลือหมักให้เข้าที่ น้ำปลาได้จากเนื้อปลาตัวเล็กๆหมักกับเกลือ น้ำตาลจากต้นตาลที่ยืนต้นโบกใบพลิ้วไปตามลม
เอาสิ่งเหล่านี้มารวมกันในครก โขลกหรือตำให้เข้ากัน ตอนแรกตำพริกขี้หนูกับกระเทียมก่อน
ใส่มะขามอ่อนลงไปแล้วก็โขลกต่อไปอีกจนเนื้อแหลกเข้ากันดีแล้ว เติมกระปิ น้ำตาล น้ำปลา
ลงไปโขลกให้เข้ากันแล้วลองชิมรส มีเปรี้ยว เค็ม เผ็ดและหวานนิดหน่อย เราก็ได้น้ำพริกมะขามอ่อน ซึ่งส่วนประกอบมาจากถิ่นที่ต่างๆกัน


เหมือนพวกเราในขณะนี้แหละครับ
สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้เรารำลึกถึงกันอยู่เสมอ เราเคยร่วมทำกิจกรรมด้วยกัน 2 ปีเต็ม กินข้าวกระทะเดียวกัน นอนหอนอนเดียวกัน เรียนในสถานศึกษาเดียวกัน มีครูอาจารย์ร่วมกัน
เมื่อถึงคราวจากกัน เราจะอาลัยอาวณ์สักแค่ไหน
กิจวัตรประจำวันจะดำเนินไปตามตารางนี้ทุกวัน เว้นเสาร์-อาทิตย์ โรงเรียนอนุญาตให้ออกนอกบริเวณให้ตามอัธยาศรัย และยกเว้นไม่ต้องสวดมนต์ก่อนนอน
แต่ต้องกลับเข้าหอพักก่อน 21.00 น.
ก่อนนอนในวันปกตินักเรียนทุกคนมาพร้อม
กันที่ห้องประชุมใต้อาคารหอนอนเพื่อสวดมนต์ไหว้พระ
และมีการเช็คชื่อทุกครั้ง เมื่อถึงเวลานอนทุกคนต้องขึ้นนอน ตื่นนอนพร้อมกันและทำกิจกรรมร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตจิตใจของนักเรียนประจำหล่อหลอมเข้าด้วยกัน ทุกคนจะมีความรักใคร่เสมือนพี่น้อง ให้การเคารพนับถือในอาวุโส รุ่นพี่เป็นพี่ รุ่นน้องเป็นน้อง
เราในฐานะน้องเล็ก จะมีพี่เลี้ยงที่รักใคร่สนิทกัน ตัวหนุ่ยเองมีพี่ปี 3 ชื่อพีสุภีร์ และพี่ปี 2 ชื่อพี่บุรินทร์ พี่ทั้งสองจะคอยดูแล เอาใจใส่เป็นพิเศษ เจ็บไข้ได้ป่วยต้องเป็นธุระให้แทนอาจารย์ฝ่ายปกครองอีกทางหนึ่ง
พี่ทั้งสองเรารักมาก วันที่พี่สุภีร์จบการศึกษาไปก่อน เขาจากไป เราร้องไห้โฮ อย่างไม่อายใครเลย พี่แกเข้ามากอด ปลอบใจเราว่า ไม่เป็นไรน่า เดี๋ยวไม่นานเราก็จะได้เจอกันที่กรุงเทพ พี่สุภีร์ เป็นคนจังหวัดชัยภูมิ เป็นนักเรียนครูปป.รุ่นรองสุดท้าย
และเราเป็นรุ่นน้องที่ต่อจากเขาแต่ได้เปลี่ยนหลักสูตรใหม่เป็นครู ป.กศ.

ทุกเช้าออกกำลังกาย ทำกายบริหารหรือทำงานโยธา งานโยธาคืองานขุดดินดายหญ้า ทำสวนครัวปลูกผักในแปลงเกษตร เสร็จแล้วจึงกลับหอพัก อาบน้ำแต่งตัวเตรียมเข้าเรียน
ทุกคนพร้อมกันที่โรงอาหาร จัดอาหารไว้เป็นโต๊ะแบบโต๊ะจีน โต๊ะละ 5-6 คน ทุกคนต้องมีอาวุธส่วนตัวคือช้อนซ่อม แก้วน้ำ โต๊ะไหนมีสมาชิกเข้านั่งครบก็ลงมือได้ ใครจะนั่งกินตรงไหนกับใครก็ได้ ปีนี้นักเรียนหญิงยังพักอยู่ข้างนอก ก็ต้องรีบมาให้ทันอาหารเช้าที่โรงเรียน

อาหารเช้าส่วนใหญ่จะเป็นข้าวต้ม เช่นข้าวต้มหมู ปลา กุ้ง ไก่ บางวันก็เป็นข้าวต้มมีกับข้าว

เวลา 8.30 น. เข้าแถว เชิญธงชาติสู่เสาและเข้าเรียนเป็นชั่วโมงแรก เราเป็นนักเรียนปีที่ 1 ห้อง ก. นักเรียนรุ่นใหม่ในลักสูตรใหม่มีทั้งหมด 5 ห้อง คือ ห้อง ก ข ค ง และ จ รวมทั้งหมด
150 คน อาจารย์ประจำชั้นของเราขื่อ อาจารย์สุมาลัย มหาสันทนะ
หยุดพักกลางวันเวลา 11.30 น. รับประทานอาหารกลางวันพร้อมกันที่โรงอาหาร ทางโรงเรียนจัดหาอาหารให้วันละ 3 มื้อโดยใช้เงินทุนที่นักเรียนทุกสอบได้ทุนปีละ 1,200 บาท ไม่มีอาหารขายในโรงเรียน
นอกจากขนมกินจุกกินจิกเล้กๆน้อยๆมีขายที่บ้านภารโรง ทุกวันเราไม่มีทางจ่ายเงิน
นอกจากวันเสาร์-อาทิตย์เราได้ออกเที่ยวโลกภายนอก


นักเรียนทุกคนต้องมีสมบัติส่วนตัวเช่น ถังน้ำ สบู่ ยาสีฟัน แก้วน้ำ ช้อนซ่อม และมีดโต้ 1 เล่ม
มีดโต้นี้ใช้ทำงานโยธา แบบออกกำลังกายตอนเช้า ทุกคนซักผ้าเองและต้องมีเตารีด ต้องเป็นเตาถ่าน ห้ามใช้เตาไฟฟ้า สมัยนั้นเริ่มมีเตารีดไฟฟ้าแล้ว หรือจ้างภารโรงซักก็ได้
เสื้อ กางเกงตัวละ 1บาท ซักรีดให้ด้วย
ปีแรกที่เราเข้าหอพัก ยังไม่มีน้ำประปา ต้องอาบซักล้างที่สระน้ำ ด้านหลังตึกอำนวยการ
เป็นสระน้ำกว้าง พอสมควร ต้องใช้ถังตักขึ้นมาอาบ ห้ามลงไปในสระน้ำเป็นเด็ดขาด แต่เราชอบไปอาบในลำตะคองใกล้เรือนนอน 1 มากกว่า น้ำใส ไหลเย็นๆ ไม่ลึก ว่ายน้ำได้ด้วย
บางวันไปนอนแช่ในน้ำนานๆ
หน้าหอนอนแต่ละหลังมีสวนดอกไม้ปลุกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดอกไม้สีสวยงามบานสะพรั่่งในยามเช้า นักเรียนเปลี่ยนเวรกันทำความสะอาดบริเวณหอนอน พื้นห้องมีการลงเทียนขัดเป็นเงาวับ
ห้ามสวมรองเท้าเดินบนหอนอนอย่างเด็ดขา
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:20:58 AM »
รับน้องใหม่และไหว้ครู  พฤษภาคม 2498

สัปดาห์ที่ 2 วันพฤหัสโรงเรียนจัดทำพิธีไหว้ครูและต้อนรับน้องใหม่
วันนี้รู้สึกสดชื่น จะมีงานต้อนรับน้องใหม่ ก็พวกเรานี่แหละที่เป็นน้องใหม่ มีพี่ใหญ่คือปป.ปี 3
กับพี่รอง ครูปป.ปี 2 วันนี้ยกเว้นไม่มีงานโยธา เราตื่นกันแต่เช้า เพื่อเตรียมตัวเข้าพิธีสำคัญ
แต่งเครื่องแบบนักเรียน ผู้ชายกางเกงขาสั้นสีดำ เสื้อเชิ้ตสีขาว เข็มขัดตราโรงเรียน เข็มกลัดเป็นตราเสมากลัดเสื้อด้วย นักเรียนหญิงกระโปรงจีบสีดำ เสื้อสีขาวมีปกคอ กระดุมตราโรงเรียน มีเข็มขัดและเข็มกลัดเช่นเดียวกับนักเรียนชาย
สถานที่ ทำซุ้ม ทำที่ต้องรับเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อวาน น้องใหม่ชายหญิง (ไม่มีพี่หญิง เพราะรุ่นพี่เป็นชายล้วน โรงเรียนเพิ่งจะรับนักเรียนหญิงปีนี้เป็นปีแรก น้องใหม่ไปตั้งแถวที่ถนนหน้าทางเข้าโรงเรียน ตั้งแถวเรียงตามห้อง ก ข ค ง จ รวม 5 ห้อง
เดินเข้าประตูทางด้านทิศใต้ จะต้องเดินเข้าทางมหาวิบาก คือต้องผ่านกิ่งสนที่ปักสะำไว้หนาแน่น
ต้องลอดไปตามช่องแคบๆ แสนจะลำบาก และต้องผ่านไปได้ทีละคน พอโผล่ไปก็พบแถวของพี่ๆ คอยกลัดเข็มกลัดให้ เข็มกลัดมีกิ่งสนเล็กๆผูกด้วยริบบิ้นสีต่างๆ
เราประนมมือไหว้พี่ๆด้วยความอบอุ่นใจ เบิกบานใจเหลือที่จะกล่าว เสมือนพี่น้องครอบครัวเดียวกัน เราน้องๆเกิดความประทัับใจ และภูมิใจที่ได้เข้าสังกัดในรั้วเสมา จนแทบหลั่งน้ำตาด้วยความปลาบปลื้ม
พิธีต่อไป การไหว้ครู ก็เป็นพิธีเก่าๆ ที่เคยทำมาแล้วในโรงเรียนมัธยม ขึ้นต้นด้วย

ปาเจรา จริยา โหนติ คุนุตะรา นุสาสะกา

ข้าขอประนตน้อมสักการ
บูรพคณาจารย์
ผู้กอบเกิดประโยชน์ศึกษา
อีกทั้งท่านผู้ประสาทวิชา
อบรมจริยา
แก่ข้าในกาลปัจจุบัน
ข้าขอเคารพอภิวัน
ระลึกคุณอนันต์
ด้วยใจนิยมบูชา
ด้วยเดชกตเวทีตา
อีกวิริยะพา
ปัญญาให้เกิดแตกฉาน
ศึกษาสำเร็จทุกประการ
อายุ ยืนนาน
อยู่ในศีลธรรมอันดี
ให้ได้เป็นเกียรติเป็นศรี
ประโยชน์ทวี
แก่ชาติและประเทศไทยเทอญ


ปัญญาวุฒิ กะเรเตเต ทินโนวาเท นะมามิหัง
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


เวลาผ่านไป ยิ่งนานวันเราก็สนิทสนมมากขึ้น เรียนรู้นิสัยกันและกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย ผ่อนปรน
สามัคคี กลมเกลียว ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกันแม้แต่น้อยนิด ไม่มีการเห็นแก่ตัว ช่วยเหลือกันตามแ่ต่โอกาสพึงมี อาณาจักรน้อยๆนี้จึงเต็มเปี่ยมไปด้วยไออุ่นแห่งความรักสมัครสมานสามัคคีเป็นอันดี
เรามีเื่พื่อนที่สนิทสนมเป็นพิเศษที่ชอบไปไหนต่อไหนกันไม่ขาดก็มี ถุงเงิน แสงจันทร์ ล้อม พูนกระโทก บุญโฮม บุญที เชิญ ม่วงเลี่ยม ส่วนพี่ปี 3 พี่ถนอม ศิริเสา พี่สุภีร์ จำนงชอบ
พี่ปี 2 ได้แก่พี่บุรินทร์ จรัญยานนท์ พี่ประจักษ์ เชื้อโชติ

ตัวเรานี้อยู่ชั้น ป.กศ.1 ก. มีอาจารย์สุมาลัยเป็นอาจารย์ประจำชั้น อาจารย์ผู้เปี่ยมด้วยน้ำใจ
คอยดูแล เฝ้าอบรมให้เราเป็นคนดี เป็นครูที่ดีในอนาคต ให้คำแนะนำตักเตือนถ้าเราทำผิด โดยเฉพาะภาษาพูดของเราติดสำเนียงปักษ์ใต้อยู่มาก และมักจะพูดไม่ค่อยถูกกาละเทศะ
อาจารย์ก็คอยบอก


มีวันหนึ่ง อาจารย์สุมาลัยพูดอะไรกับเรา เราฟังไม่ทันได้ฟัง ก็จะถามซ้ำ"หา" พูดสวนขึ้นทันทีที่อาจารย์พูดจบ
"ไม่เอา ไม่พูดอย่างนั้น ไม่สุภาพ ไม่เพราะเลยรู้ไหม" อาจารย์ว่า
เรายิ้มแหยๆ ไม่โต้ตอบ อาจารย์ก็พูดต่อ
"เธอต้องพูดว่า อะไรนะครับ หรือไม่ก็ ผมไม่เข้าใจที่อาจารย์พูดครับ"

เรายอมรับว่า เราพูดเพราะความเคยชิน ไม่ได้ตั้งใจที่จะพูดแบบนั้น และตั้งแต่นั้นมาเราก็จดจำไว้ ไม่ปรากฏคำพูดดังกล่าวออกมาอีกเลย ไม่ว่ากับใคร
วันหนึ่ง ขณะที่รับประทานอาหารเช้า อาจารย์อนงค์ตรวจเวรโรงอาหาร มาหยุดที่เรา มองเรายิ้มๆ มองดูที่จานข้าวของเรา ชี้ไปที่จานข้าวซึ่งเราทานไปบ้างแล้ว มีแหว่งอยุ่นิดหน่อย
"เธอต้องทานตรงนี้ก่อน" ท่านชี้ไปจานข้าวด้านที่ติดกับตัวเรา แต่เราตักกินตามเรื่องไม่เคยรู้ว่าจะต้องกินด้านไหนก่อน แต่วันนั้นเรากินด้านที่ตรงข้ามกัน
เราก็ได้แต่ตอบในใจว่า "ขอบคุณครับ"

และมีอีกหลายอย่าง
ทั้งนั้นและทั้งนี้อาจารย์ท่านเมตตาเราก็เพราะเห็นว่าเราพลัดถิ่นมาไกลแสนไกล
จากจังหวัดสุราษฎร์ธานีแต่ดันมาเรียนที่นครราชสีมา
นักเรียนทุกคนในห้องนี้คัดเลือกมาจากจังหวัดต่างๆในภาคอีสาน มีจากปักษ์ใต้ 5คนเท่านั้น
(5 คนได้แก่ ประดิษฐ์ รอบ จรัล วิสิฎษ์ เจี้ยง มาจากส่วนกลาง คือสอบคัดเลือกจากกรุงเทพ)
นอกจากอบรมจริยามรรยาทแล้ว ในเรื่องส่วนตัวท่านก็เข้มงวด จดหมายถึงเราทุกฉบับท่านจะเปิดอ่าน(censure) มีจดหมายฉบับหนึ่งเป็นจดหมายจากผู้หญิง
เป็นทำนองจดหมายรัก ท่านเรียกไปว่าเลย อย่าริรักในวัยเรียน เดี๋ยวจะเสียการเรียน """"


บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #3 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:22:55 AM »
๓ เกิดเหตุร้ายที่บ้านท่าฉาง

เดือนสิงหาคม 2498


หนึ่งเทอมผ่านไปด้วยความเรียบร้อย ตัวเรามีสุขภาพสมบูรณ์เต็มที่ กินได้นอนหลับ
อ้วนเป็นหมูตอนอย่างที่เพื่อนบางคนว่า ตัวก็เตี้่ยม้อต้อ ไม่หล่อเลยสักนิด
และมีปมด้อยอย่างแรง คือภาษาพูด เราพูดติดภาษาใต้ พูดไม่ชัด เวลาอภิปรายหน้าชั้น เพื่อนๆได้ฮาเฮกันบ่อย เพราะขันภาษาที่เราพูด และเราก็ไม่รู้ตัวด้วย กว่าจะพูดได้ชัดต้องใช้เวลา 2-3 ปีเชีียวหละ(ตอนที่บันทึกนี้ แก่แล้ว กลับตรงข้ามคือพูดใต้ไม่ชัด ไม่ค่อยกล้าพูดกับใครๆที่เป็นคนใต้ด้วยกัน)

อีกไม่กี่วันก็จะปิดเทอมต้น 1 เดือน(สิงหาคม 2498)

ทางโรงเรียนอนุญาตให้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ผู้ปกครองได้
โดยออกหนังสือเดินทางไปกลับ ลดค่าโดยสารรถไฟกึ่งหนึ่ง
ดีใจเอ้ย ดีใจจริง ได้กลับบ้านแล้ว ปิดเทอมแล้ว วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่เราจะอยู่ในหอนอนได้
ทุกคนต้องออกไปจากหอพัก แต่ก็มียกเว้นถ้าใครมีความประสงค์จะอยู่ต่อ แต่ต้องรับอนุญาตจากอาจารย์ฝ่ายปกครองก่อน และต้องรับผิดชอบตัวเอง ต้องไปหากินเองข้างนอก โรงเรียนไม่มีการเลี้ยงในระหว่างปิดเทอม

รร.ปิดเทอม นักเรียนกัลภูมิลำเนาเยี่ยมพ่อแม่
เดือนสิงหาคม 2498

วันเดินทางคืนนี้จึงเกิดโกลาหล อลหม่าน คุยกันแซดไปหมด เตรียมจัดเสื้อผ้าบรรจุกระเป๋าเดินทาง พรุ่งนี้จะต้องออกเดินทางแต่เช้า ดังนั้นพอตี 5 ทุกคนพร้อม และค่อยๆทะยอยออกจากที่พักไปจนหมดสิ้น มีรถจากกองพลาธิการตำรวจบริการส่งพวก
เราไปที่สถานีรถไฟนครราชสีมา ที่นี่เป็นสถานีชุมทางแยกเป็น 3 สาย คือนครราชสีมา-อุบลราชธานี นครราชสีมา-หนองคาย และนครราชสีมา-กรุงเทพ พวกเรามาถึงสถานีก็ไปเข้าแถวซื้อตั๋วแบบลดครึ่งราคา เราซื้อตั๋วเข้ากรุงเทพ ต้องนั่งแกร่วในรถจากเช้าถึงเย็นก็จะถึงกรุงเทพ ต้องนอนพักค้างที่โรงแรมใกล้สถานีหัวลำโพง
ถึงเย็นพรุ่งนี้จึงจะได้นั่งรถไปท่าฉางได้


มาเปิดฉากที่บ้านไร่ปรง ต.เขาถ่าน อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี
เรามาปรากฏตััว ณ ถิ่นกำเนิด การมาครั้งนี้เป็นการกลับมาพักผ่อน 30 วันเพราะการปิด
ภาคเรียน เราหลงระเริงกับการเที่ยวเตร่ ไม่รู้เลยว่าการกลับมาครั้งนี้ได้สร้างความอัปยศอดสู
ไม่ใช่ 30 วันแห่งความสุข แต่เป็น 30 วันที่เฉียดคุกเฉียดตะราง เป็นเหตการณ์ที่คาดไม่ถึง
เมื่อคิดย้อนหลังที่ไรก็ยังเกิดความหวาดเสียวไม่วาย
มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
ยังดีอยู่ที่มีผู้ใหญ่คอยปกป้อง ด้วยความที่เราเคยเป็นเด็กที่มีความประพฤติดี
เราจึงคลาดแคล้วไปอย่างหวุดหวิด


ใช้เวลา 2 วันในการเดินทางถึงท่าฉาง ก็ดีใจที่ได้พบพ่อแม่และน้อง แต่ไม่ได้พบพี่ ช่วงนั้นพี่ชายไปทำงานเป็นช่างตัดผมที่สุไหงโกล๊อค จ.นราธิวาสได้เดือนกว่าแล้ว เราใช้เวลา
ที่อยู่ที่บ้านไปพบปะเพื่อนฝูง โดยเฉพาะเด็กสาวๆที่เคยคบหากันมาแต่ก่อน ปุกปีนี้เรียน ม.4
ละไม ห้อม ไม่ได้เรียน มีชื่อทวีอีกคนหนึ่งเรียนอยู่ ม.4 ห้องเดียวกันกับปุก ก็เป็นเพื่อนสนิท
ไมตรีก็อีกคนหนึ่งที่เราอยากพบ แต่มาครั้งนี้ไม่ได้พบ ได้ข่าวว่าย้ายไปเรียนทีีอื่น แต่ไม่รู้ว่าที่ไหน

ห้อม คนที่บ้านอยู่ใกล้กัน เป็นเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน เช้าๆเขาจะนำมะพร้าวหรือไม่ก็ผักในสวนไปขายที่ตลาด เราจะไปคอยดักพบแล้วเดินคุยกันในตอนกลับบ้าน รู้สึกว่าห้อมก็มีใจกับเราด้วย แต่ก็ตามประสาเด็กๆวัยรุ่น
วันหนึ่ง เราเดินคุยกับห้อมตอนขากลับจากตลาดท่าฉาง ไม่ได้ระแวงภัยเลยแม้แต่น้อย
เพราะคิดเอาเองว่าครอบครัวเราทั้งสองก็เป็นญาติกัน แม่เขาก็มีศักดิ์เป็นป้า ชื่อป้าสมนึก
แต่พ่อเป็นคนจีน เป็นเตี่ย นามสกุลแซ่หลี มีพี่ชาย 3 คน คนโตชื่อแป๊ะ ถัดมาชื่อซุ่นหลี ถัดมาอีกชื่อจำนง ส่วนห้อมเป็นลูกสาวคนที่ 4 ยังมีน้องสาวเล็กอีกคนหนึ่ง
วันนี้เราไม่ได้แวะที่บ้านห้อม เดินเลยไปก็จะกลับไปบ้าน ก็มีเสียงเรียก เป็นเสียงของพี่ซุ่นหลี
"ดิษฐ์ กลับมาก่อน มีจดหมายจากเจ้าชม" เจ้าชมก็คือพี่ชายที่ไปทำงานตัดผมที่สุไหงโกล๊อค
เสียงเรียกทำให้เราหยุดชะงัก เดินย้อนกลับ
จึงเดินข้ามสะพานไปหาเขา
ทันทีที่ไปถึง นายซุ่นหลีจ้องเขม็ง ตาเขียวปั้ดแสดงประสงค์ร้ายเต็มที่ เราตกตะลึง ยืนตัวแข็ง
"มึงไปทำอะไรที่สถานีทุกวัน" เสียงขู่ตะคอกพร้อมกับลั่นหมัดต่อยปังเข้าที่ใบหน้าเราอย่างแรง เราเซหน้าหัน ตรงเข้ามาจะเตะซ้ำ กะเอาให้ตายคาที่ แม่ของเขา(ป้าสมนึก)ลงมาขวางไว้ก่อนที่เหตุการณ์จะเลวร้ายมากขึ้น
สาเหตุเกิดจากนายปรีชา ลูกชายคนเล็กของลุงแหยงป้าอิ่ม เป็นผู้ยุยง ใส่ร้ายให้พี่ซุ่นหลีโกรธเคืองว่า เราไปทำมิดีมิร้ายกับน้องสาว ที่จริงก็ไม่มีอะไรกันเลย เราพูดคุยกัน คบหากันเป็นธรรมดาเหมือนคนทั่วๆไป
ป้านึกไล่ให้เรากลับบ้าน พอเราหันหลังเดินกลับ พี่หลีแกชักมีดออกมา ปาดแขนตัวเองจนเลือดโชก ร้องตะโกนลั่น
"ดิษฐ์ แทง ดิษฐ์แทง" วิ่งหายไป เรารู้ทีหลังว่าเขาไปแจ้งความกำนัน
เรากลับไปถึงบ้าน พ่อแม่ตกใจ เอ นี่เขาจะเอายังไงนี่ กำนันจะมาจับเรา หาว่าเราทำร้ายร่างกายไหมนี่
ถ้าเป็นจริง เราก็จะถูกจับ แล้วการเรียนของเราจะเรียนอย่างไร

เราก็ใจไม่ดี พ่อจึงปรึกษากับพี่นึก ที่เป็นผู้ใหญ่ที่น่าจะช่วยได้อีกคน ปรึกษากันแล้วก็ตกลงว่าเราควรไปแจ้งความที่โรงพัก หมายถึงสถานีตำรวจ ชิงแจ้งความก่อน
ดังนั้นพ่อจึงพาเราเข้าไปที่อำเภอ สังเกตุเห็นพ่อถือมีดปลายแหลมไปด้วยเล่มหนึ่ง แต่แอบซ่อนไว้ เราเดินไปได้หน่อยหนึ่ง ก็มีนายจำนง เดินตามมาห่างๆ ในมือถือมีดปลายแหลมเล่มหนึ่ง ไม่พูดไม่จาอะไร เราก็ไม่ทักถามเหมือนกัน
ความจริงนายจำนงกับเราก็เป็นคนชอบพอกัน จบป.4มาด้วยกัน แต่เขาไม่ได้เรียนต่อ คงอยู่กับบ้าน งานการก็ไม่มีทำ ในยามเด็กเราเล่นกันสนุกสนาน ไม่เคยทะเลาะชกต่อยกันบางครั้งเราผลัดกันปั้มน้ำจนออก
แต่พอโตขึ้นมา ตอนนี้ห่างเหินกันไป พอเกิดมีเรื่องมีราวอย่างนี้ เขาจะคิดอย่างไร เราเดาใจเขาไม่ออก

ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรท่าฉาง

พอไปถึงอำเภอ เราก็ตรงเข้าพบครูใหญ่ คุณครูพิญญู หิรัญกาญจน์เล่าเรืองให้ฟังโดยตลอด ครูใหญ่บอกว่า
ไม่เป็นไร เดี๋ยวเราไปพบผู้กำกับสถานีตำรวจ แจ้งความไว้ก่อน กำนันก็ทำอะไรไม่ได้ ผู้กำกับสน.ท่าฉางก็ใจดี ยิ้มกับเราบอกว่า เขาเอาผิดอะไรเราไม่ได้หรอก เพราะฝ่ายเราไม่ได้ทำอย่างที่เขากล่าวหา ตำรวจเชื่อฝ่ายเราอย่างสนิทใจ และเชื่อว่าเขาคงไม่กล้าปั้นเรื่องขึ้นมาฟ้องร้องเราได้ และโดยเฉพาะนายซุ่นหลีเป็นคนที่หมายจับของตำรวจอยู่แล้ว ในข้อหาอันธพาล เกะกะเกเร
เราก็กลับบ้านด้วยความสบายใจขึ้น นายจำนงคอยอยู่ที่ีไหนก็ไม่รู้ พอเราเดินกลับบ้านก็ เดินตามเรามาอีก เดินตามกันมาจนเรามาถึงบ้าน เขาก็แยกเข้าบ้าน คิดว่าคงไปเล่าสู่กันฟัง
นายซุ่นหลีก็คงกลัวความผิดเหมือนกัน เพราะผ่านมาหลายวันก็ไม่เห็นจะมีเรื่องอะไร เงียบกันไปเฉย ๆ ทางเราก็ไม่ติดใจเอาความ เพียงแต่ไปแจ้งความป้องกันไว้เท่านั้นเอง

สะเดาะเคราะห์

รุ่งอีกวัน แม่คิดไปว่าเหตุที่เกิดเพราะเป็นเพราะเรามีเคราะห์ จำเป็นต้องทำพิธีสะเดาะเคราะห์ตามความเชื่อ ในหมู่บ้านมีคนที่ทำพิธีกรรมได้อยู่คนหนึ่งชื่อลุงเครือ เป็นที่นับหน้าถือตาของคนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี แม่ทำขนมโค ขนมต้มแดง ต้มขาว มีกล้้วย อ้อย เหล้าเป็นเครื่องสังเวยต่อเทพเจ้า เอาแป้งมาปั้นเป็นหุ่นตัวแทนของเรา วางในลงในถาด
หมอลุงเครือก็ทำพิธีโอมอ่านคาถามหามนต์ ประพรมน้ำมนต์ให้แก่เรา ให้อยู่ดีมีสุข คลาดแคล้วจากทุกขภัย ทุกขโรคจงทุกประการเทอญ

เดินทางกลับสถานศึกษา

ข้าพเจ้าเดินทางกลับสถานศึกษาก่อนกำหนดเนื่องจาก
เกิดเหตุการณ์ไม่สู้จะดีนัก โรงเรียนยังไม่เปิด แต่เราอยู่ไปก็ไม่สบายใจ เราลาพ่อแม่ออกเดินทางเข้ากรุงเทพ โดยขบวนรถด่วน จากสถานีท่าฉางไปกรุงเทพ ครั้งนี้มีผู้ไปส่งเพียง 4-5 คนเพราะไม่มีใครสนใจ นั่งรถนานมากเกือบ 10 ชั่วโมงกว่าจะถึงกรุงเทพ เรียกว่านั่งรถนานจนน่าเบื่อ พักค้างคืนที่โรงแรมแถวหัวลำโพง 1 คืน โรงแรมนี้อยู่ใกล้สถานีจึงมีผู้คนพลุกพล่านแต่เราไม่สนใจ ล๊อกประตูแล้วออกไปหารับประทานอาหาร
มาคราวนี้ไม่มีกะจิตกะใจที่จะไปเยี่ยมเยียนใครในกรุงเทพ รุ่งเช้านั่งรถไฟต่อไปนครราชสีมา
และแล้วก็ได้กลับคืนสู่แดนสนงามหรือทุ่งตะโกรายอีกครั้ง ทิ้่งความหวาดหวั่นพรั่นพรึงไว้เบื้องหลัง เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ยากที่จะลืมเลือน คงเป็นตราบาปประทับใจไปนานแสนนาน

กิจวัตรประจำวันของชางหอนอน
ทุกเย็นวันศุกร์ เราสมาชิกหอนอนจะส่งบัญชีเบิกเงินที่อาจารย์สรร อินทุเวส อาจารย์ผู้ปกครอง
โดยประธานเรือนนอนจะเป็นผู้รวบรวมสมุดเบิกเงินสำหรับใช้จ่ายในวันเพระและวันอาทิตย์ ซึ่งทางโรงเรียนอนุญาตให้ออกนอกบริเวณได้ตามอัธยาศรัย
เรื่องการเงินทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนเก็บเงินไว้กับตนเอง จะต้องนำเงินฝากไว้กับอาจารย์ฝ่ายปกครอง ถ้ามีธนานัติจากบ้าน ทางฝ่ายปกครองจะเป็นผู้ไปรับเงิน โดยนักเรียนเซ็นชื่อมอบอำนาจหรือมอบฉันทะในการเบิกเงินให้ แล้วให้เบิกเงินใช้ตามความจำเป็น

ข้าพเจ้ากับเพื่อนสนิท ถุงเงินกับล้อม มักจะออกไปด้วยกัน ก็ไำม่ได้ไปไหนไกลๆหรอกไม่เคยเที่ยวตามซ่อง วนเวียนอยู่ตามโรงหนัง เรามักจะแต่งเครื่องแบบทหารรักษาดินแดน (รด) เพื่อจะได้ซื้อตั่๋วดูหนังแบบครึ่งราคา แล้วก็แวะซื้อของใช้ ร้านขาประจำคือร้าน เทียมเส็ง
มีลูกสาวสวยขายของหน้าร้าน เราติดใจกันเหลือเกิน

ช่วงนี้เงินจะหมดเปลืองไปทางซื้อหนังสือนวนิยายเรื่อง เล็บครุฑ ของพนมเทียน ติดกันงอมแงมทั่วบ้านทั่วเมือง พิมพ์เป็นเล่มแบบ ป๊อกเก็ตบุค ราคาเล่มละ 3 บาท
พิมพ์ออกจำหน่ายเดือนละ 1 เล่ม เราติดตามซื้ออ่านทุกเดือน นอกจากนี้เราและพวกเราคลั่งเพลงกันมาก เพลงของนริศ อารีย์กำลังเป็นที่นิยมกัน
เพลงที่ออกใหม่ๆเราหัดร้องในหอก่อนนอนใครร้องได้ก็มาต่อกัน เป็นที่ครึกครื้น เรายอมลงทุนซื้อสมุดปกแข็งอย่างดีมาคัดลอกเนื้อเพลงที่ชื่นชอบ แต่แล้วเพื่อนคนหนึ่งยืมไปแล้วไปวางทิ้งที่ไหนก็ไม่รู้ หาไม่เจอ โกรธเพื่อนคนนี้ไม่พูดด้วยหลายวันทีเดียว

วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ร้อนไปฝนกำลังจะมาเยือน เสียงฟ้าร้องคำรามกระหื่มมาแ่ต่ไกลๆสายฝนกระหน่ำมากับลมพายุ น้ำเจิ่งนองทั่วไป
ตกกลางคืน เรานั่งอ่านหนังสือที่โต๊ะใต้เรือนนอน นั่งทำการบ้าน มีแมงดาบินมาตกข้างๆ โต๊ะจับได้ตั้งหลายตัว เพื่อนๆเอาไปดองน้ำปลา เวลาอาหารเราแอบตุนข้าวไว้ เอามาแบ่งกันกินตอนกลางคืนกับน้ำปลาแมงดา อร่อยจังเลยหละ

หมดหน้าฝนเข้าหน้าหนาว
ใกล้ปีใหม่อีกแล้ว หนาวนี้เป็นหนาวแรกที่เราหนุ่มปักษ์ใต้เคยได้เจอะเจอ อูย มันหนาวเข้าในกระดูกเชียวหละ ซ้ำลมก็พัดแรงด้วย เราไม่เคยหนาวอย่างนี้มาก่อน มันหนาวจนสั่น ใส่เสื้อกัันหนาวอย่างหนาแล้วก็ไม่หายหนาว หนุ่มปักษ์ใต้อย่างเราไม่เคยมาก่อน
มีอาจารย์บ้างก็พานักเรียนไปนั่งเรียนในสนามหญ้าท่ามกลางแสงแดด จะได้คลายหนาวลงบ้าง แหงนหน้าดูท้องฟ้าหน้าหนาว มันช่างสะอาดสะอ้านอะไรปานนั้น ท้องฟ้าสีครามสดใส เกลี้ยงโล่งไปรอบทิศทาง ไม่มีแม้แต่ปุยเมฆสักนิดเดียว

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #4 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:26:20 AM »
ขึ้นปีใหม่ 2499 หวัดดีปีใหม่แล้ว ขอไทยจงแคล้วปวงภัย

เดือนมกราคม 2499

หนาวก็หมดไปในที่สุด อากาศอบอุ่นเข้ามาแทนที่ ดอกชงโคเริ่มแตกดอกออกช่อบานชูช่อล้อลมอยู่ไสว กลีบดอกร่วงโรยลงสู่พื้น ทำให้บริเวณมีสีสรร นิมิตรหมายว่าการสอบไล่เริ่มขึ้นแล้ว ทุกคนต่างก็ท่องบ่นสรรพตำราวิทยาการเพื่อการสอบไล่อย่างเต็มที่ ไม่ได้ใส่ใจต่อธรรมชาติที่แสนสวยรอบกาย

ปลายเดือนกุมภาพันธ์การสอบไล่ก็เสร็จสิ้น และหลังการสอบพวกเราก็จะได้รับการปลดปล่อยให้กลับคืนสู่ภูมิลำเนาอีกครั้ง และครั้งนี้ปิดนานตลอดเวลา 3 เดือน เปืดเทอมหน้าเราก็ได้เลือนขึ้นเรียนชั้น ปกศ ปีที่ 2

ทัศนศึกษา 9 จังหวัด

เดือนมีนาคม 2499

ปีนี้ทางโรงเรียนจัดให้มีทัศนศึกษาแบบสมัครใจ คือใครจะไปก็ได้ ทางโรงเรียนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เราคนหนึ่งหละที่สมัคร โครงการไปครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมระหว่างปิดภาคเรียน ครั้งนี้่จัดทัวร์ 9 จังหวัด ก่อนหน้านี้ก็จัดไปศึกษาชุมชนอยู่แล้วเป็นประจำ มีวิชาหนึ่งที่จะต้องไปสำรวจชุมชนใกล้ๆ
มีอาจารย์ควบคุมดูแลอย่างใกล้ชิด ได้พาไปพบหัวหน้าชุมชนเช่น ผู้่ใหญ่บ้าน กำนันเป็นต้น
แต่ครั้งนี้ไปไกลและหลายวันด้วย

จัดรถบัสขนาดใหญ่ 2 คัน นักเรียน ราว 200 คน อาจารย์ 5 คน เช้าวันออกเดินทาง บ้างก็เตรียมตัวกลับบ้าน บ้างก็เตรียมตัวไปทัศนศึกษา ดูเป็นที่โกลาหลทีเดียว เสียงเรียกหากัน เสียงคุยกันแซดไปฟังไม่ได้สรรพ

พวกเรากลุ่มทัศนศึกษาขึ้นรถกันพร้อมแล้ว รถก็เคลื่อนออกจากโรงเรียน ณ บัดนั้น
เสียงคุยกัน ร้องเพลงกัน หยอกล้อกันไปอย่างร่าเริงและสนุกสนาน รถออกมาครู่หนึ่ง ก็มีเข้าห่อแจกคนและห่อเป็นอาหารเช้า มีข้าวเหนียวเนื้อย่าง บางคนได้ปลา บางคนได้ไก่
ไม่ซ้ำกัน แต่เราทุกคนก็อร่อยอิ่มหนำสำราญเพราะเริ่มหิวแล้ว รถออกจากโคราช ผ่านสีคิ้ว ปากช่อง สระบุรี
ถึงอยุธยาในตอนเย็น เราเข้าไปพักที่โรงเรียนฝึกหัดครูพระนครศรีอยุธยา ก็เราพวกเดียวกันเราก็พึ่งพาอาศัยกันได้ มีอาหารพร้อม เราไม่รู้ว่าบริการจากใคร
เพราะตอนนั้นเราเด็กๆ ไม่ค่อยจะใส่ใจ อาจารย์พาไปไหนเราก็ไปตาม
คืนนั้นพวกเราหลับสนิทเพราะความเหนื่ื่อยเมื่อยหล้าที่จะต้องนั่งแกร่วบนรถมาทั้งวัน

รุ่งเช้า เที่ยวชมโบราณสถาน ซากเจดีย์ที่ปรักหักพัง วัดมงคลบพิตรที่ถูกข้าศึกเผาทำลาย เหลือแต่เสาและพระพุุทธรูป นั่งกรำแดดกรำฝนมาแรมปี จนบัดนี้ก็ยังไม่มีหลังคา นี่คืออยุธยา
เมื่องเก่าของเราแต่ก่อน เมืองที่เราเคยร้องเพลงในตอนเด็ก บัดนี้ได้มาเยือน ได้่มายืนอยู่ท่ามกลางปราสาทราชวังที่เหลือไว้แต่ซากกำแพง โผล่ให้เห็นอยู่ทั่วบริเวณอันกว้างขวาง ไม่มีบ้านเรือนในละแวกนี้เลย เพราะทางการต้องการอนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถาน
เป็นมรดกโลกชิ้นหนึ่งที่คนไทยทุกคนพากภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

พวกเราได้ชื่นชมและดื่มด่ำในโบราณสถานตามที่ได้ร่ำเรียนมาจนพอสมควรแก่เวลาแล้ว
เราก็อำลาอาจารย์และเพื่อนนักศึกษาฝึกหัดครูพระนครศรีอยุธยา ออกเดินทางต่อไป
จุดหมายปลายทาง กรุงเทพมหานคร
ถึงกรุงเทพเราเข้าพักที่ฝึกหัดครูสวนสุนันทา 1 คืน ได้เข้าไปเที่ยวชมพระมหาราชวัง สนามหลวง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จากนั้นก็เดินทางต่อไปยังจังหวัดนครปฐม ได้เวลาค่ำอีก
เราก็หาที่พัก ก็ไม่พ้นฝึกหัดครูนครปฐมด้วยเราเป็นสายพันธุ์เดียวกัน เรามาเยือนในฐานะเป็นแขก ชาวฝึกหัดครูนครปฐมก็ยินดีต้อนรับ ให้ที่พัก เลี้ยงอาหารอย่างอิ่มหนำสำราญไม่แพ้ฝค.อื่นๆ ชมโบราณสถานของจังหวัดนครปฐมอันมีพระปฐมเจดีย์อันสูงส่ง มีประวัติพระยากงพระยาพานที่เกี่ยวกับประวัติของการสร้างเจดีย์อันยิ่งใหญ่นี้

ต่อจากนครปฐมก็เข้าจังหวัดราชบุรี อันเป็นเมืองใหญ่อีกแห่งหนึ่ง แต่เราไม่ได้พักแรมคืนที่นี่
เพียงแต่ได้แวะลงเที่ยวชมเมือง แวะวังโบราณบนเขาใหญ่กลางเมืองราชบุรี จนบ่ายคล้อย
เราก็ออกเดินทางต่อ

เป้าหมายอันดับต่อไปคือจังหวัดเพชรบุรี เป็นแหล่งให้ความรู้่ด้านประวัติศาสตร์
มีโบราณสถานมากมายของจังหวัดเพชรบุรี คืนนี้เราได้พักค้างแรมที่ฝึกหัดครูเพชรบุรี
1คืนรุ่งเช้าเดินทางไปยังจังหวัดประจวบ
คีรีขันธ์อันเป็นแหล่งสุดท้ายของการเดินทางในครั้งนี้

ข้าพเจ้าขอแยกตัวออกจากกลุ่มเมื่อไปถึงจังหวัดประจวบคีีรีขันธ์ เพราะเข้ามาใกล้บ้านท่าฉางชองเราแล้ว จากนั้นเราก็ขึ้นรถไฟไปชุมพรแล้วต่อไปยังท่าฉาง
และก็เดินทางถึงบ้านไร่ปรงโดยสวัสดิภาพ ทันทีที่ไปถึงก็ได้ข่าวนายซุ่นหลี ถูกจับในข้อหา
ฆ่าคนตาย คนที่ถูกฆ่าเป็นใครไม่ได้จำ นายซุ่นหลีถูกส่งเข้าคุกบางขวาง นนทบุรี ถูกจำคุก
20 ปี ข้าพเจ้าไม่มีความคิดและไม่ขอวิจารณ์ใดๆในเรื่องนี้ กรรมุนาวัตตะติโลโก ใช่เปล่า




บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #5 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:28:05 AM »
๕ ป.กศ.ปี 2

ปีการศึกษาใหม่แล้วจ้าเดือนมิถุนายน พ.ศ.2499
พวกเรากลับมายังทุ่งตะโกรายพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
และในปีนี้เีราก็ได้เลื่อนขึ้นเรียนชั้น ปกศ ปีที่ 2
ขึ้นปีใหม่ มีอะไรๆเปลี่ยนแปลงไปหลายอย่าง
การจากไปของพี่ใหญ่ ครู ปป.ปี 3
เรามีน้องใหม่ ปกศ๋ รุ่้น 2 มาแล้ว เย้ เรามีน้องแล้ว มีทั้งน้องชายและน้องสาว
เรายังมีพี่ครู ปป.ปี2 ที่จะต้องเลื่อนขึ้นเป็นปี 3 ในปีนี้และเป็นพี่ใหญ่ของเรา
พี่ใหญ่เราก็ได้ชื่อว่าครู ปป.รุ่นสุดท้ายในประเทศไทย
และเราก็เป็นครู ปกศ.รุ่นแรกในประเทศไทย
เราเป็นน้องรองจ้าแต่ก็เป็นพี่ใหญ่ในสายครู ป.กศ.นะจ๊ะ

เมื่อครูปป.ที่เป็นพี่ใหญ่ของเราจากไปแล้ว หอพักก็ว่างลง
ทางโรงเรียนจึงจัดให้นักเรียนหญิงทั้งรุ่นเก่าและ
น้องใหม่ที่ยังพักอยู่ภายนอกโรงเรียน
ได้่เข้ามาอยู่ในหอพักแทน จึงยกให้เรือนนอน 3 เป็นหอพักหญิง เรือนนอนพัก 1 กับ 2 เป็นหอพักชาย และให้เรือนนอน 3 เป็นเขตหวงห้าม(เมืองลับแล)

ตัวข้าพเจ้าครูปกศ ปี 2 ย้ายไปอยู่เรือนนอน 2.
ระเบียบการอยู่หอพักก็เหมือนเดิม มีการเลือกตั้งประธานและรองประธานเรือนนอนกันใหม่
ปีนี้พวกเราครู ปกศ.เป็นปี 2 แต่จะจบพร้อมกับรุ่นพี่ครูปป. ปี 3 ในปีนี้ เราจึงจัดว่าอยู่ในฐานะ
พี่ใหญ่เหมือนกัน เพราะปีนี้เราก็เป็นปีสุดท้ายเหมือนกัน

ระเบียบโรงอาหารเปลี่ยนแปลง ปีนี้รับถาดหลุมเข้าคิวรับอาหาร แทนการนั่งโต๊ะ มีที่สำหรับใส่ข้าว หลุมกับข้าว ขนมพร้อมเสร็จในถาด เดินเข้าคิวไปรับอาหารจากคนครัวแล้วเดินไปนั่งรับประทานที่โต๊ะอาหาร
ทำให้สะดวกกว่าวิธีเดิม การล้างภาชนะก็น้อยชิ้นลง และไม่ต้องแย่งกันตักอาหารในถ้วยเดียวกัน

การจ่ายกับข้าว หมายถึงการไปซื้ออาหาร จะมีการจัดเวรนักเรียน 2 คนไปร่วมซื้อกับข้าวกับคนครัว โดยเป็นคนถือเงิน แม่ครัวจะเป็นผู้ซื้อเอง ค่าอาหารเบิกจาก
ทางโรงเรียนวันละ 400 บาท เพื่อเป็นการควบคุมแม่ครัวไม่ให้ยักยอกเงินค่าอาหาร และเงินค่า
อาหารก็คือเงินทุนที่นักเรียนได้รับมาปีละ 1,200 บาท
ปีนี้เปิดรับสมัครชมรมต่างๆ อันเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร นักเรีัยนทุกคนต้องเข้าชมรมใดชมรมหนึ่ง ข้าพเจ้าสมัครเข้าร่วมชมรมถ่ายรูป
ฝึกหัดการถ่าย ล้างฟิล์ม อัดรูป ขยายรูป และการผสมน้ำยาล้างรูปล้างฟิล์มด้วย

เปิดเรียนภาคต้น มิถุนายน 2499
การประชุมใหญ่วันเปิดเทอมต้นของปีการศึกษาใหม่ ทั้งนักเรียนเก่าและใหม่เข้าร่วมประชุม
มีการปฐมนิเทศก์นักเรียนใหม่ แนะนำ ชี้แจงโครงการใหม่ๆที่ทางโรงเรียนจัดทำ ตอนท้ายประกาศผลการเรียนของนักเรียนครู ปกศ.ในปีที่ผ่านมา
ผู้สอบได้้คะแนนสูงสุดอันดับ 1 ได้แก่ นายสุรัฐ ศิลปอนันต์
ผู้สอบได้คะแนนสูงสุดอันดีับ 2 ได้แก่ นายสำราญ สังคตะอำพน
ผู็้้สอบได้คะแนนสูงสุดอันดับ 3 ได้แก่ นายประดิษฐ์ พราหมณ์มณี

ไม่มีใครรู้อนาคต ไม่กี่ปีให้หลัง นายสุรัฐ ศิลปอนันต์ ก็เป็นดร.สุรัฐ ศิลปอนันต์และได้ดำรงตำแหน่งสูงสุด เป็นปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ส่วนนายประดิษฐ์ พราหมณ์มณีก็กลายเป็นนายสุรเชษฐ์ พราหมณ์มณี ดำรงตำแหน่งสูงสุดเป็นอาจารย์ 3 ระดับ 8 วิทยาลัยช่างกลปทุมวัน
ส่วนนายสำราญ สังคตะอำพน ข้าพเจ้าผู้บันทึกไม่ได้ข่าว ไปอย่างไรมาอย่างไร
จึงต้องขออภัยที่ไม่ได้กล่าวถึง
ผู้ที่สอบติดอันดับทั้ง 3 คนออกไปรับรางวัลจากอาจารย์ใหญ่ เราได้เป็นหนังสือ reader diges

เริ่มหัดสูบบุหรี่
ปีนี่เริ่มศักราชใหม่ ข้าพเจ้าเริ่มหัดสูบบุหรี่ โดยมีเพื่อนร่วมแก๊ง คุณบุญโฮม บุญที ไปซื้อมาแบ่งกันสูบ เห็นตัวอย่างคนอื่นเขาสูบกัน ก็อยากลองดูบ้าง ทั้งที่ก่อนหน้านี้ข้าพเจ้า
เกลียดการสูบบุหรี่ยิ่งนัก เคยพบคติเตือนใจเป็นคำคมน่าคิดน่าฟัง ก็เลยจดจำเอาไว้ เขียนปิดข้างฝาผนังเพื่อกันลืม เขาเขียนว่าดังนี้
"การสูบบุหรี่นั้นเอาเงินไปทิ้งน้ำยังจะดีกว่า เพราะเอาเงินไปทิ้งน้ำยังจะมีคนเก็บได้และนำไปใช้ประโยชน์
แต่การสูบบุหรี่นั้นเป็นการเอาเงินไปเผาไฟ มันก็ไหม้หมดไป ไม่ได้ประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น"
คติที่ว่านี้มันคงยังอยู่ที่เดิม ไม่สามารถบังคับความต้องการของเราได้ในขณะนี้
สูบครั้งแรก สำลัก ต้องดับทิ้ง ครั้งสองดีขึ้น ลองสูดเข้าไป รู้สึกมึนๆ คงจะเมายานั่นแหละ
ต่อไปก็ค่อยๆ ชิน แต่ว่าเราสองคนต้องแอบสูบ หลบๆซ่อนๆ เพราะอาจารย์เคยสั่งห้ามสูบบุหรี่เป็นเด็ดขาด
วันหนึ่ง ค่ำแล้ว เราสองคนกับบุญโฮม นั่้งสูบบุหรี่ที่ใต้ต้นสน ห่างจากอาคารเรียน
ขณะที่กำลังสูบและคุยกันอะไรต่อมิอะไร คุยกันเบาๆ ก็มีเสียงดังมาจากข้างหลัง
"ขอสูบบ้างซี"
ข้าพเจ้าตกใจ หันขวับไปข้างหลัง
อาจารย์สุพจน์ ยืนยิ้ม เรารีบดับบุหรี่ทิ้งทันที หลบตาไม่กล้ามองหน้าอาจารย์
แต่อาจารย์สุพจน์ก็ไม่ได้ว่าอะไร แค่เอามือโขกหัวเราเบาๆ2-3ทีก็เดินผ่านไป


งานท้าวสุรนารีเป็นงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ของจังหวัด เพิ่งจะครบรอบในวันนี้เราได้มีโอกาสไปเที่ยวงาน บริเวณงานเริ่มตั้งแต่ศาลากลางจังหวัด
มาถึงหน้าประตูเมืองอันเป็นที่ประดิษฐานรูปปั้นย่าโม มีงานออกร้านขายสินค้านานาชนิด
การมหรสพก็มีหมอลำ ลิเก เพลงโคราช มีจ้ำบ๊ะ 10 กว่าคณะ ปิดวิคเก็บค่าผ่านประตูเข้าไปชม
แค่บาทเดียว ให้ดูแว๊บเดียวก็ออกมา มีผู้หญิงแก้ผ้าออกเดินให้เราดู รอบเดียวก็ผ่านเข้าโรงไป ดูยังไม่เห็นอะไรเลย
"เข้าเข้าไปดูกันหน่อยไหม" เพื่อนๆชวน
"เอาซี ยังไม่เคยเห็นผู้หญิงแก้ผ้าสักที" เพื่อนคนหนึ่งคล้อยตาม
ข้าพเจ้าไม่ออกความเห็น แต่ก็ตามเข้าไปด้วย นึกว่าจ้ำบ๊ะ จะมีการเต้น มีรำเหมือนละคร แค่เดินออกจากม่านมายืนหน้าเวทีแว๊บหนึ่งก็เดินเข้าม่านไป


เพื่อนๆชวนกันเข้าดู ตื่นเต้นมากอีตอนขาออกจากโรง จ๊ะเอ๋เข้ากับอาจารย์คนหนึ่ง จำไม่ได้ว่าเป็นใคร รู้สึกจะเป็นอาจารย์เตรียม
อาจารย์มีหน้าที่คอยดูแล คุมครองลูกศิษย์ที่เข้ามาเที่ยวในงาน พวกเรารีบหลบแว๊บเข้าไป
ปะปนกับฝูงคน อาจารย์คงยังไม่ทันเห็นพวกเราหรอก
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #6 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:30:13 AM »
๖ ทัศนศึกษาที่อุบลราชธานี

ปีนี้ได้ไปทัศนศึึกษาที่จังหวัดอุบลราชธานี พักที่ฝึกหัดครูอุบลราชธานี
วันนั้นเป็นวันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม 2499
หลาย คนตื่นเตรียมตัวเดินทางกันโกลาหนทีเดียว เตรียมตัวเดินทางกลับบ้านสำหรับผูที่ไม่ไปท้ัศนศึกษา ข้าพเจ้าไม่ได้กลับเพราะสมัครไปทัศนศึกษา พอเห็นหลายคนจะกลับบ้าน ทำให้เราคิดถึงบ้านตะหงิดๆ ทีแรกว่าจะไม่ไปจึงขายตั๋วให้เพื่อนไป 40 บาท (ซื้อมา 50 บาท) แต่วินาทีสุดท้ายเกิดเปลี่ยนใจ และมีเื่พื่อนเสนอขายให้ 25บาทก็เลยตัดสินใจเลือกไปทัศนศึกษา และจะออกเดินทางวันจันทร์พรุ่งนี้
ตื่นเช้าวันเดินทางก็โกลาหนอีกครั้ง ตื่นขึ้นพร้อมกัน เสียงคุยกัน หยอกล้อกัน เอะอะเอ็ดตะโรกันไปตามเรื่อง กว่าจะรวบรวมข้าวของสัมภาระเสร็จก็นานอยู่เหมือนกัน
เช้าวันนี้ฝนตกพรำๆเสียด้วยซี ทุกคนมายืนรอหน้าตึกอำนวยการ ตำรวจพลาธิการรับปากว่าจะช่วยไปส่งที่สถานีรถไฟ แต่เกิดเหตุจำเป็นไปไม่ได้ พวกเราจึงต้องช่วยตัวเอง ไปว่าจ้างรถ ร.ส.พ.ขนพวกเราไปสถานีรถไฟได้แต่จวนเจียนจะไม่ทันรถเอาด้วย ไปถึงเราก็ขึ้นรถที่โบกี้ีที่สำรองไว้แล้ว ซื้อตั๋วล่วงหน้าไว้แล้ว
คราวนี้เราก็ได้สนกุกันอีก พวกเราพร้อมหน้ากันในโบกี้รถไฟ ร้องเพลง คุยกันสนั่นทีเดียว
อาจารย์ก็สนุกไปกับพวกเราด้วย รถไฟเคลื่อนออกจากสถานีได้ไม่นานก็มีการแจกข้าวห่อเป็นอาหารเช้า กินกันเกลี้ยงเหลือแต่ใบตอง ใบชาดเท่านั้นที่ทิ้งลงข้างทาง
รถมาถึงสถานีลำปลายมาศ เติมน้ำเติมฟืนราว 20 นาที พวกเราลงถ่ายรูปกันไว้เป็นที่ระลึก
รถผ่านสถานีต่างๆ มากมายจำไม่หวาดไม่ไหว ที่สำคัญๆเช่น บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ
และก็ถึงอุบลราชธานี ฝั่งวารินชำราบ ต้องข้ามแม่น้ำมูลจึงจะเป็นอุบลราชธานี
ลงรถไฟต่อรถ ร.ส.พ.4 คัน นำพวกเราไปที่พักที่ฝึกหัดครูอุบลราชธานี ขณะนี้ค่ำแล้ว
คืนนี้หลับสนิท เพราะเหนื่อยมาก
ตื่นเช้า รับประทานอาหารพร้อมกัน แล้วก็ขึ้นรถ จุดหมายวันนี้คือ ศอศอ ข้าพเจ้าประจำรถคันที่ 1 ไปถึงผอ.ต้อนรับเข้าห้องประชุม ชี้แจงถึงกิจการภาระกิจของที่นี่ซึ่งข้าพเจ้าไม่สนใจ จึงจำไม่ได้ว่ามีอะไรบ้าง ออกจาก ศอศอ ไปเยี่ยมโรงเรียนต่างๆ อีกหลายแห่ง
เที่ยงตรงเราไปถึงอ.พิบูลมังสาหาร มีแหล่งท่องเที่ยวที่ทุกคนรู้จักดี คือแก่งสะพือ ที่เรียกว่าแก่งสะพือ เพราะเป็นลำธารตื้น แต่กว้าง มีโขดหินก้อนโตระเกะระกะทั่วไปโผล่ขึ้นเหนือน้ำไม่สูงนัก น้ำในลำธารไหลเชี่ยวพอกระทบโขดหินมันก็สะพือ คือมันแตกกระจายเป็นฟองขาว ทั่วๆไปเป็นถานที่สวยงามตามธรรมชาติ
เดินทางผ่านโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ เป็นโรงพยาบาลโรคจิตเหมือนกับที่คลองสาน กรุงเทพ
แวะเข้าไปดูกิจการ ของโรงพยาบาลหน่อยหนึ่ง น่าสังเกตว่าอาคารแต่ละหลังมีชื่อหวานๆทั้งนั้น
จากนั้นเดินทางต่อไปยังน้ำตกแซ วนอุทยาน ระหว่างทางเป็นหุบเหวน่ากลัว แวะชมน้ำตกราว 15 นาทีก็เดินทางต่อ กลับที่พัก
รุ่้งอีกวันหนึ่ง 15 สค.2499 ชมกิจการของศอศอ ต่อดูการเพาะปลูก จากนั้นไปชมนิคมชาวญวน
ที่นี่มีบริเวณกว้างขวาง มีบ้านเรือนเป็นแถว หลายร้อยหลังคาเรือน ดูเหมือนสหประชาชาติจ่ายค่าเลี้ยงดู และมีทีให้ทำกินช่วยตัวเองได้ด้วย ผู้ควบคุมบอกว่ามีจำนวนทั้งหมด 2,000 คนเป็นพวกลี้ภัยทางการเมือง
เห็นพวกเราเดินเข้าไปเป็นกลุ่ม ยายคนหนึ่งทักพวกเราว่า
"ไปไหนกันเนาะ แต่งตัวสวยแท้ ไปเบิ่งลูกสาวบ้อ?" พวกเรายิ้มๆหัวเราะกัน สอดส่ายสายตา
หาลูกสาวอย่างแกว่าก็ไม่เห็น มีแต่หมู หมา เป็ดไก่ เดินเกลื่อนไปหมด พวกนั้นมีบ่อน้ำลึกมาก
ตักน้ำในบ่อมารดผักพืชสวนครัว หลังเล้าหมูก็มีอ่างเก็บปุ๋ย บ้านพักมุงด้วยหญ้่าคาพอกด้วยดินเหนียวหนา กั้นแดดกั้นฝนได้ดี
ออกจากนิคมญวน ต่อไปยังโรงเรียนสามัคคีวิทยากร เข้าไปในตัวเมืองผ่านสะพานเสรีประชา
ธิปไตย ข้ามแม่น้ำมูลไปยังฝั่งอ.วารินชำราบ เป็นสะพานที่ยาวมากแห่งหนึ่ง
เย็นวันนี้มีการประชุมร่วมกันกับฝค.อุบลราชธานี มีการแสดงบนนเวที ฝ่ายเรา ข้าพเจ้ากับพวกจากทางใต้ 3-4 คนร่วมกันแสดงโนราห์อีกครั้ง
กลับนครราชสีมาเมื่อวันที่ 16 สค.2499

ปิดเทอมกลางปีนี้ใครๆพากับกลับภูมิลำเนา แต่ข้าพเจ้าไม่อยากกลับ เพราะกลับไปไม่กี่วัน
ก็ต้องมาอีก เงินทองค่ารถค่าใช้จ่ายก็ไม่ค่อยจะมีี

จึงขออนุญาตทางโรงเรียนขอพักในโรงเรียนระหว่างปิดภาค ทางโรงเรียนอนุญาตให้พักที่เรือน
พยาบาล เพราะหอพักต้องปิดตามระเบียบ และเราก็ต้องหาอาหารกินเองด้วย
แต่โชคเป็นของเรา โรงเรียนใช้สถานที่อบรมครูในระหว่างปิดภาค มีครูมารับการอบรมหลายคน คิดว่าน่าจะเป็นร้อยคน และต้องให้ครูที่มาอบรมใช้ห้องสมุดของโรงเรียน ข้าพเจ้าและเพื่อนๆก็ได้ทำงานในห้องสมุด
ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 20 บาท ได้กินอาหารวันละ 3 มื้อ ก็อาหารที่เขาจัดเลี้ยงครูที่มาอบรมนั่นแหละ เราพลอยได้อานิสงค์ด้วย
งานในห้องสมุดก็ไม่มีอะไรมากนัก คอยดูแลเก็บหนังสือให้เรียบร้อยหลังจากที่ครูเข้ามาค้นคว้า
ช่วยหาหนังสือให้ แต่ตอนกินข้าวเรารู้สึกอายสาวๆ นักเรียนการช่างที่มาบริการเรื่องอาหาร
เราต้องรับประทานที่โต๊ะต่างหากจากครูที่มาอบรม เราไม่กล้าพูดกับสาวๆพวกนั้นเลย
ทนทำทนไป ไม่นานการอบรมครูก็สิ้นสุด เฮ้อ โล่งอกไปถนัดเลยหละ


และแล้วก็ถึงวันเปิดเทอมใหม่ นักเรียนกลับคืนสู่หอพัก เราก็เข้าประจำหอพักดังเดิม
เทอมใหม่ผ่านไปไม่กี่วัน ข้าพเจ้าเกิดป่วย คงจะเป็นไข้หวัด (ระหว่าง17 -24มิย.2499)ถึงต้องนอนพัก
รักษาตัวที่ห้องพยาบาลตลอดระยะเวลา 3 สัปดาห์ เพื่อนๆต้องนำอาหารมาส่งที่่ีห้องพัก เป็นไข้ ตัวร้อนจัด กินอาหารไม่ค่อยได้ อาเจียนบ่อย
อาจารย์ฝ่ายพยาบาลก็มาดูแลเป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่หมอก็ช่วยอะไรไม่ได้มากนัก อาทิตย์แรกผ่านไปอาการก็ยังไม่ดีขึ้น ให้เพื่อนๆช่วยกันพยุงขึ้นรถสามล้อเข้าเมืองไปหาหมอที่คลินิค(เชาว์โอสถ) ได้ฉีดยา ได้ยามากินด้วย เพราะลำพังยาที่ห้องพยาบาลของโรงเรียนเอาไว้ไม่อยู่ คือยัีงไม่หาย ต้องนอนซมด้วยพิษไข้ไปฉีดยาซ้ำ 2 ครั้ง ได้ยามากินด้วย ไม่ได้บอกให้ทางบ้านรู้ พอถึงสัปดาห์ที่ 3 อาการก็ค่อยดีขึ้นและก็หาย ไปเข้าเรียนได้ตามปกติ
3 สัปดาห์แห่งการป่วยเป็นไข้ ใจอยากจะกลับบ้าน
กลับได้ไง ใกล้เสียเมื่อไร
ต้องทนไปจนหายป่วย
การเรียนปีนี้ มีการออกสำรวจชุมชน เป็นการศึกษานอกสถานที่ ออกไปหาความรู้ตามหมู่บ้าน ด้วยการสำรวจหรือสัมภาษณ์จากผู้คนในหมู่บ้านก็สนุกดีเหมือนกัน
ตามหัวเรื่องที่อาจารย์กำหนดให้ กลับไปเขียนรายงานส่ง หรือไม่ก็อภิปรายหน้าชั้นเรียน วันนี้ได้เดินเข้าไปในชุมชนแห่งหนึ่ง ใกล้กับโรงเรียน ได้เห็นชาวบ้านทำเกลือสินเธาว์ ้ขาขุเ้อาดินเกลือมาละลายน้ำ ใส่กระทะเคี่ยวจนน้ำแห้ง ตกตะกอนเป็นเกลือในก้นกระทะ ลักษณะเกลือเป็นผงละเอียด สีขาวแบบขุ่นๆ

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #7 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:32:09 AM »
๗ งานฝึกสอน

ภาคต้น ปกศ ปีที่ 2 เดือนมิถุนายน 2499

ในภาคเรียนที่ 1ปกศ.ปีที่ 2 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายก็จะมีการฝึกสอน ก่อนไปก็มีการจับสลากว่าจะได้ไปสอนที่ไหน รร.ที่กำหนดให้ไปฝึกสอนก็มีรร.ราชสีมาวิทยาลัย (รร.ประจำจังหวัด) รร.สุรนารีี รร.เมืองนครราชสีมา รร.ศิริวิทยากร (รร.เอกชน)และโรงเรียนประชาบาลในเมืองอีกหลายโรง
ผลการจับสลาก ข้าพเจ้าจับได้รร.ราชสีมาวิทยาลัย เป็นรร.ประจำจังหวัดชาย ได้โรงเรียนใหญ่ แต่รุ่นพี่ๆเล่าว่าเป็นโรงเรียนทีนักเรียนแก่นแก้วที่ีสุด นักเรียนซน ครูพี่เลี้ยงเฮี้ยบ
อะไรเหล่านี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกใจฝ่อไปทีเดียว
การฝึกสอนเป็นกิจกรรมที่ตื่นเต้นที่สุดของนักเรียนฝึกหัดครู ก่อนจะจบการศึกษาก็ต้องมีการฝึกสอน ทดลองสอนกันก่อน ก่อนที่จะไปบรรจุเป็นครูอย่างแท้จริง

พวกเราครูป.กศ.ปีสุดท้ายทุกคนถอดกางเกง อ๊ะๆๆๆ อย่าเพิ่งตกใจ ไม่ได้แก้ผ้าหรอกจ้า เพียงแต่จะบอกว่าถอดกางเกงขาสั้นชุดนักเรียนออกชั่วคราว เพราะตอนนี้จะออกไปเป็นครูแล้ว
เปลี่ยนเป็นกางเกงขายาวเสื้อเชิ้ตผูกเนคไท งามสง่า กลายเป็นชายหนุ่มรูปหล่อขึ้นมาทันทีี
กลุ่มเราที่ไปสอนที่รร.ราชสีมาวิทยาลัยมีด้วยกัน 8คน จะเรีียกว่า โป้ยเซียนก็ได้ แต่งตัวหล่อเฟี้ยวเสร็จแล้ว พากันเดินออกจากหอพัก มุ่งสู่เมืองก็ไม่ไกลนัก ไม่ถึงกิโลเดินเดี๋ียวเดียวก็ถึงเมือง เข้าเมืองแล้วลัดเลาะไปตามถนนอย่างชำนาญทาง ไม่ช้าก็ถึงโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย
เข้าเขตโรงเรียน อาคารเรียนตั้งเด่นตระหง่าน นักเรียนวิ่งเล่นในสนามหญ้าหน้าโรงเรียนและ
บ้างก็นั่งรออยู่ตามม้านั่งใต้ต้นไม้ ละลานตาไปหมด นักเรียนมากจริงๆ และขณะนี้กำลังรอเข้าแถวเตรียมเคารพธงชาติ

พวกเรา สหายโป้ยเซียนทั้งหมดก็เดินแถวเข้าพบอาจารย์ใหญ่ (ขออภัยไม่เอ่ยนามเพราะจำไม่ได้)ยื่นหนังสือของโรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือ ครูใหญ่ก็ต้อนรับดี ให้กำลังใจพวกเราทำให้้เราอุ่นใจขึ้นอีกเยอะเลย จัดครูให้เป็นพี่เลี้่ยงคนละคน ของข้าพเจ้าชื่อ ครูสง่า ชาตยานนท์
เป็นครูประจำชั้น ม.3 ก.(ม.3 สมัยนั้นถ้าจะเทียบกับปี 2546 มันก็คือ ป.6)
ข้าพเจ้าสอนวิชาเรขาคณิต เหมาะเลยเราชอบอยู่แล้ว
ยังไม่มีการสอน สัปดาห์แรกให้เรานั่งสังเกตการสอน นั่งอยู่หลังชั้นให้ครูเขาสอนไปตามปกติ ครูพี่เลี้ยงมอบหมายงานให้ทำเช่น ทำสมุดบัญชีเรียกชื่อ มีอะไรไม่เข้าใจให้ถามครูพี่เลี้ยง
สัปดาห์ต่อมาข้าพเจ้าเริ่มสอน วันแรก ตื่นเต้น ประหม่าแทบจะระงับไม่อยู่ รู้สึกยืนขาสั่นเล็กน้อย พูดก็ออกจะสั่นๆเหมือนกัน แต่ไม่นานเราก็สามารถปรับความรู้สึกได้ เพราะเด็กนักเรียนก็มีส่วนช่วย ชวนเราคุย สนุกขึ้นจนลืมประหม่าไปบ้างแล้ว
ผ่านไปแล้วหนึ่งสัปดาห์ เด็กๆก็ไม่เห็นจะแก่นอย่างคำเล่าลือสักกะหน่อย
การฝึกสอนดำเนินไปด้วยดี เราสอนเฉพาะในช่วงเช้า ส่วนตอนบ่ายเราก็กลับเข้าห้องเรียนตามปกติ เป็นอย่างนี้ไปตลอดเทอม

และวันสุดท้ายของการฝึกสอนก็เป็นวันตื่นเต้นอีกครั้ง เพราะมีการวัดผล เรียกว่าสอบสอน
เวลาแห่งความระทึกมาถึงแล้ว ยังไม่อยากให้มาถึงเลย วันนั้นเป็นวันอังคารที่ 31 กค.2499
เป็นชั่วโมงวิชาเรขาคณิตชั้้น ม.3 ค. ข้าพเจ้าเตรียมอุปกรณ์การสอนมาพร้อมแล้ว
ถืออุปกรณ์เดินเข้าห้องสอนอย่างทรนงองอาจ แอบสูดลมหายใจลึกๆ 2-3 ครั้ง
นักเรียนบอกทำความเคารพแล้วนั่งลง สงบ เงียบ ไม่มีเสียงคุย คอยฟังเสียงครูคนใหม่แต่เพียงผู้เดียว วันนั้นเราเป็นพระเอกเต็มตัวเลยหละ
ข้าพเจ้าเริ่มบรรเลง ตามขั้นตอนของการสอน เริ่มหาความสนใจเข้าสู่บทเีรียน อธิบายไปพลาง ชี้ถามนักเรียนคนใกล้บ้าง คนไกลบ้าง ทุกคนตอบฉะฉานถูกต้อง ยังกะซ้อมกันมา มีกรรมการ 2 คนคืออาจารยช่วง รัตนกุสุมภ์์จากฝึกหัดครูและครูสง่าครู พี่เลี้ยง ทั้งสองคนนั่งดูการสอนของข้าพเจ้าจนการสอน
ดำเนินไปมากว่าครึ่งอาจารย์ทั้งสองก็ลุกออกไป ข้าพเจ้าสอนต่อไปจนจบคาบ
ผลการสอบสอนของข้าพเจ้าออกมา ได้เกรด A
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #8 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:34:10 AM »
บันทึกปี 2499
อยู่ในหนังสือเล่ม 2
rewrite september 1/2007.......................

ขึ้นปีใหม่ผ่านไปแล้วครึ่งปีจึงได้รื้อฟื้นการบันทึกขึ้นมาอีกครั้ง .....

เดือนมิถุนายน 2499.

เสาร์ที่ 2 มิย.99เป็นเวลา 3 วันแล้วที่เข้าสู่แดนสนงาม ฝคนม.ในตอนปิดภาคเราได้จากไปถึง 3 เดือน ความสนุกสนานความอุ่นใจกลับคืนมาอีกครั้ง เมื่อเพื่อนๆอยู่พร้อมหน้าแต่จะลืมเหตุการณ์ร้ายที่ผ่านมาไม่ได้
วันนี้เริ่มภาคต้นปีการศึกษา เดือนมิถุนายน 2499 เราได้เลื่อนชั้นประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาปีที่ 2 อยู่ห้อง ปกศ 2 ก.วันนี้มีการจับสลากโรงเรียนที่จะไปฝึกสอน เราจับได้รร.ราชสีมาวิทยาลัย (รร.ประจำจังหวัดชาย) มี ม.1-6 รุ่นพี่เล่าว่าเด็กนักเรียนโรงเรียนนี้เกเร ใจไม่ดีเหมือนกัน เราจะสอนได้หรือเนี้ยะ เป็นครั้งแรกที่เราไ้ด้ออกสอน เคยเห็นรุ่นพี่ออกฝึกสอนเมื่อปีที่แล้ว นุ่งขายาว ผูกไทด์โก้ดีจัง(ปกตินุ่งขาสั้นสีดำเสื้อเชิ้ตขาว) กำหนดออกฝึกสอน จันทร์ 4 นี้

จันทร์ที่ 4 มิย.99วานนี้เตรียมการสอนพร้อมแล้ว

7.45 น. เราและเพื่อนอีก 3 คนเดินออกจากหอพัก ไปโรงเรียนราชสีมา ไม่ไกลนัก เดินไปมาได้ วินาทีแรกที่พวกเราเหยียบย่างเข้าบริเวณโรงเรียน บรรยากาศค่อนข้างอึดอัด คล้ายๆกับว่าไม่เต็มใจต้อนรับ คงจะเห็นว่าพวกเราเป็นครูเด็ก ๆ จริงแล้ว เราก็อายุแค่ 20 ปี แก่กว่านักเรียนไม่กี่ปี สัปดาห์แรกยังไม่มีการสอน ให้พวกเรานั่งสังเกตการสอนของบรรดาครูพี่เลี้ยง
15.00 น.กลับเข้าหอพัก สวนทางกับอ.วิไลวรรณ เล่าเหตุการณ์ให้ฟัง อ.วิไลวรรณบอกว่า การฝึกสอนเหมือนกับไปเพิ่มภาระให้เขา

พุธที่ 6 มิย.99ค่อยดีขึ้น ครูพี่เลี้ยงและใครๆก็ชวนคุยด้วย วันนี้ครูสง่า ชาติยานนท์ ครูประจำชั้น ม.3 ค.เป็นครูพี่ีเลี้ยงให้ตารางสอนดังนี้

จันทร์ เรขา(3 ข) ว่าง หน้าที่-ศีลธรรม
อังคาร เรขา(3 ค) แปล อ.
พุธ เรขา (3 ก.) ว่าง ไวยากรณ์อ.
พฤหัสบดี เรขา (3ข) แต่ง ย่อ
ศุกร์ เรขา(3 ค. ว่าง ไวยากรณ์ อ.

พฤหัสบดัที่ 7 มิย.99หยุดการสอน 1 วัน
วันนี้มีงานต้อนรับน้องใหม่และวันไหว้ครู
พวกเราครู ปกศ. 2 (พี่ชายกลาง) ครูปป 3 (พี่ชายใหญ่) ร่วมกันจัดงานต้อนรับน้องใหม่ ครูปกศ.1
6.30 น.น้องๆ เดินจากถนนใหญ่หน้ารร.ฝึกหัดครูเลี้ั้ยวเข้าถนนเข้าโรงเรียน.
เดินลอดกิ่งสนที่เราทำเป็นซุ้ม เกะกะขวางทางไว้ เดินผ่านด้วยความยากลำบากหน่อยๆ พอเดินผ่านพวกพี่ๆเราก็กลัดเข็มกลัดที่ติดริบบิ้นสีต่างๆที่แขนเสื้อน้องๆ "โชคดีนะน้อง" เสร็จแล้วก็พากันจับกลุ่มพูดคุยทักทายกันตามอัธยาศรัย
19.00 น.มีการแสดงบนเวทีจากเรือนนอนทั้ง 3 อาจารย์ใหญ่แจกรางวัลแก่นักเรียนยอดเยี่ยมประจำปี
นายประดิษฐ์ พราหมณ์มณี ปกศ.2 ก. สอบได้เป็นอันดับที่ 3 เดินขึ้นเวทีด้วยความประหม่า เข้าไปรับรางวัลจากอาจารย๋ใหญ่ มีหนังสือ 2 เล่มคือหนังสือรีดเดอร์ไดเจ และชีววิทยา (สอบได้อันดับ 3 จากนักเรียน 146 คน)

เสาร์ที่ 9 มิย.99ไปดูหนังที่ราชสีมาภาพยนตร เรื่องหงษ์หยก ไปกับถุงเงิน แสงจันทร์และล้อมพูนกระโทก แต่งเครื่องแบบ รด.ได้ลดครึ่ง

สรุปรายจ่าย ปีการศึกษา 2498

ภาคต้น 1 เมย.98 เดินทางเข้ากท.ครั้งแรก 700 บาท
1 มิย.98 ธนานัติ 1,000 บาท
3 สค.98 ธนานัติ 500 บาท
ภาคกลาง 30 สค.98เดินทางกลับโรงเรียน 560 บาท
27 กย.98 ธนานัติ100 บาท
6 ตค.98 ธนานัติ 200 บาท
9 พย.98 ได้จากบ้าน 300 บาท
ภาคปลาย 1 ธค.ธนานัติ 200 บาท
17 ธค.98 ธนานัติ 150 บาท
27 กพ. 99 ธนานัติ 250 บาท

ได้ทุน(ค่าอาหารปี 2498 เป็นเงิน 1,200 บาท

จันทร์ 11 มิย.99วันนี้เตรียมการสอน พร้อมกันที่ห้องประชุม(โรงอาหาร)มีการบรรยายเรื่องบทฝึกสอน หลักการสอน โดยอ.พจน์ ธัญญขันธ์ ตอนบ่ายมีการอภิปรายถึงปัญหาต่างๆในระหว่างการสังเกการสอน

อังคารที่ 12 มิย.99"เก๊งๆๆๆ" เสียงระฆังรัวถี่ๆ ปลุกให้ทุกคนตื่น ลุกจากที่นอน ระเบียบที่เคร่งครัดทุกคนต้องปฏิบัติตาม อาจารย์สรร อินทุเวส อาจาารย์ผู้ปกครอง ที่ีทุกคนกลัว สิ้นเสียงระฆัง ถ้าใครยังไม่ลุก เป็นต้องโดนไม้เรียว โน่นไง ท่านกำลังเดินเข้ามาแล้ว เราต่างารีบเก็บมุ้ง ดึงผ้าปูที่นอนให้่เรียบร้อย ใครคนหนึ่งฝันเปียก น้ำเลอะผ้าปูที่นอน ต้องเอาหมอนมาปิดไว้ ต่างหัวเราะคิ๊กคัก สนุกสนาน ไม่ช้า ห้องนอนกันกว้่างใหญ่ก็เห็นแต่เตียงนอนเป็นแถวโล่ง ทุกคนลงไปหมดแล้ว ทำกิจส่วนตัว ล้างหน้า สีฟันแย่งกันเข้าห้องน้ำ จากนั้นก็คว้่าได้ จอบ มีด ลงไปทำงานโยธา ตัดหญ้า ในทุ่งเกษตร แสงแดดกำลังเริ่มส่อง ชั่วไม่นานเราต่างเหงือไหล ได้เวลาพอสมควรก็กลับคืนสู่หอนอน อาบน้ำ แต่งตัววันนี้ขาสั้น เชิ้่ตสีขาวไปรวมกันที่โรงอาหาร น่าชมคนครัว ทำอาหารอร่อยจริงๆ ทำอะไรให้เรากิน เรากินได้หมดไม่เคยบ่น พวกเรากินเรียบ ไม่มีเหลือติดก้นถาด


พุธที่13มิย.99คณะครูโีงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเมือง
มาสาธิตการสอน มีนักเรียนมาด้วย 20 คน มีการใช้อุปกรณ์การสอนประกอบด้วย ครูทำตัวเหมือนพี่เลี้ยงของเด็ก ๆ ก็ดีนะ แต่เราจะทำได้หรือเปล่า

พฤหัสบดีที่ 14 มิย.99กลุ้มเรื่องเงิน ตอนนี้มีอยู่ในบัญชีอาจารย์สรร 220 บาท ที่ตัวมี 15 บาท นิสัยไม่ดี ทานข้าวเสร็จแวะบ้านลุงครึ้ม ภารโรง กินขนมซะหน่อยหนึ่ง เป็นอย่างนี้ทุกที

24 มิย.99ป่วยมาตั้งแต่วันที่ 17 ปวดหัว ครั่นเนื้อครั่นตัว หนาวๆ ร้อน ๆและเป็นไข้ ต้องนอนอยู่กับที่ ไปโรงพยาบาลได้ยามากินก็ยังไม่ดีขึ้น จนยาหมดก็ยังไม่หาย ไปโรงพยาบาลอีกครั้ง ได้ยามาอีก ต่อมาไปหาหมอคลินิกเชาว์โอสถ ฉีดยาเข็มหนึ่ง วัีนนี้หายเป็นปกติแล้วและวันนี้เป็นวันชา่ติ รร.หยุด 1 วัน

26 มิย.99ไปโรงเรียนได้แล้ว และเข้าสอนห้อง ม.3 ค. การสอนเป็นไปกระท่อนกระแท่นเต็มที รู้สึกตัวว่าเรานี่มีบุคลิกไม่ค่อยเหมาะเป็นครู น้ำเสียง ท่าทาง ไม่เข้าท่าเลย แต่จะถอยไปตั้งหลักใหม่ก็ไม่ได้แล้ว ถึงจะเป็นครูที่ดีไม่ได้ก็ต้องเป็นครู เพราะว่าเรารับทุนมาแล้วนี่ ทำำไงล่ะ คงต้องเลยตามเลย

28 มิย.99เริ่มสอนสนุก เป็นกันเองกับนักเรียน รู้สึกรักอาชีพครูขึ้นมาแล้ว ..... การเก็บเงินของนักเรียนในหอพัก นักเรียนทุกคนเก็บเงินเองไม่ได้ ต้องฝากไว้ที่อาจารย์ผู้ปกครอง ให้เบิกใช้สัปดาห์ละ 1 ครั้งในวันศุกร์ ทุกคนมีสมุดขอเบิกเงิน เขียนรายละเีอียด ความจำเป็นในการใช้เงินและจำนวนเงิน ส่งมอบให้หัวหน้าหอนอน ส่งอาจารย์ปกครอง(อาจารย์สรร)

ในกระแสน้ำไหล ปลาย่อมว่ายทวนน้ำเสมอ ที่ลอยตามน้ำก็มีแต่ปลาตาย มนุษย์เราก็เช่นกัน ต้องต่อสู้อุปสรรคเหมือนปลาที่ว่ายทวนน้ำ ผู้ที่ปล่อยชีวิตไปตามโชคชะตา ก็ไม่แตกต่างกับปลาที่ตายแล้ว

30 มิย.99วันนี้มีการประชุมถึงเที่ยง ตอนค่ำออกตลาด รายการจ่ายดังนี้

ตัดผม 3 บาท แก้กางเกง 6 บาท ถุงเท้า 6 บาท ดินสอ ยาสีฟัน 5.50 บาท ผงซักฟอก 4.50 บาท แปรง สามล้อ 5 บาท

หมายเหตุ ขณะที่พิมพ์นี้ พศ.2531 ค่าตัดผม 30 บาท สมัยนั้นตัดผมที่โคราช 3 บาทเท่านั้น เวลาผ่านมา 10 ปี เงินมีค่าสูงขึ้นถึง 10 เท่า

เดือนกรกฎาคม 2499

อาทิตย์ที่ 1 กค.99ซักผ้าเสร็จไปดูหน้ัง ว้ันนี้เรื่องศึกอนงค์ แต่ง รด.ได้ลดครึ่ง 3.50 บาท

จันทร์ที่ 2 กค.99ไปสอนตามปกติ เพื่อนฝึกสอนที่รร.ราชสีมามี 9 คน คือ ประดิษฐ์(ข้าพเจ้าเอง) สมาน โนนศรี สมศักดิ์ วัชรภิรมย์ ชะอุ่ม ทศสิน วิเชียร ทรัพย์สำราญ วิจิตร คงสัตย์ สุนทร พึ่งผลพูน ถุงเงิน แสงจันทร์ และชูพงศ์ สุคนธสรรค์

อังคารที่ 3 กค.99ดีใจโว้ย ฝนตก ไม่ต้องฝึก รด. เบื่อไม่อยากฝึก โก้ดีแต่ไม่ชอบฝึก มีประโยชน์คือไม่ต้องไปรับเกณฑ์ทหาร เรียนที่นี่ 2 ปียังไม่พอ ต้องต่อที่อื่นอีกอย่างน้อย 1 ปี จึงจะมีสิทธิปลดเป็นกองหนุน

เสาร์ที่ 7 กค.99หนึ่งปีผ่านไป ตอนนี้เราอยู่ชั้น ปกศ ปี 2 แล้วนะ แต่เราก็ยังมีพี่ ปป.ปี 3 อยู่อีก บรรดาพี่ๆ เรามีพี่ที่สนิทกันมาก

พี่สุภี จำนงค์ชอบ
หนุ่มจากจังหวัดชัยภูมิ เคยอยู่หอนอนเดียวกัน ไปไหนมาไหนด้วยเสมอๆ เห็นพี่สุภีที่ไหนก็มักจะมีเราอยู่ที่นั้่นด้วย พี่เขารักเราเหมือนน้องชายคนหนึ่ง ครั้งสุดท้ายขณะที่เขาจะขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน พี่เขาตบไหล่เรา พูดว่า "เราจะได้พบกันอีกนะน้อง" เราตอบน้ำตาคลอ ครับพี่

และจนบัดนี้เราไม่เคยพบพี่สุภีอีกเลย ต่อมาเราก็มีพี่ ปป.ปี 3 ที่ขึ้นมาแทน เราก็มีพี่ที่รักมากอีกคนหนึ่ง

พี่บุรินทร์ จรัลยานนท์
พี่บุรินทร์ หนุ่มจากจังหวัดบุรีรัมย์ เขาจบการศึกษา คือครูปป.พร้อมกันกับเรา เขาเรียนครู ปป.3 ปี เราเรียนครูปกศ.2 ปีจึงจบพร้อมกัน จากนั้นจนบัดนี้ ต่างคนต่างดำเินินชีวิตกันไปคนละทาง ไม่มีวันหวนกลับมาเจอกันอีกเลย

อังคารที่ 17 กค.99มีงานเลี้ยงส่งอาจารย์สรร ย้ายเข้ากรุงเทพ มีการแสดงบนเวที เราจัดทีมแสดงมโนราห์ มีเพื่อนชาวปักษ์ใต้ด้วยกัน 4 คนเป็นลูกคู่ รำไปตามเรื่องเท่าที่พอจำได้ กระท่อนกระแท่น เราก็เลยได้สัญลักษณ์ขนานนามว่า "โนราห์จนๆ"

ศุกร์ที่ 20 กค.99แห่กันไปส่งอาจารย์สรรที่สถานีรถไฟโคราช วันนี้หยุดการสอน 1 วันเพื่อพบปะอาจารย์ที่ปรึกษา

พุธที่ 25 กค 99บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด มีผู้คนนับหมื่นมาชุมนุมกันเพื่อฟังการปราศรัยของพลเอกมังกร พรหมโยธี แถลงนโยบายของพรรคเสรีมนังคศิลา ที่มีจอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อหาเสียงในกาารเลือกตั้งผู้แทนราษฎร ปราศรัยเสร็จแล้วไปวางศิลาฤกษ์อาคารเรียนของวิทยาลัยเทคนิคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เราอุตส่าห์จัดตกแต่งสถานที่ไว้คอยต้อนรับ แต่แล้วไม่แวะหากันเลย

จันทร์ที่ 30 กค. 99ปิดเทอมนี้ ทางโรงเรียนไม่อนุญาตให้นักเรียนพักในหอพัก เราสมัครไปทัศนศึกษาที่อุบลราชธานี กลับมาก็ต้องกลับบ้าน วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการฝึกสอน พรุ่งนี้และซินะที่เราจะต้องสอบสอน ซึ่งถือเป็นเกมส์สำคัญที่สุดของนักเรียนฝึกหัดครู

อังคารที่ 31 กค.99เวลาแห่งความระทึกมาถึงแล้ว หอบอุปกรณ์การสอนเข้าห้องเรียน นักเรียนเงียบกริบ เพราะรู้ว่าวันนี้ครูฝึกสอนจะทำการสอบ นักเรียนทุกคนรู้หน้าที่ดี ให้ความร่วมมือด้วยความเต็มใจ ด้านหลังห้องเรียนมีครูพี่เลี้ยง (ครูสง่า ชาติยานนท์)และอาจารย์จากรร.ฝึกหัดครู )อาจารย์ช่วง รัตนกุสุม)

เริ่มการสอนด้วยการสร้างความสนใจให้แก่นักเรียนถึงความสำคัญของวิชาเรขาคณิต อธิบาย ซักถามนักเรียน ตั้งคำถามทีไรนักเรียนจะยกมือกันพรึบ จะเลือกชี้ใครก็ได้ ทุกคนตอบได้หมด อาจารย์ทั้งสองนั่งฟังด้วยอาการสนใจ สังเกตเห็นสีหน้ายิ้มด้วยความพอใจ ยังไม่หมดชั่วโมงอาจารย์ทั้งสองก็ออกจากห้องไป ผลการสอบสอนของข้าพเจ้าได้เกรด A

เอ๊ะ เราก็เป็นครูที่ดีได้เหมือนกันนะ


บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #9 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:42:24 AM »
เดือนสิงหาคม 2499

พุธที่ 1 สค.99รับธนานัติจากบ้าน 150 บาท พี่หลวงเขียนบอกมาว่าทางบ้านจะย้ายไปนาสาร ส่วนที่บ้านจะขาย วันนี้มีการแข่งขันกิฬาสี ระหว่างหอนอน ฟุตบอลหอ 1 ชนะหอ 3ห่วงยาง หอกลาง(หญิืง) ชนะหอ 1

พฤหัสบดีที่ 2 สค.99เช้านี้อากาศดีมา ลมเย็นพัดเฉื่อยโชยมาแต่เบาๆ ยอดสนแกว่งพลิ้วไปตามสายลม เราออกเดินเรื่อยๆไปตามถนน มุ่งสู่รร.ราชสีมาวิทยาลัย เพื่อการฝึกสอนต่อไปให้สิ้นสัปดาห์นี้ ตรงสี่ีแยกหัวหมาก เท้าพาข้ามถนนโดยไม่ทันได้ดูรถ ทันใดก็มัีรถยนต์คันหนึ่งจะชนรถสามล้อ รถสามล้อหักหลบตรงมาหาเรา เฉี่ยวเอาแฟ้มในมือหลุดกระจาย ใจหายโม้ด......

พฤหัสบดีที่ 9 สค.99ตัดสินใจกลับบ้านตอนปิดเทอม จึงขายบัตรทัศนศึกษาอุบล 40 บาท ซื้อมา 50 บาท ทางรร.จัดไปทัศนศึกษาที่อุบลราชธานี ให้นักเรียนสมัครไปโดยซื้อบัตรคนละ 50 บาท เราอยากกลับบ้าน แต่ก็ยังหงวาดหวั่นเรื่องร้ายๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว ไม่รู้เขาจะอาฆาตมาดร้ายเราขนาดไหน

ศุกรที่ 10 สค.99วันสุดท้ายของการฝึกสอน ต่างก็อำลาครูพี่เลี้ยง ทางรร.จัดงานเลี้ยงส่งครูฝึกสอน มีนักเรียนร่วมด้วย บรรยากาศสดชื่น สนุกสนานต่างกันกับวันแรกที่เราได้เหยียบย่างเข้ามาในรร.นี้ เราได้กล่าวในที่ประชุมต่อนักเรียนว่า รู้สึกดีใจ และขอบคุณคุณครูพี่เลี้ยงที่ได้ให้ความอนุเคราะห์ช่วยเหลือด้วยดีตลอดมา ขอให้ทุกคนประสบแต่ความสุข

อาทิตย์ที่ 12 สค.99เช้าตรู่ โกลาหนอลหม่านอีกครั้ง เตรียมตัวออกเดินทางกลับบ้่านกันยังไม่ทันสว่าง มีแต่พวกที่จะไปทัศนาจรเท่านั้นที่ยังนอนกันเงียบ ๆ เราเองอยู่ในกลุ่มไปทัศนาจรด้วย ทึแรกว่าจะสละสิทธิขายบัตรไปแล้ว 40บาทพอมาตอนหลังทางรร.อนุญาตให้เราพักในหอพักได้ในระหว่างปิดเทอม เราก็ตัดใจเลือกไปทัศนาจร ซื้อบัตรจากเพื่อนในราคา 25 บาทเท่านั้นเพราะเพื่อนคนนั้นเขาอยากกลับบ้านมากกว่า คณะที่จะไปทัศนาจรจะออกเดินทางวัีนพรุ่งนี้

จันทร์ที่ 13 สค.99ตี 5 ทุกคนตื่นนอนเสียงเอะอะ ดังขรมไปไหมด จัดของลงกระเป๋า อาบน้ำ แต่งตัวลงไปพร้อมกันที่หน้าตึกอำนวยการ ฝนตกลงมาพรำๆ รถของกองพลาธิการก็ยังไม่มา จึงว่าจ้่างรถ รสพ.พาพวกเราไปส่งที่สถานีรถไฟ ขึ้นรถแล้ว ไม่นานรถไฟก็เคลื่อนออกจากสถานี เรานั่งในโบกี้สำรองเฉพาะ จึงไม่มีผู้โดยสารอื่นปะปน ร้องเพลง คุยกันเสียงลั่น นับว่าเป็นโอกาสที่เราสนุกสนานกันเต็มอิ่ม ขณะนี้รถกำลังแล่นไปเรื่อย ๆ พักหนึ่งก็มีข้าวห่อมาแจกจ่ายกัน นับเป็นอาหารมื้อแรกบนรถไฟซึ่งได้เตรียมมาจากโรงเรียน มาถึงสถานีลำปลายมาศ รถหยุดเติมน้ำเติมฟืน นานกว่า 20 นาที เราลงไปถ่ายรูปที่สถานีไว้เป็นที่ระลึก รถไปเรื่อยๆ ผ่านสถานีต่างๆจำไม่ได้ ผ่านบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ ก็ถึงวารินชำราบและนี้ก็คืออุบลราชธานี มีรถ รสพ.4 คันมารับพวกเราจากสถานีไปยังที่พัก หลับด้วยความอ่อนเพลีย

อังคารที่ 14 สค.99เวลา7.30 น. รับประทานอาหารเสร็จ มีรถ รสพ.มารับเรา4 คัน เรานั่งคันที่ 1 มุ่งหน้าไป ศอ.ศอ. และได้ไปชมโรงเรียนอีกหลายแห่ง
12.00 น.ถึงอ.พิบูลมังสาหาร ไปเที่ยงแก่งสะพือ ก็คือลำน้ำมูล ตรงบริเวณนี้่น้ำตื้นแต่ไหลเชี่ยว ผ่านโขดหินเล็กๆ น้ำแตกเป็นฟอง ทั่วท้องน้ำ สวยงามดีเหมือนกัีน จากนั้นก็มุ่งหน้าไปน้ำตกแซ วนอุทยาน ก่อนถึงน้ำตกแซ แวะชมโรงพยาบาลศรีมหาโพธิ์ เป็นโรงพยาบาลโรคจิต จากนั้รนเที่ยวชมน้ำตกแซราว 15 นาทีก็เดินทางต่อ ออกจากน้ำตกแซ 15.30 น. ถึงที่พัก 17.30 น.

พุธที่ 15 สค.99เวลา7.30 น. รับประทานอาหาร เช้านี้เป็นข้าวต้ม จากนั้นไปชมกิจการของ ศอ.ศอ. แล้วไปที่นิคมญวน เป็นที่อยู่ของคนญวนอพยพ มีบ้านเรือนเล็กๆตั้งอยู่เรียงราย มีชาวญวนประมาณ 2,000 คน เสียงยายคนหนึ่งทักพวกเรา "ไปไหนกันเนาะ แต่งตัวสวยแท้ เบิ่งลูกสาวกันบ่" พวกเราไม่มีใครตอบ ได้แต่ยิ้มๆ มองไม่เห็นลูกสาวที่แกว่าเลย พวกเขาทำไร่ มีบ่อน้ำลึกมาก ตักน้ำขึ้นมาใช้รดผักที่ปลูกในไร่ มีเล้าหมูเกือบทุกบ้าน บ้านมุงด้วยหญ้าคา 11 โมงออกจากนิคมญวน เดินทางต่อถึงรร.สามัคคีวิทยากร เข้าเมือง ผ่านสะพานเสรประชาธิปไตย เป็นสะพานข้ามแม่น้ำมูล จากตัวเมืองไปยังฝั่งอ.วารินชำราบ 18.30 น.มีการประชุมร่วมกันระหว่างฝค.อุบลราชธานีกับฝค.นครราชสีมา มีการแสดงบนเวที เรากับเพื่อนชาวใต้แสดงมโนราห์อีกครั้ง

พฤหัสบดีที่ 16 สค.99วันนี้กลับนครราชสีมา พวกเราไปพักกันที่เรือนนอน1 มีนักเรียนจากฝค.อยุธยามาทัศนศึกษาพักที่โรงเรียนเราด้วย ทุกคนที่กลับจากทัศนศึกษาต่างก็แยกย้ายกลับบ้าน คงเหลือ 3 คนคือเราเอง เชิญ และเยือง ย้ายไปนอนที่เรือนพยาบาล เป็นบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง อยู่ทางตะวันออกของตึกอำนวยการ ใกล้มีสระน้ำเล็ก มีน้ำขังอยู่ตลอดปี แต่ก่อนนี้เป็นที่อาบน้ำและซักผ้าของนักเรียน ตอนที่น้ำประปายังมาไม่ถึง พวกเรา 3 คนต้องหาอาหารกินเอง

จันทร์ที่ 20 สค.99มีการอบรมครูประถม มาพักที่โรงเรียน มีอาหารเลี้ยงตลอดเวลาการอบรม พวกเรา 3 คนสมัครทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 10 บาท อาหาร 3 มื้อ งานก็ไม่มีอะไร ได้แต่เฝ้าห้องสมุด อาจารย์ก็ไม่ได้แนะนำ บอกให้เราทำอะไรบ้าง ไม่รู้เรื่องเลย

พุธที่ 20 สค.99สมัครเรียนพิมพ์ดีดที่รร.วัฒนศิริศึกษา

เดือนกันยายน 2499

พุธที่12 กย..99วันนี้อาจารย์สม อาจารย์ภาษาไทยแนะนำให้เราหัดเขียน จดบันทึกเหตุการณ์ต่างๆที่เราประสบมา ให้จดไว้ทุกวัน เราได้เริ่มจดมานานแล้ว แต่จดบ้างไม่จดบ้าง ขาดหายไปบ้าง

จันทร์ที่ 17 กย.99วันคล้ายวันเกิดเวียนมาถึงอีกแล้ว ขณะนี้อายุเรา 19 ปีแล้วนะ

เดือนตุลาคม 2499

จันทร์ที่ 1 ตค.99รร.หยุด 1 วัน เนื่องด้วยวันเด็ก ที่ศาลากลางจัดงานวันเด็ก พวกเราแต่งเครื่องแบบรด.ไปร่วมงานด้วย

เดือนตุลาคมผ่านไป ไม่มีอะไรพิเศษ

เดือนพฤศจิกายน 2499

เมื่อ 1 พย. ไปซื้อพันธุ์ผักมาปลูก แทนของเก่าที่ไม่งาม เดินไปหาในหมู่บ้าน

"ซื้อผักหรือคะ" เสียงดังมาจากบ้านหลังหนึ่ง พร้อมกับเดินออกมาต้อนรับ
"มีพันธุ์ผักขายไหมครับ"
"มีค่ะ เชิญทางนี้ค่ะ" ว่าแล้วเดินนำหน้าไปยังแปลงผัก
การปลูกผักในแปลงเกษตรก็เป็นวิชาหนึ่งที่ทุกคนต้องสอบผ่าน คือพืชผักที่ปลูกจะต้องงอกงามและใช้บริโภคได้ มีบางคนปลุกมะเขือเทศ ออกผลเหลืองแดงอร่าม น่ารับประทาน ของเราปลูกผักกวางตุ้ง เราและเื่พื่อนคนหนึ่งแอบตักน้ำจากส้วมหลังหอนอนไปรดผัก ปรากฏว่าผักงามเป็นพิเศษ

เสาร์ที่ 3 พย.99รร.จัดงานทอดกฐินประจำปี ถือว่าเป็นงานใหญ่งานหนึ่ง วานนี้มีงานฉลอง และมใีการแข่งกีฬา ตกค่ำก็มีการแสดงบนเวที สนุกสนานกันเต็มที่ วันนี้เป็นวันทอดกฐิน
9.30 น.ขบวนรถ 12 คันนำนักเรียน อาจารย์ แห่กฐิน ขบวนรถต่อๆกันยาวเหยียดเคลื่อนที่ออกจากโรงเรียน เราอยู่รถคันที่ 5 ตอนนี้หัวขบวนเข้าถึงตัวเมืองแล้ว มีนักเรียนบางส่วนเดินถือบาตรเข้าไปขอรับบริจาคตามร้านค้าสองข้างทางด้วย จากตัวเมืองรถวิ่งเร็วจิ๋ไปย้ังอ.โชคชัย สองข้างทางขณะที่รถวิ่งผ่าน ฝุ่นฟุ้ง หัวหูขาวโพลนไปตามๆกัน

12.05 รถมาถึงวัดเพลับพลาชัย ชาวบ้านมาคอยต้อนรับกฐินเต็มบริเวณสวัด พวกเราลงจากรถเข้าศาลา รับประทานอาหาร มีทั้งขนม นมเนย ผลไม้มีมะพร้าวอ่อน พวกเราได้บำรุงท้องปรีมเปรมเกษมศาสนต์ เสร็จแล้วแห่กฐินรอบโบสถ์ 3 รอบ แล้วเข้าถวายกฐิน พวกเราเด็กๆออกเดินเที่ยวรอบๆวัดเสร็จพิธีกลับถึงโรงเรียน 17.30น.จันทร์ที่ 5 พย.99วันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงลาสิกขาบทอังคารที่13พย.99ศึกษาจังหวัด
นายเชื้อสนั่นเมืองมาบรรยายเรื่องการศึกษาในประเทศอินเดียเสาร์ที่ 17 พย.99วันเสาร์นี้ตรงกับวันธรรมสวนะ และเป็นวันลอยกระทงด้วย จัดงานที่หน้าศาลากลาง แสงจันทร์ส่องสว่าง ท้องน้ำวับๆแวมๆด้วยแสงเทียนในกระทงที่ลอยไปตามกระแสน้ำ มีการประกวดกระทงขนาดใหญ่ ลอยอยู่กลางลำน้ำ มีสาวน้อยนางนพมาศ ประดับด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์แพรวพราว ลูกสาวใครก็ไม่รู้ งามจังเลยนะ

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #10 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:44:06 AM »
งานทอดกฐิน
งานประจำปีของโรงเรียนอีกอย่างหนึ่งคืองานทอดกฐิณประจำปี
วันศุกร์ที่ 2 พย.มีงานกฐิณ มีแข่งขันกีฬา การแสดงบนเวที จนถึงเที่ยงคืน รุ่งเช้าจัดขบวนรถกฐิณรวม 12 คันนำนักเรียนทั้งหมดไปทอดกฐิณ ขบวนรถยาวเหยียดตั้งแต่ถนนมาถึงหน้าตึกอำนวยการ
ได้เวลาตามกำหนดขบวนรถก็ออกจากที่ ข้าพเจ้าอยู่คันที่ 9 ขับตามหัวขบวนไปอย่างช้าๆ
พอรถเข้าเมือง พวกเราลงเดินถือบาตรขอบริจาคร่วมทำบุญจากชาว
บ้านร้านถิ่นตามธรรมเนียม
พอพ้นเขตเมือง รถแล่นเร็วปานพายุ ตรงไปยังอำเภอโชคชัย ฝุ่นตะหลบ หัวหูขาวโพลนไปตามๆกัน รถเข้าจอดที่วัดพลับพลาชัย มีชาวบ้านมาคอยต้อนรับแน่นขนัด
เราลงจากรถตรงเข้าศาลาที่พัก มีอาหารเตรียมไว้พร้อมคอยต้อนรับ มีมากมาย ขนม นมเนย
มะพร้าวอ่อน พวกเราได้รับประทานกันอย่างทั่วถิึง
เสร็จเรื่องอาหารเราก็แห่กฐิณรอบอุโบสถ 3 รอบแล้วนำไปทอดกฐิณ ซึ่งเป็นหน้าที่ของอาจารย์
เราเด็กๆก็พากันเลี่ยงออกมา เดินเที่ยวรอบๆบริเวณนั้น
-----------------------------

ในระหว่างนี้ข้าพเจ้าสมัครเรียนพิมพ์ดีดที่รร.วัฒนศิริ
นึกอยากพิมพ์ดีด เดินผ่านโรงเรียนนี้หลายครั้งก็ลองแวะเข้าไปขอระเบียบการ ก็เห็นว่าค่าเรียนไม่สูงเกินไป เรียนวันละ 1 ชั้่วโมง ตอนไหนก็ได้ คิดว่าเป็นความรู้พิเศษติดตัวเผื่อจะมีประโยชน์ในการทำงานบ้าง
เพราะคิดว่าการเป็นครู คงไม่พ้นเรื่องการพิิมพ์หนังสือ

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำในคลองเต็มตลิ่ง
พวกเราทั้งหลายชายหญิงสนุกกันจริงมาลอยกระทง
ลอยๆกระทง ลอยกระทงกันแล้วขอเชิญน้องแก้วมาเล่นรำวง
รำวงมาลอยกระทง กุศลจะส่งให้เราสุขใจ
ครับ ถึงงานวันลอยกระทงของจังหวัดแล้ว
วันลอยกระทงที่หน้าศาลากลางจังหวัด คลาคล่ำไปด้วยหนุ่มสาวและทั้งไม่หนุ่มไม่สาว
วันเสาร์ที่ 17 พย. จันทร์เต็มดวงส่องสว่างกลางโพยม ท้องน้ำเต็มไปด้วยกระทงประดิษฐ์ประดอยกันอย่างสวยงาม จุดธูปเทียนสว่างวับๆแวมๆ
เพราะมีการประกวดกระทง กลางกระทงมีนวลนางนพมาศนั่งยิ้มแป้น
คืนนี้เรากลับเข้าหอเกือบเที่ยงคืน
บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #11 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:45:38 AM »
เดือนธันวาคม 2499
รร.ปิดเทอม นักเรียนได้กลับเยี่ยมพ่อแม่


เสาร์ที่ 1 ธค.99วันที่รอคอยมาถึง ตื่นเช้าเสียงเอะอะ สับสนอลหม่าน ต่างจัดของลงกระเป๋า พักผ้าห่ม มุ้ง หมอนเพื่อนำไปส่งคืน ทุกคนจะต้องออกจากหอในวันนี้ ไม่ช้าทุกคนก็มาพร้อมกันที่หน้าตึกอำนวยการ มีรถจากกองพลาธิการช่วยไปส่งที่สถานีรถไฟ ขอบคุณหลายๆ เด้อ ซื้อตั๋วในราคาลดครึ่ง ขึ้นรถไปนั่งด้วยกันมี เราเอง จุ่น สายสวรรค์ ประเสริฐ ฝากญาติ และถุงเงิน แสงจันทร์ 9 โมงกว่าๆ รถไฟถึงสถานีปากช่อง ซื้ออาหารข้างรถเป็นอาหารเช้ากัน รถไฟจอดทุกสถานี ไปอย่างเชื่องช้า จน 4 โมงเย็นรถเข้าเทียบสถานีหัวลำโพง ลงจากรถหิ้วกระเป๋าใบเดียวพักที่โรงแรม ฮ่องกง คืนเดียว 20 บาท

อาทิตย์ที่ 2 ธค.99มาถึงกรุงเทพแล้ว วันนี้จะต้องเดินทางต่อไปท่าฉาง รถด่วนออกตอนเย็น ขณะที่รอรถคุณสมพรมาพบที่สถานีหัวลำโพง

จันทร์ที่ 3 ธค.99เช้า รถเข้าเทียบสถานีท่าฉาง
ดูนาฬิกา ตี 5 กว่าๆ ก้าวลงเหยียบพื้นชานชลา ที่นี่แสนจะเงียบเชียบ ไม่มีผู้โดยสารคนอื่นๆลงจากรถมีนายประดิษฐ์เพียงคนเดียว และไม่มีใครมารับเราเลย ทำไมไร้ญาติขาดมิตรถึงเพียงนี้ คิดในใจว่าต่อไปเราคงอยู่ที่นี่ไม่ได้ -----

อาทิตย์ที่ 9 ธค.99ไปเยี่ยมคุณสรรเสริญ รักบางแหลมเพื่อนเก่า วันนี้ีเพื่อนกำลังเข้าพิธีอุปสมบทแล้วเราไม่แวะเลยไปบ้านคุณวิศัลย์็ ขากลับแวะเยี่ยมคุณครูเยิ้ม(ครูเก่าสมัยเราเรียน ม.3)เจอครูเท็กที่นั่นด้่วย เรามาถึงท่าฉางตั้งแต่วันที่ 3 พักอยู่บ้านพ่อแม่จนถึงวันที่ 16 ธค.เราก็เดินทางกลับสถานศึกษา

จันทร์ที่ 17 ธค.99วานนี้เป็นวันเดินทางกลับเข้ากรุงเทพ ต้องไปจากพ่อแม่อีกแล้ว ใจไม่ค่อยดีนัก มีน้องมาส่งที่สถานีรถไฟ เวลา 9.45 น.นั่งรถไปชุมพร พักค้่างแรมที่ขุมพร 1คืน เหตุการณ์ปกติ หลับสบาย ไม่ห่วงกังวลใดๆ วันรุ่งขึ้นเดินทางต่อเข้ากรุงเทพ ซื้อตั๋วครึ่งราคาชุมพร-ธนบุรี 32 บาท ถึงธนบุรี17.30 น.ข้ามเรือท่าพระจันทร์แวะพักกับสมพรที่คณะ 3วัดมหาธาต 1 คืน

อังคารที่ 18 ธค.99วันนี้เดินทางต่อไปโคราช ไปขึ้นรถไฟที่สถานีหัวลำโพง ดีใจที่ได้เจอคุณประชุมศิลป์ กลับไปโคราชด้วย 7.10 น.รถออก มาถึงแก่งคอยมีเพื่อน คือ คณจำเนียร คุณถนอมขึ้นรถไฟที่แก่งคอยไปโคราชด้วยกัน ไปถึงโรงเรียน พากันไปเบิกเครื่องนอนคืนสู่หอพักดังเดิม นักเรียนค่อยๆทะยอยเข้าหอพัก ไม่นานก็ครบ ต่อไปนี้ก็เป็นเวลาเปิดเทอม เราก็จะต้องประจำที่โต๊ะเรียนต่อไปอีก

ศุกร์ที่ 21 ธค.99มีการประชุมก่อนเปิดภาคเรียน แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ กลุ่มแรก ปกศ.ปี 1 ประชุมก่อน พวกเราปกศ.ปี 2 ประชุมต่อ แล้วก็มีปป.ปี3 ประชุมเป็นกลุ่มสุดท้าย

จันทร์ที่ 24 ธค.99เปิดเทอมแล้วครับ ตื่นเช้ากระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่าเนื่องจากเป็นวันแรกเปิดเทอม แล้วพรุ่งนี้เป็นวันพระหยุดอีก 1 วัน หอพักให้เรากลับเข้าหอไม่เกิน 4 ทุ่ม ดีใจได้เที่ยวอีกแล้ว ตามธรรมเนียมว่าเราได้ปลดปล่อยให้ออกเที่ยวได้ในวันหยุดอ้อ ลืมบอก วันหยุดประจำสัปดาห์คือวันอาทิตย์และวันพระ ระหว่างเรียนมีกิจกรรมเยอะแยะจนไม่ค่อยมีเวลาบันทึก จนสิ้นเดือนธันวาคมเสาร์ 29 ธค.99เผลอแป๊บเดียว วันที่ 29 แล้่ว เวลาเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เราเองก็แก่ไปจากปีที่แล้วอีก 1 ปี เรายังไม่มีอะไรเป็นแก่นสาร อนาคตยังมองไม่เห็น จบจากที่นี่แล้วเราจะไปไหน ทำอะไรต่อ ยังไม่ได้วางผังไว้เลยจ้า

วันส่งท้ายปีเก่า เราไปเที่ยวงานวัดในเมืองจนเกือบรุ่งสว่าง ทางโรงเรียนอนุญาตให้ทั้งคืน ตามงานวัดมีการฉลอง มีวงดนตรี ฉายหนังกลางแปลง ออกร้านขายสินค้า ทั่วเมืองสว่างไสวในเวลากลางคืน

สิ้นปีเก่า ข้าพเจ้า 19 ปีเต็มเมื่อ 17 กย.2499 วัีนเวลาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆพร้อมๆกับสรรพสิ่งต่างๆก็เก่าไป
เราฉลองปีใหม่ปีนที่นครราชสีมาี้ เที่ยวกันจนรุ่งสว่าง ทางโรงเรียนอนุญาตให้ออกได้ทั้งคืน มีงานทั่วไป เช่นที่ศาลากลาง ตามวัดต่างๆ มีวงดนตรี ภาพยนต์กลางแปลง ออกร้านขายสินค้า
ทั่วเมืองสว่างไสว ครึกครื้นกึกก้องทั่วไป
สวัสดีปีเก่า เจ้าจะจากไปแล้ว เราไม่อยากคิดถึงเลย

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #12 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:48:44 AM »
หวัดดี ปีใหม่แล้ว ผองไทยจงแคล้วปวงภัย ช่วยกันรับขวัญปีใหม่ เถลิงฤทัยไว้มั่น
สุขศรีปีใหม่หมาย สุขใจและกายรวมกัน สำราญสำเริงบันเทิงมั่น สุขสันต์ยิ้มกัีนไว้ก่อน

สวัสดีปีใหม่ 2500  ปี่กึ่งพุทธกาล หมายความว่าศาสนาพุืทธมีอายุมาได้ครึ่งทางแล้ว

อรุณฤกษ์เบิกฟ้าทิวาใส
ขึ้นปีใหม่เถลิงศกอีกแล้วหนอ
ปีเก่าคลายเคลื่อนไปไม่รีรอ
ปีใหม่ต่อเติมมาฟ้าเรืองรอง

มันก็ปีใหม่ทุกปีน่ะแหละ แต่เราก็ตื่นตาตื่นใจไปกับเขาด้วย วันส่งม้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เรากับเพื่อนๆ7 คนออกเที่ยวงานข้ามปี ออกจากหอพักปี 2499 กลับคืนหอพัก ปี2500
อันดับแรกเข้าโรงหนัง เรื่องสุภาพบุรุษเสือผา

ศุกร์ที่ 4 มค 2500พักนี้บ้าหนังสือเรื่องขุนศึกของไม้เมืองเดิม เป็นแบบฉบับกระเป๋าเล่มล3 บาท แต่ก่อนนี้เคยยืมอ่าน เป็นเล่มใหญ่ ตอนนี้พิมพ์ออกมาแล้วถึงเล่ม 4-5
การตามใจตัวเองเกินไปไม่ดีเลย ทุกวันนี้อยากได้อะไรซื้อๆๆ จนเงินหมดกระเ๋ป๋าจึงรู้ว่าเงินหมด ต้องขอทางบ้านบ่อยๆ พ่อแม่ก็ตามใจ ขอเท่าไรก็ให้ ไม่เคยขัดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
รับของขวัญจากสมพร คนเดียวและชิ้นเดียวที่เราได้รับในปีนี้

เสาร์ที่ 12 มค 2500วันนี้ พลเอก มังกร พรหมโยธี รมว.กระทรวงศึกษาธอการมาเปิดป้ายวิทยาลัยเทคนิค
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและแวะที่ฝค.โรงเรียนเราด้วย เมื่อวานนี้เราไปชมการแสดงอาวุธของทหารที่ค่าสุรนารี มีนักเรียนจากหลายแห่งมาชมในครั้งนี้ด้วย

อังคารที่ 15 มค 2500วันนี้ตรงกับวันพระ โรงเรียนหยุดประจำสัปดาห์ ราชการหยุดวันพระกับวันอาทิตย แล้วแต่วันพระตรงกับวันใดก็หยุดราชการวันนั้น

พุธที่ 16 มค.2500วันนี้รร.หยุดวันครู เราเป็นนักเรียน ไม่รู้ว่าครูเขาทำอะไรกันบ้าง


ศุกร์ที่ 18 มค.2500วันนี้ออกรายงานวิชาภูมิศาสตร์หน้าห้อง ผ่านไปด้วยความอึดอัดใจ ในที่สุดก็ผ่านไปด้วยความโล่งอก คือเรามีปัญหาเรื่องภาษพูด สำเนียงออกภาษาปักษ์ใต้ เพื่อนๆก็เฮกันบ่อย ๆ ไม่รู้จะแก้อย่างไร

ศุกร์ที่ 25 มค.2500เวลา13.00 น. พวกเรา ฝค.นม.เดินแถวไปยังค่ายสุรนารี พอเลี้่ยวเข้าประตูค่าย แถวนักเรียนก็แตกกระจายเพราะเจอกับฝนคน หลั่งไหลเข้าไปในงานแสดงการซ้อมรบ มีกระโดดร่มดิ่งพสุธาด้วย

นี่ก็จะสิ้นเดือนอีกแล้ว เราต้องเร่งดูหนังสือเตรียมสอบไล่ประจำปี เราโตแล้วนะ ต้องรู้จักควบคุมตัวเอง อาจารย์จะคุมแราได้อย่างไร


เดือนกุมภาพันธ์ 2500

เสาร์ที่ 2 กพ.2500การเรียนงวดขึ้นทุกที มีหลายวิชาที่เรายังไม่พร้อมนัก เอาใจใส่น้อยไปหน่อย ไม่ค่อยปรื๊ดปรา๊าดเหมือนสมัยปี 1 ผลการสอบจะออกรูปไหนยังไม่รู้เหมือนก้ัน มองเห็นปัญหาข้าง ชีวิตไม่ค่อยจะโสภาสถาพร เกิดความว้าวุ่นใจ ไม่รู้ว่าจะเลือกเรียนต่อหรือทำงาน แต่คิดว่าถ้าเราจะเลือกเรียนต่อทางบ้านก็คงไม่ขัดข้อง

อังคารที่ 5 กพ.2500เริ่มแจกสมุคมิตรานุสรณ์ แลกเปลี่ยนกันเขียนคำระลึกฝากไว้เป็นอนุสรณ์ เนื่องจากใกล้ถึงเวลาจากกันแล้ว เป็นวิถีชีวิตนักเรียนกินนอนที่จะต้องฝากอนุสรณ์ไว้แก่กัน จากกันแล้ว จะได้เจอะเจอกันอีกหรือเปล่าก็ไม่รู้ ที่ไหน เมื่อไร ยากที่จะกำหนดได้ พวกเราต่างมาจากจังหวัดต่างๆทั้่วทุกภาค ส่วนใหญ่จะเป็นภาคอีสาน มีมาจากภาคใต้ไม่กี่คนและเราก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

พุธที่ 6 กพ.2500คืนนี้ ณ วัดทุ่งสว่าง ทางตะวันออกของเมืองโคราช มีงานประจำปี ผู้คนเดินกันขวักไขว่จอแจ แสงไฟสว่างทั่วบริเวณ มีเวทีดนตรี เวทีหมอลำเต้นกันสุดเหวี่ยง มีภาพยนตร์กลางแปลง เรากับพวกอยู่เที่ยวงานจนดึก ได้เที่ยวงานวัดเป็นครั้งสุดท้ายก่อนอำลาเมืองโคราช

ศุกร์ที่ 8 กพ.2500หลังอาหารเย็น เรากับถุงเงิน ล้อม เดินเตร่ไปถึงฟาร์มทหารผ่านศึก ที่นี่เก็บค่าผ่านประตู พวกเราไม่อยากเสียตังค์ ก็เดินไปเลาะตามริมรั้ว เจอที่เหมาะ หมุดเข้าไป เดินเที่ยวทั่วฟาร์ม ขากลับเดินผ่านบ้านหลังหนึ่ง หมาหลายตัว เห่าและวิ่งไล่ เราพากันวิ่งสุดฝึตีน พักหนึ่งเหนื่อยหอบจึงหยุด ไม่เห็นหมาไล่ ค่อยโล่งใจหน่อย สงสัยบ้านนี้คงมีลูกสาวสวย .....ที่เที่ยวแห่งหนึ่งในเมืองก็คือสวนรัก บริเวณลานอนุสาวรีย์ย่าโม ไม่มีคนรักในสวนนี้หรอกนะ มีแต่ต้นรักปลูกไว้รอบๆสวน วันหนึ่งพวกเราไปเที่ยวตอนที่มีงาน มีภาพยนตร์ งิ้ว ลิเก ก็สนุกดี พวกเราเทียวกันจน 3 ทุ่มจึงได้กลับหอพัก

จันทร์ที่ 11 กพ.2500หน้าแถวเคารพธงชาติวันนี้ อาจารย์สำรอง สุขโข พูดให้นักเรียนทราบว่า ปีหน้าจะมีสถาบันฝึกหัดครูเปิดรับนักเรียนระดับ ปกศ.สูง 2 แห่งคือที่ รร.ฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยาและสวนสุนันทา .... กำหนดวันสอบไล่ 1 มีค. ส่วน ปป.3 สอบวันที่ 20 กพ. สนามสอบ หอนอน 3

พฤหัสบดีที่ 28 กพ.2500สิ้นเดือนแล้ว ปีนี้เดือนกพ.มี 28 วัน เราก็แก่ลงไปอีก ตอนนี้ก็ได้19 ปี 5 เดือน เวลาแห่งจำพรากใกล้เข้ามาแล้วเพื่อนเอ๋ย เราไม่ต้องร้องไห้ แต่น้ำตามันกำลังจะซึม สอึกเมื่อรู้ว่าเราจะต้องจากกันแล้ว ไม่ช้าเราคงพบกันอีก เสียงสนลู่ลม ครางหวีด หวิว เสียวซ่านในทรวง.......


เดือนมีนาคม 2500

ศุกร์ที่ 1 มีค.2500เริ่มแล้ววันสอบไล่ (สอบเพื่อไล่ไปเสียจากโรงเรียน)นักเรียนรุ่นใหม่จะได้มานั่งแทน เรียกว่า สอบไล่ ตอนหลังเรียกกันว่าสอบปลายปี หรือสอบปลายภาค ภาษาอังกฤษว่า final test ส่วนตัวเราเองไม่รู้สกตื่นเต้นเท่าไร เพราะเชื่อมั่นตัวเองว่า ไงเสียก็สอบผ่านแน่นอน

อังคารที่ 5 มีค.2500สอบวันสุดท้าย โย้ ดีใจจัง สอบเสร็จแล้ว เราจะได้เป็นครูแล้วหรือเนี่ยะ สองปีแห่งการฝึกเป็นครู หลังจากกาสอบผ่านไป ห้องเรียนถูกปิดเงียบ ไม่มีนักเรียน ไม่มีครู มีแต่โต๊ะเรียนและกระดานติดข้างฝาผนัง อาจารย์ต่างตรวจข้อสอบ เราก็รอคอยผลการสอบ ไม่มีอะไรทำ ได้แต่กินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน โรงเรียนจะต้องเลี้ยงพวกเราอีกหลายวัน จนกว่าถึงวันแจกประกาศนียบัตร กลางวันหอนอนเงียบ หายไปกันหมด ต่างคนต่างแยกย้ายไปเที่ยวตามที่ต่างๆในตัวเมืองโคราช ค่ำลงก็กลับมารวมกัน

เสาร์ที่ 16 มีค.2500หลายวันมานี้เราได้ช่วยอาจารย์สุมาลัย(อาจารย์ประจำชั้น) ทำงานเกี่ยวข้อสอบ เขียน ต.2 ก. การพิจารณาคัดเลือกนักเรียนไปรับทุนเรียนต่อ ปกศ.สูง นั้นพิจารณาจากผลงาน การให้ความร่วมมือ การร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ตัวเราคงต้องพลาดโอกาสอย่างนี้แน่นอน เพราะเราไม่เอาไหนเลยในเรื่องนี้ แต่ยังมีทุนประเภท ข.ซึ่งจะต้องสอบแข่งขัน

อังคารที่ 19 มีค.2500วันนี้สอบคัดเลือกชิงทุนประเถท ข. มีสอบ 3 วิชา อังกฤษ คณิต วิทย์ เราคิดในใจว่าคงสอบผ่านแน่ เพราะทำข้อสอบได้ดี

พุธที่ 20 มีค. 2500ประกาศผลการสอบแล้ว เราได้แล้ว โย้ ติดอันดับที่ 1 เสียด้วย เยี่ยมไหมเพื่อน ตกลงได้รับทุนศึกษาต่อที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ร่วมกับเพื่อนๆอีก 39 คน ผลการสอบ ปกศ.2 ประกาศแล้วเมื่อ 14 มีค.และจะจัดแจกประกาศนียบัตร 25 มีค.

จันทร์ 25 มีค.2500
วันแห่งความสำเร็จ
บรรยากาศในขณะนั้น สดชื่นรื่นเริง พวกเราอยู่ในชุดขาว ขาวไปหมดทั้งห้องประชุม
15.00 น.พิธีเริ่ม นายสุวรรณ รื่นยศ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมาี ประธานในพิธีมาถึง จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย อาจารย์ใหญ่กล่าวรายงาน ประธานขึ้นประจำที่ การแจกประกาศนียบัตรก็เริ่ม ณ บัดนั้น
ดีใจ ภูมิใจต่อความสำเร็จ ทุกสายตาเพ่งมองไปที่ท่านผู้ว่า ยื่นม้วนกระดาษผูกริบบิ้นสีเหลือง ทีละคน ทีละคน....ตามเสียงของอาจารย์อ่านรายชื่อผู้เข้ารับประกาศนียบัตร

นายประดิษฐ์ พราหมณ์มณี เสียงจากไมโครโฟนดังขึ้น เราลุกขึ้นยืน เดินขึ้นบนเวที มีอาการประหม่าเล็กน้อยตามนิสัยเดิมๆ ยื่นมือรับประกาศนียบัตรจากท่านผู้ว่า เอาประกาศนียบัตรมาถือไว้ที่มืออีกข้างหนึ่ง ท่านผู้ว่าจับมือเราแสดงความยินดี เราแสนจะปลาบปลื้มใจ

อังคารที่26มีค.2500และแล้วก็ถึงเวลาที่เราอำลาหอนอนที่เคยให้ความสุข คืนนี้เรานอนไม่ค่อยหลับ เพื่อนๆก็คงเหมือนกัน พวกเราคุยกันหยอกล้อ ด่ากันขโมงโฉงเฉง จนดึก ตี 2 ต่่างก็ม่อยหลับกันไปเอง ตี4 ยังไม่ทันสว่างก็ตื่นนอน เก็บกระเป๋า หีบห่อที่จัดไว้ตั้งแต่เมื่อคืน ออกมารวมกัน ลงไปอาบน้ำ ล้างหน้า สีฟัน วันนี้ก็เป็นวันสุดท้ายที่เราได้เห็นกัน ต่อไปหอพักแห่งนี้ก็จะว่าง จนกว่าเปิดเทอมใหม่ มีนักเรียนใหม่มาแทนที่ พวกเรามาพร้อมกันที่หน้าตึกอำนวยการ รถยนต์กิจไพบูลย์มารอรับพวกเราไปส่งที่สถานีรถไฟ แอ๊ด ยุพิน แมว มาส่งเราที่สถานีรถไฟ จับมืออำลากันด้วยความอาลัยสุดซึ้ง รถไฟเคลื่อนออกจากที่ สองฝ่ายต่างโบกมือ บอกลากันจนกระทั่งรถออกมาไกลสุดสายตา เราสัญญากันว่าไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด เราจะคิดถึงกันเสมอไป

"เป็นไงเพื่อน คิดถึงพวกเขานะ"
"ใช่ เราอยู่ด้วยกัน แต่ไม่ค่อยได้พูดกัน"
"ก็ลื้อเอาแต่อายนี่หว่า"
จริงอย่างเวชว่า บางครั้งนั่งกินข้าวด้วยกัน แค่มองตากันแล้วต่างคนต่างลุกไป ต่อนี้ไปไม่รู้ว่าเธออยู่ไหน ตัวเล็กๆ ผิวค่อนข้างดำ เธอชื่อ ประชุมศิลป์ เขียวโคตร เสียงรถไฟเบรคพรืด แล้วหยุดนิ่ง เพราะมีมีรถไฟอีกขบวนหนึ่งรอหลีกที่สถานีข้างหน้า ครู่หนึ่งก็ค่อยๆเคลื่อนเข้าเทียบสถานี
"ไก่ย่าง ๆๆๆ ข้าวหนียว โอเลี้ยง เลี้ยงๆๆ" เสียงฟังไม่ได้ศัพท์ เราซื้อข้าวเหนียว ไก่ย่าง อาหารเช้าของเราวันนี้ ฉากละครสุดท้ายค่อยเลือนหาย แสงตะวันค่อยหรี่ หายลับไปจากขอบฟ้า รถไฟเข้าเทียบสถานีรถไฟหัวลำโพง คืนนั้นไปอาศัยนอนที่วัดมหาธาตุุกับสมพร

พุธที่ 27 มีค.2500เวลา14.30 น.ไปขั้นรถด่วนสายใต้ที่สถานีหัวลำโพง สมพรไปส่ง เที่ยวนี้เป็นรถด่วนสายกรงเทพ-ไปร มีชั้น1 ชั้นสองและรถนอน ผู้โดยสารพอเต็ม ไม่มียืนเบียดกันเหมือนรถธรรมดาชั้น 3 หาที่นั่งได้เหมาะแล้ว เราก็ปักหลักริมหน้าต่างมองชมทิวทัศน์สองข้างทาง แสนเพลินไปกับสิ่งต่างๆที่ผ่านสายตา ไม่มีใครคุยกับเราด้วยเลย จนกระทั่งดวงตะวันลับทิวแมกไม้ ใจพี่หาย หายลับไปกับตะวัน สิ้นแสงสูรย์อาดูรโศกศัลย์ ทิวาลับหล้าพลัน เหมือนดังมีดบั่นหัวใจ สองข้างทางมืด เห็นแสงไฟตามบ้านเรือนผ่านสายตาไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งตี 2 รถถึงจังหวัดชุมพร เสียงเจี๊ยวจอแจ ร้องขายอาหาร สถานีแห่งนี้รถจอดนานถึง 15 นาที ผู้โดยสารลงไปซื้ออาหารได้

พฤหัสบดีที่ 28 มีค.2500รถออกจากชุมพร เรื่อยมาจนได้เวลา ตี 5 รถจอดสถานีท่าฉาง หิ้วกระเป๋าลงจากรถ มีคนอื่นๆลงที่นี่บ้างเหมือนกัน แต่เราไม่รู้จัก และเราก็ไม่มัีใครมารับ ลงจากรถแล้วก็ก้มหน้าก้มตาเดินไปตามทางถนนรถไฟ บ้านไร่ปรงสถานถิ่นบ้านเกิดแต่ต่อไปนี้ไม่ใช่เมืองนอนเสียแล้ว เพราะคงจะต้องเปลี่ยนที่นอนในอนาคต สองข้างทางเป็นป่าละเมาะและทุ่งนา ทุกอย่างเหมือนเดิม จากวันนี้และวันต่อๆไป เราก็อยู่กับบ้าน กับพ่อแม่ พี่และน้อง ไม่เสาะแสวงหาอะไรอีกแล้ว รอวันกลับคืนสู่กรุงเทพ เพื่อเรียนต่อชั้น ปกศ.สูง ที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #13 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 02:59:26 AM »
เดือนเมษายน 2500

ย่างเข้าหน้าร้อน น้ำในนาเริ่มแห้งขอด เหลืออยู่ตามหนองน้ำและคู คลอง ให้ปลาได้อาศัย พื้นนาแตกระแหงเป็นริ้วรอยทั่วไป กำหนดไว้แล้วว่าจะเดินทางกลับกรุงเทพ 17 เดือนนี้แหละ และแล้วก็ถึงวันพุธที่ 17 เมษายน โดยขบวนรถสุราษฎร์ธานี-ชุมพร เราก็ถึงจังหวัดชุมพรในตอนเย็น สายการเดินรถไฟมาสุดทางที่นี่ ทำให้โรงแรมมีผู้พักคึกคักเป็นประจำ เรานั่งรถสามล้อปั่นไปยังโรงแรมไทยสว่าง เก็บเสื้อผ้าแล้วออกไปหาอาหารรับประทาน คุณสรรเสริญ มาส่งเราที่สถานีท่าฉาง มอบเหนียวกวนให้กินระหว่างทาง เดินชมเมืองพอสมควรแล้วก็กลับเข้าห้องพักที่โรงแรม เงียบสงบดี หลับสนิท ฝันหวาน ผ้าปูที่นอนเลอะ ตื่นเช้าเอาหมอนปิดไว้ 6.10 นวันที่ 18 เมย..รถเร็วชุมพร-ธนบุรีออกจากสถานีชุมพร ปกติเราเดินทางโดยรถด่วน ตรงเข้ากรุงเทพ ไม่ต้องพักที่ชุมพร แต่มาคราวนี้เราต้องการประหยัด

จึงต้องนั่งรถสองต่อ 17.30 น. รถถึงสถานีธนบุรี
จับแทกซี่ไปหอพักเที่ยงธรรม
ที่นี่เคยมาพักแล้วเมื่อ 2 ปีก่อน เป็นหอพักชาย
มีอาคาร 2 ชั้น สองหลัง ห้องขนาดเล็กพักอยู่ได้คนเดียว
ค่าหอพักเดือนละ 40 บาท มีอ่างอาบน้ำใต้หุนหอพัก
สูบน้ำจากบ่อให้เราอาบ มีน้ำฝนให้เราใช้ดื่มจากแท้งก์ขนาดใหญ่
ผู้พักอาศัยเป็นใครก็ช่าง จะเป็นนักเรียน นักศึกษาหรือทำงานแล้ว
ขอให้เป็นผู้ชาย ไม่มีครอบครัว เจ้าของชื่อนายนุกูล บุญประสิทธิ์
ซึ่งจะเป็นผู้ปกครองของเราตอนมอบตัวเป็นนักเรียนวิทยาลัยครู
บ้านสมเด็จเจ้าพระยา หอพักนี้หาไม่ยากเลย จากเชิงสะพานพุืทธ เดินเข้าซอยข้างวัดประยูรวงษ์ ผ่านรร.ซางตาครูสคอนแวนต์ ตรงไปอีกถึงวัดบุบผาราม เ้ลี้ี่ยวขวาเข้าหอพัก มีป้ายชื่อบอกไว้ปากทางเข้า ถึงวันที่ 20 เมย.ไปติดต่อที่กระทรวง ปรากฏว่ายังไม่ถึงวันรายงานตัว ต้องรอถึงกลางเดือนพฤษภาคม ดังนั้นเราก็เดินทางกลับไปท่าฉางอีกเมื่อ 24 เมย.ต้องพักอยู่ทีท่าฉางอีกร่วมเดือน ไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน อยู่อย่างไร้สาระ กินนอน นอนกิน ไม่มีอะไรทำ ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์

เดือนพฤษภาคม 2500

ปีการศึกษา 2500 เราได้รายงานตัวเป็นนักศึกษาของวิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้า
พระยาเรียบร้อยแล้ว และเราก็จะ 21 ปีเต็มในปีนี้ เหตุการณ์ในเดือนนี้ เริ่มแต่หลังจากนั่งๆ นอนๆอยู่ที่บ้านท่าฉาง มาเป็นเวลาหลายวัน จนถึงวันที่ 20 พค.เราก็เดินทางอีกครั้ง เข้ากรุงเทพพักที่หอพักเที่ยงธรรม ตอนนี้ได้รู้จักเื่พื่อนที่หอพักหลายคน ติดต่อร้านอาหารผูกปิ่นโตที่ร้านป้าหว่าง หน้า สน.บุปผาราม เดือนละ 130 บาท อาหารสองมื้อ วันศุกร์ที่ 24 ได้ใบรายงานตัวจากกระทรวง แต่วิทยาลัยยังไม่เปิด ต้องรอไปจนถึงวันศุกร์ที่ 31 พค. ไปรายงานตัวที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีเจ้าของหอพักเป็นผู้ปกครอง จ่ายค่าบำรุงปีละ 350 บาท เราได้ทุนการศึกษาปีละ 2,500 บาท จ่ายเป็นเงินสดไม่มีหอพัก ให้นักเรียนหาที่พักเอง

เดือนมิถุนายน 2500

การรายงานตัวไม่เรียบร้อยดีนักเพราะขาดทะเบียนบ้าน แต่ก็รับมอบตัวไว้แล้ว ให้ส่งทะเบียนบ้านภายหลัง เราก็จำเป็นต้องเดินทางอีก เมื่อวันที่ 3 มิย.ได้รับเงินที่ทางบ้านส่งมา แต่ไม่พอ จึงตัดสินใจเดินทางในวันที่ 4 มิย.อยากไปให้ถึงโดยเร็วจึงไปขึ้นรถ รสพ.ที่ท่ารถวัดเลียบ แต่ไปไม่ทัน รถออกไปก่อนแล้ว จากนั้นก็นั่งรถมล์มาที่สถานีรถไฟบางกอกน้อย โชคดีที่รถชุมพรยังไม่ออก เราก็ได้กลัีบบ้านโดยรถเที่ยวนี้ ถึงชุมพรค่ำพักค้างคืนที่โรงแรม รุ่งเช้านั่งรถต่อไปท่าฉาง นั่งรถเที่ยวนี้เจอเพื่อนเก่า สงวน กลับจากกรุงเทพ ยุพิน วาริน กลับจากเพชรบุรี บอกความประสงค์ทางบ้านว่าจะมาเอาใบทะเบียนบ้าน วันที่ 7 พค.เราไปติดต่อที่อำเภอ เจอคุณสมคิด คำพจน์ เป็นเจ้าหน้าที่ เปิดทะเบียนก็พบว่า ไม่มีชื่อนายประดิษฐ์ พราหมณ์มณี เว้า ชื่อเราหายไปไหนเล่า่ ทำไงดี แต่ก็มั่นใจว่าคงอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา จำได้ว่ามีการสำรวจสำมะโนประชากรครั้งหนึ่ง ตอนนั้นเราเป็นนักเรียนและสังกัดอยู่ที่ตำบลหมื่นไวย อ.เมือง จ.นครราชสีมา ดังนั้นวันที่ 8 มิย.เราก็กลับคืนสู่กรุงเทพมหานคร พักค้างคืนที่ชุมพร รุ่งเช้าวันที่ 8 มิย.จับรถยนต์เข้ากรุงเทพ รถวิ่งเร็วกว่ารถไฟ ผ่านประจวบ หัวหิน เพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม ถึงกรุงเทพ ค่ารถ 50 บาท มีเพื่อนเก่าจากโคราช บุญโฮม บุญทีพักที่หอพักเที่ยงธรรมด้วย เรียนต่อที่วิทยาลัยครูบ้านสมเด็จด้วยกัน เมื่อวันที่ 12 มิย. ชอบ จากบ้านไร่ปรงมาเป็นทหารเรืออยูู่ที่สัตหีบ มาเยี่ยมเราที่หอพัก 17 มิย. เปิดเทอมวันแรก เราเข้าเป็นสมาชิกสีม่วงขาวแล้วอย่างเต็มตัว นักเรียนรุ่นเรานี้มาด้วยกัน420 คน เข้าแถวหน้าตึุกอำนวยการ ฟังขานชื่อแบ่งห้อง มีอาจาราย์ประจำชั้นนำเข้าห้องเรียน เราเป็นคนที่ 14 ของห้อง ง.อาจารย์ไพรัช วนาพรรณ์เป็นอาจารย์ประจำชั้น เข้าห้องมีการแนะนำตัว เป็นการปฐมนิเทศนักเรียนใหม่ เวลา 10.00 น.เข้าห้องประชุมใหญ่ อาจารย์สวัสดิ์ สิงหพงษ์ อาจารย์ใหญ่ และอาจารย์ ทวีโปรานานนท์ ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ บรรยาย ให้การปฐมนิเทศ วันพุธที่ 26 มิย.มีปัญหานิดหน่อย เรื่องวันพระ ปฏิทินบางฉบับบอกว่าวันนี้เป็นวันพระ บางฉบับบอกว่าพรุ่งนี้เป็นวันพระ ทางราชการจึงมีประกาศทางวิทยุว่าวันที่ 27 มิย.เป็นวันพระให้หยุดราชการ

เดือนกรกฎาคม 2500

การเรียนย่างเข้าเดือนที่ 2 แล้ว เราได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนปกศ.สูงรุ่นแรก การเีรียนเข้มงวดขึ้น จำเป็นต้องรักษาสุขภาพไว้ให้ดี อย่าได้มีการเจ็บป่วยเป็นอันขาด มีงานต้อนรับน้องใหม่ในวันพุธที่ 10 กค. พวกเราคณะนักเรียนชั้นปกศ.สูงไม่มีบทบาทอะไรเลย เพราะนักเรียน ปกศ.ปี 2 จัดต้อนรับนักเรียน ปกศ.ปี 1 อั้ยพวกเราถ้านับปีแล้วเราก็เป็นนักเรียนปีที่ 3 ก็ไม่ใช่น้องของปกศ.ปี 2 เราจึงไม่ใช่น้อง เรามาใหม่ก็จริงแต่มาในฐานะพี่ และเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 กค.ก็เป็นวันไหว้ครู อาจารย์บุญถิ่น อัตถากร อธิบดีกรมการฝึกหัดครูเป็นประธาน นักเรียนแต่ละห้องจัดพานพุ่มดอกไม้ไหว้ครู งานเสร็จเมื่อเวลา 9.40 น.วันนี้ไม่มีการเรียน และก็สิ้นสุดการบันทึกของปี 2500 ขอพักการเขียนบันทึกในปีนี้ เป็นเวลา 5 เดือน

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan

admin

  • เจ้าบ้าน
  • เพื่อนบ้าน
  • *****
  • กระทู้: 208
    • ดูรายละเอียด
    • เว็บไซต์
    • อีเมล์
Re: ไดร์อารี่ ของ อ.ติงต๊อง 2
« ตอบ #14 เมื่อ: กันยายน 28, 2010, 03:02:34 AM »
ส.ค.ส.2501

เริ่มต้นปีใหม่ ชีวิตใหม่ ขอให้มีแต่สิ่งใหม่ๆ

สิ่งเก่าๆที่เลวร้ายขอให้ผ่านไป

เดือนมกราคม 2501..

ตอนนี้เรา่พักอยู่ที่หอพักเที่ยงธรรม
และอายุ 22 ปีเต็มเมื่อถึงวันเกิดปีนี้............

ศุกร์ที่ 3 มค.ไปสมัครเรียนสีีไวโอลินที่สำนักดนตรีนิพนธ์ ใกล้วัดอนงคาราม ค่าเรียนเดือนละ 40 บาทเรียนวันละ 1 ชม. เริ่มจับไวโอลินวันแรก รู้สึกว่าเราไม่มีหัวทางดนตรีเท่าไรเลย คิดว่าคงสำเร็จยาก ตอนแรกสีไปตามตัวโน้ต ยังไม่เป็นเพลง จันทร์ที่ 6 .ซื้อวิทยุ 1 เครื่องขนาด 4 หลอด ราคา345 บาท เอาไว้ฟังเพลง ฟังข่าว ฟังละครวิทยุ ยังไม่เคยมีมาก่อน ชอบมากๆ จันทร์ที่ 20 ออกเบอร์ขายวิทยุใบละ 5 บาท แบบเลข 2 ตัว ได้เงิน 325 บาท ผูู้่ถูกรางวัลอยู่ที่ ทร.ท่าช้าง อังคารที่ 21มค คิดว่าวันนี้่อาจารย์สมนึกจะเทสวิชา physical geometry แต่ก็ไม่้้เทส คืนนี้้เตรียมตัวเต็มที่เลย ตอนเช้าอาจารย์ไขศรี ชิตินทร เรียกพบ ถามว่าจะวิจารณ์นิยายเรื่องอะไร บอกไปว่าเลือกเรื่องกุหลาบแดง ของ ก สุรางคนางค์ ตอนเย็นไปเรียนไวโอลิน ---พุธที่ 22 มคไปสมัครเรียนภาษาอังกฤษกับคุณชอุ่มที่มูลนิธิสุรชัย ตั้งอยู่ที่รร.อิสระนุกูล บางรัก พระนคร อาตารย์สิรินทร์ กฤติทองเป็นอาจารย์สอน เรียนฝึกพูดภาษาอังกฤษ โดยไม่คิดค่าเรียน เรียนวันละ 1 ชม. ระหว่าง 15.00-16.00 น.เริีมเรียนวันพรุ่งนี้ พฤหัสบดีที่ 23 บ่ายวันนี้ไม่มีการเรียน ให้นักเรียนไปดูภาพยนตร์ที่หอประชุม เป็นภาพยนตร์ตลก เรื่องสองเกลอปราบนักต้ม และมีดนตรีบรรเลงด้่วย ดูดนตรีได้หน่อยหนึ่ง ก็ไม่ค่อยน่าสนใจ ชวนเพื่อนๆกลับบ้านกัน ศุกร์ที่ 24 ห้องอื่นๆไปทัศนศึกษากันหมด เราห้อง งูยังไม่ได้่ไป วันนี้อ.ประยูรแจกหนังสือภาษาอ้งกฤษให้อ่านคนละ 1 เล่มจากนั้นก็มีการวิจารณ์ เพื่อนๆ เชียร์ให้เราแสดงมโนราห์ เราก็จำใจแสดงร่วมกับคุณอภิชัย น่าขายหน้ามากๆเพราะเราแสดงไม่เป็นสักอย่าง เสาร์ที่ 25วันนี้ตื่นเกือบ 1 โมงเช้า เขียนรายงานได้ 5-6 แผ่น ต้องเผ่นไปกินข้าวแกงเสียจานหนึี่งกลับเข้าบ้านเขียนต่อจนเย็นก็เสร็จ ตอนนี้ในกระเป๋ามีเงินเหลืออยู่ 40 บาท จะต้องจดหมายขออีกแล้ว อาทิตย์ที่ 26 มค พักอยู่บ้านตลอดวัน จดหมายถึงพี่ยัง คุณอุษา (โคราช) และไทยวัฒนาพาณิช วันนี้ไม่ไปเรียนภาษาอังกฤษ รู้สึกเหนื่อยๆอยากจะเลิกเรียนทั้งภาษาอังกฤษและดนตรี เพราะเห็นท่าจะไปไม่ไหว พฤหัสบดีที่ 30 มค ซื้อกระดาษทำอุปกรณ์การสอน4.50บาท เงินหมดอีกแล้ว หันหน้าพึ่งอาเฮียโรงจำนำ ชักชำนาญแล้ว เพราะเคยเข้าบ่อยๆ สิ้นเดือนแล้ว การเรียนก้าวมาได้ครึ่งทาง อีกไม่นานจะได้เลิกเรียน ชักเซ็งตะหงิกๆแล้วละจ้า

เดือนกุมภาพันธ์ 2501

เสารฺ์ที่1กพเอาหนังสือวิทยาศาตร์มหัศจรรย์ไปเปลี่ยน
ที่ไทยวัฒนาพาณิช จากนั้นก็นั่งรถเรื่อยเปื่อยไปลงที่บางลำภู เดินเที่ยวคนเดียว ไม่เกี่ยวใคร สบายใจดี ---เรื่องการเรียนตั้งใจว่าจะเรียนให้หนักกว่านี้ เพื่อปรับเกรดให้สูง สอบครั้งที่แล้วได้ 2.60 เท่านั้น ไม่เคยตกต่ำขนาดนี้ จันทร์ที่ 3 กพตื่นเช้าเสาธงตั้ง ต้องชักธงลง รู้สึกหนาว ฝนตกด้วย น้ำกระเซ็นเข้ามาทางหน้าต่าง มองทางหน้าต่างเห็นเมฆเกลื่อนฟ้า เสียงหยดน้ำจากชายคาลงสู่พื้นดิน เสียงเปาะแปะๆ หลับต่ออีกนิดท่าจะดี ฝนหลั่งล้นมาน้ำตาฉันไหลริน ฉ่ำฝนล้นดิน ไหลเลยไม่สิ้น ไหลรินเหมือนดังคำ....อังคารที่ 4 วันนี้สอบวิชารักษาดินแดนของชั้นปี 2 พวกเรา ปกศ สูงไม่ได้สอบ ไปทำ wet mounting ที่บ้านคุณเจริญ ภู่สระแก้ว แล้วไปส่ง slide picture กับอาจารย์เสริมวิทย์ พุธที่ 5 วันนี้สอบวิชาดนตรี ผ่านไปได้ ไม่ค่อยดีเท่าไร เลิกเรียนวันนี้เราสองคนกับคุณชอุ่มไปเรียนภาษาอังกฤษที่ี รร.อิสระนุกูล บางรัก เช่นเคย รู้สึกชักเบื่อๆอยากจะเลิกเรียนเสียแล้ว พฤหัสบดีที่ 6 กพ ใกล้ถึงเวลาสอบแล้ว เรายังไม่มีความพร้อมเลย ทุกวิชายังอยู่ในหนังสือ ความขี้เกียจเป็นเจ้าหัวใจ จับหนังสือขึ้นมาอ่าน มันจะปวดหัวหนึบขึ้นมา ง่วงตามมาอีกต่างหาก สุดท้ายเราก็ยอมแพ้ หลับดีกว่า------พุธที่ 8กพ เรากับคุณชอุ่ม มาลยาภรณ์ ไปติดต่อแผนกส่งเสริมอาชีพและการก้าวหน้า เพื่อหางานพิเศษทำ เขาแนะนำให้ไปติดต่อที่กรมประชาสงเคราะห์ เราก็ไปตามเขาว่า ได้แต่เขียนใบสมัครทิ้งไว้ ให้เรารอฟังข่าว เรากลับมาร้องเพลงรอ รอ รอแล้วรอไม่สิ้น รอจนลมจับถมทับแผ่นดิน แผ่นฟ้า---จันทร์ที่ 10กพ วันนี้งด ไม่ไปเรียนภาษาอังกฤษ ชักเก แล้วซีเรา แวะไปบ้านคุณทองดี เจอคุณวิจิตรคงสัตย์ เพื่อนเก่า ฝค.นม. นั่งคุยกันจนค่ำ.อังคารที่ 11 วันนี้เข้าหา ว้า พูดน่าเกลียด เข้าพบอาจารย์เบญจมาศ เพราะไม่ค่อยเข้าใจคณิตศาสตร์ ท่านตอบรับเป็นอันดี อธิบายเต็มที่แต่สมองอันน้อยนิดของเราไม่ยอมตอบรับ พุธที่ 12กพตอนบ่ายวันนี้ว่างตลอด เราก็กลับบ้านทันที เงินหมดอีกแล้ว ทำไงดี ---สรรเสริญเยินยอใครไม่เป็น ไม่มีทางเจริญ สุภาษิตกะเหรี่ยง ศุกร์ที่ 14กพ วันนี้ 10.00 น. นักเรียนเข้าห้องประชุม ฝรั่งคนหนึ่งชื่อ Mr.Peter Bee บรรยายเรื่องประเทศอังกฤษ เป็นเวลา 1 ชม. แล้วกลับเข้าห้องเรียนตามตารางแล้วกลับเข้าห้องประชุมอีกครั้ง คราวนี้ฝรั่งอีกคนหนึ่งเป็นศึกษานิเทศก์ชื่อ Mr Ant คุยฟุ้งเรื่องอุปกรณ์การสอน----จันทร์ที่ 17 กพตั้งใจเต็มที่ไปเรียนภาาษอังกฤษ แต่พอไปถึงรร.จึงรู้ว่าเป็นวันตรุษจีน รร.หยุด เราสองคนก็ต้องกลับ เดินไปเรื่อยเปื่อย อังคารที่ 18กพ วันนี้เงินหมดจริงๆ จดหมายไปทางบ้านแล้ว แต่ยังไม่ได้รับตอบ พุธที่ 19 กพวันนี้่งดเรียนครึ่งวัน ตอนบ่ายมีการสอบสนทนาภาษาอังกฤษ สอบกับอาจารย์ประยูร จากนั้นก็เข้าเรียนวิชาการศึกษา พฤหัสบดีที่ 20กพ บ่ายวันนี้ว่างจากการเรียน เรากับคุณจิรศักดิ์ชวนกันไปจับแมลงผีเสื้อ ที่วัดแถวโบ้เบ้ นำมาฝึกการสตาฟเก็บไว้ในกล่องกระดาษ มีคุณสมภารมาด้วย จับได้คนละ 3 ตัว ศุกร์ที่ 21 ส่ง จม.ไปบ้านอีกครั้ง วันนี้ตอนบ่ายถูกไล่ให้ไปดูภาพยนตร์ที่หอประชุม กลับมาถึงที่พักชวนคุณบุญโฮมไปเที่ยว พักผ่อนสมอง พุธที่ี 26 ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 5 มีค.วิทยาลัยหยุดให้ดูหนังสือเตรียมสอบไล่ปลายปี พฤหัสบดีที่27ข่าววันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ
สมเด็จพระบรมราชินีเสด็จประพาสภาคเหนือ ศุกร์ที่ 28กพ ไปสมัครสอบให้ปุกเข้าเรียนพยาบาลที่รพ.ศิริราช

เดือนมีนาคม 2501

ช่วงนี้มีบ้านพักที่หอพักเที่ยงธรรม

เสาร์ที่ 1มีค วานนี้ไปสมัครแทนให้ปุก(มะลิ)ที่รพ.ศิริราช เราช่วยทำหน้าที่ให้แล้วตามที่ทางบ้านขอความช่วยเหลือมา วันนี้คิดว่าจะไปที่รพ.หญิงอีกที่หนึ่ง แต่รู้สึกไม่สบาย ปวดหัว ไว้วันพรุ่งนี้จะดีกว่า อีก 5 วันเราเองก็จะลงสนามสอบด้วยเหมือนกัน อาทิตย์ที่ 2 เธอคนนั้นชื่อพาสนา แก้วกันญาติเด็กสาวชาวดงตาล ตำบลท่าฉาง คุณสรรเสริญแนะนำให้เรารู้จักเป็นแฟนกัน พ่อแม่เขาฝากบอกมาว่าให้พี่สาว 3 คนแต่งงานก่อนแล้วค่อยพูดกัน เราชอบไปหาเพื่อนคนนี้บ่อยๆก็เพื่อได้เห็นหน้าเธอผู้นั้น แปลก วันนี้ทำไมคิดถึงเขาก็ไม่รู้ จันทร์ที่ 3มีค ได้รับธนานัติจากทางบ้าน 300 บาท พรุ่งนี้จะไปรับที่ไปรษณีย์วงเวียนใหญ่ จ่ายค่าอาหารร้านป้าหว่างครึ่งหนึ่ง 85 บาท รวมที่ค้าง 35 บาท เป็น 120 บาท อังคารที่ 4มีค คิิดถึงเธออยู่ทุกลมหายใจ ----พฤหัสบดีที่ 6 สอบไล่วันนี้เป็นวันแรก รู้สึกว่าทำข้อสอบได้ อาทิตย์ที่ 16 มีค การสอบเสร็จสิ้นแล้ว จะต้องรอสอบวิชาทหารรักษาดินแดนชั้นปี 3 ในวันที่ 17-19 มีค.พุธที่ 19มีค เริ่มสอบวิชาทหารเมื่อวันจันทร์ แล้วไปสอบวิชาภาษาอังกฤษที่มูลนิธิสุรชัย ให้ส่งรูปถ่าย 2 นิ้ว สองรูปที่มูลนิธิ วันอังคารสอบวิชาทหารอีกวันหนึ่ง สำหรับวันนี้สอบวิชาทหารภาคปฏิบัตืที่สวนสราญรมย์ กรมการรักษาดินแดน ก็สนุกดี ล้มลุกคลุกคลาน เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นมอมแมม การสอบผ่านไปด้วยดี ทุกคนสอบผ่านหมด โดยเฉพาะสอบข้อเขียน ครูคุมสอบซึ่งเป็นทหาร เดินบอกข้อสอบให้นักเรียนตลอดเวลา ขอบคุณมากครับ จันทร์ที่ 24 มีควันนี้ได้เดินทางกลับบ้าน ท่าฉางโดยรถไฟขบวนพิเศษจัดให้เฉพาะนักเรียนเดินทางกลับภูมิลำเนา บนรถไฟได้รู้จกกับเพื่อนหญิงจากวิทยาลัยครูสวนสุนันทาหลายคน มีสำราย จงจิตและเจริญ อังคารที่ 25มีค เราเดินทางถึงท่าฉาง ดีใจที่ได้ลับมาถึงบ้านแล้ว

 

เดือนเมษายน 2501

กลับมาจากกรุงเทพตั้งแต่ 26 มีค. ตอนนี้ก็พักอยู่กับบ้าน ไม่มีอะไรทำ บางวันก็ไปหาเพื่อนๆ หน้าร้อน ข้าวในนาเก็บเกี่ยวกันหมดแล้ว เห็นแต่ซังข้าวสีเหลืองทั่วไปตามท้องนา ผิดกันกับหน้าฤดูทำนา น้ำในนาเป็นที่อาศัยของปลาเล็กปลาน้อย ตรงร่องน้ำไหลปลาตัวเล็กสีสรรต่างๆ แหวกว่ายโต้กระแสน้ำ น่าดู เราชอบที่สุด แต่ขณะนี้แห้งแล้ง พื้นนาแตกระแหง น้ำทะเลที่เคยไหลเข้าพื้นนาก็หดหายไป วันที่ 3เมยเราไปเยี่ยมคุณสรรเสริญที่บ้าน ท่าฉาง สรรเสริญไม่ได้เรียนต่อและไม่มีงานทำ ยัีงคงทำงานเดิมๆที่เคยทำมาตั้งแต่เด็ก คือทำตาลโตนด ปีนต้นตาลเช้าเย็นทุกวัน เก็บน้ำหวานมาเคี่ยวทำน้ำตาล เราพบเขาที่บ้านแล้วชวนเขาไปบ้านเราที่ไร่ปรง อีกสองวันต่อมาก็ไปหาพี่หลวงที่นิคม บ้านดอนพักอยู่ที่นิคม 3-4 วันก็กลับไร่ปรง ขากลับเจอพี่อุบล เขาชวนเราไปบ้านน้าที่เขาพักอาศัยอยู่ จากนั้นก็นั่งรถไฟลงท่าฉาง เจอคุณบุญเหริม (หมายเหตุขณะที่พิมพ์ใหม่ในคอมนี้เป็นปี 2550 ชื่อบุคคลทีีเอ่ยมาในหน้าบันทึกนั้นบางคนเรานึกหน้าไม่ออก เหมือนก้ับว่าไม่เคยรู้จักกัน จำใครไม่ได้เลย)ชวนคุณบุญเหริมไปเที่ยวบ้านด้วย ตอนบ่ายวันเดียวกัน ละมัย เลื่อม มาเยี่ยมเราที่บ้าน ทุกคนยังเหมือนเดิม แต่เราอดเศร้าใจไม่ได้ว่าต่อนี้ไปเราก็จะห่างเหินกัน

เดือนพฤษภาคม 2501

ย่างหน้าฝนดลหัวใจให้เรียมนี้ชุ่ม เหมือนต้นข้าวเขียวชะอุ่ม อยู่ในลุ่มหล่อน้ำ.... แต่ฝนยังไม่ตั้งเค้าเลย อากาศยังร้อน พี่หลวงมาจากนิคมเมื่อ 7 พค.พักอยู่สองวันก็กลับนิคม เรานึกอยากจะไปเยี่ยมสรรเสริญอีก ไม่ใช่อะไรหรอกเพราะอยากจะเห็นเด็กสาวที่ชื่อพาสนาเท่านั้นแหละ หลานราตรีลูกสาวพี่เณรห้วนแต่งงานเมื่อ 12 พค.เราไม่ได้ไปงานนี้ พ่อแม่ไม่อยากให้เราไป เอ้า ไม่ไปก็ไม่ไป ยังเหลือละมัย ดำสุวรรณ มะลิ ภักดีอักษร ใครจะแต่งก่อนนะ อีกคนหนึ่งชื่อ มณี ชื่อเล่นว่าไม้ ไปอยู่ทำมาหากินที่หลังสวน เขามาเยี่ยมบ้านไร่ปรง กลับหลังสวนเราไปส่ง นั่งรถไฟไปด้วย เราลงที่ไชยา เมื่อวันที่ 12 ไปบ้านคุณสรรเสริญ พบพี่เสี้ยนซึ่งเป็นพี่สาวของสรรเสริญ พี่สาวคนนี้่เชียร์เรากับพาสนาตลอดมาแต่ไม่สำเร็จ วันนี้พี่เสี้ียนชวนไปทะเล หาหอยแครง นั่งเรือแจวไปตามคลองท่าฉาง ถึงปากน้ำออกทะเล ออกไปได้หน่อยเดียวเรือติดโคลน ขณะนั้นน้ำทะเลแห้งเห็นเป็นหาดเลนกว้างไกล เราต้องลงจากเรือลากเรือไปพื้นโคลน จนถึงที่มีน้ำ มีใครๆต่อใครมาหาหอยแครงกันหลายคน เราลงงมหอย เราไม่เคยมาก่อนเลย ใช้มือควานหาหอยในโคลน เจอตัวหอยก็จับมันขึ้นมา เวลาผ่านไปจนตกเย็น น้ำทะเลเริ่มขึ้ึ้นสูง จนเรางมหอยไม่ได้แล้วก็พากันขึ้นเรือ วันนั้นเราได้หอยแครง 10 ตัว พี่เสี้ยนหาเก่งมาก ได้ตั้งเยอะ เขาแบ่งให้เราสมทบกับที่เราหาได้ก็พอเป็นอาหารได้มื้อหนึ่ง---ศุกร์ที่ 16 อยากไปบ้านท่าฉางมากเลยวันนี้ เคยตั้งใจว่าจะไม่ไป ไม่ไป นึกถึงพี่บุญเสี้ยนพี่สาวของคุณสรรเสริญเชียร์เรากับพาสนาตลอดเวลา แต่ก็ไม่สำเร็จ----อังคารที่ 20พคทนต่อไปไม่ไหวแล้ว วันนี้ตัดสินใจไปบ้านคุณสรรเสริญ ระยะทางไม่ไใช่ใกล้นะ ต้องเดินล่องไปตามทางรถไฟเกือบ 2 กิโล นั่งอยู่ที่บ้านคุณสรรเสริญตั้งนาน ไม่ได้พูดคุยกับพาสนาสักคำ ดูเหมือนว่าเขาไม่อยู่บ้าน ไม่กล้าเข้าไปถามด้วยซี แย่จัง ---พฤหัสบดีที่ 22พค เว้นมาได้วันหนึ่งก็ไปบ้านคุณสรรเสริญอีก หวังจะได้พบหน้าพาสนาสาวดงตาลคนนั้น แต่ก็ผิดหวัง เราคงจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว---เสาร์ 24 พค กำหนดกลับกรุงเทพวันนี้ ตอนเช้าไปเอาข้าวเหนียวกวนที่บ้านคุณสรรเสริญ ตอนเย็นเราเดินทางกลับกรุงเทพพร้อมกับคุณนพรัตน์วันที่ 25 พค.ถึงกรุงเทพเวลา 12.30 นลงรถมองหาใครไม่รู้ัจักสักคน เรียกแทกซี่ไปส่งที่พัก นึกได้ว่าลืมของไว้บนรถอย่างหนึ่ง เข้าพักที่หอพักเที่ยงธรรมตามเดิม เสียค่าหอโดยไม่ได้อยู่ถึง 4 เดือน เสียค่าเช่า 360 บาท---จันทร์ 26 พคเช้าวันนี้ไปพบคุณสมพรทีี่่วัดมหาธาตุ กลับที่พักชวนคุณบุญโฮมไปบางลำพูกัน ซื้อผ้าตัดกางเกงที่ร้านหลีแซ ชิ้นหนึ่ง 55 บาท ค่าตัดกลางเกง 35 บาท อังคารที่ 27 พคไปดูหนังที่เอ็มไพร์เรื่องคู่ชีวิต พักผ่อนสบายหน่อยเพราะโรงเรียนยังไม่เปิด เราอยู่ในสภาวะคนว่างงาน คุณนพรัตน์มาเยี่ยมเมื่อวันพุธ ฝากธนานัติให้เราช่วยไปถอนเงินให้ที่ ปณ.วงเวียนใหญ่(500 บาท)--่ พี่พิทักษ์เป็นตำรวจพักอยู่ห้องมุม เขาย้ายไปอยู่บ้านเช่าเมื่อ 30 พค.เราจึงย้ายไปอยู่ที่ห้องเขา เพราะเป็นห้องมุมอากาศดี สิ้นเดือนพฤษภาคมแล้ว เวลาผ่านไปเร็วมาก สบสนวุ่นวายจนจดไม่ทัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามครรลองของมัน

เดือนมิถุนายน 2501

อาทิตย์ที่ 1 เปลี่ยนร้านอาหารจากร้านป้าหว่างมาที่ร้านนายทวี อาหารสองมื้อ เดือนละ 170 บาท จ่ายล่วงหน้าไว้ 100 บาท ร้านนี้เป็นร้านข้าวแกงแบบสั่งทำ ค่าอาหารแพงกว่าร้านป้าหว่าง คิดว่าอาหารคงจะดีกว่า --วันที่ 2 มิย. วิทยาลัยเปิดเรียนแล้ว เราเลื่อนขึ้นชั้นปีที่ 2 และยังอยู่ห้อง ง,งูเหมือนเดิม และเป็นปีสุดท้าย จบแล้วคงจะต้องทำงาน ไม่สามารถเรียนต่อได้อีกแล้ว เบียดเบียนพ่อแม่มา 15 ปีแล้ว เมื่อได้ทำงานแล้วค่อยหาทางเรียนต่อก็ยังไม่สาย อังคารที่ 3 มิยรร.เปิดแล้ว วันนี้เรียกประชุมกันชั่วโมงหนึ่งแล้วให้กลับบ้่าน พุธที่ 4มิยวันนี้มีการจับสลากเพื่อเตรียมการฝึกสอน แบ่งนักเรียนออกเป็น 3 กลุ่ม ออกฝึกสอนกลุ่มละ 1 เทอม ได้เบี้ยเลี้ยงวันละ 10 บาท พฤหัสบดีที่ 5 วันนี้ประชุมชี้แจงเกี่ยวกับการฝึกสอน ยังไม่มีการเรียน --ศุกร์ที่ 6 เงินหมด ยืมคุณบุญโฮม 30 บาท เราสองคนนี่ ผลัดกันยืมมาตั้งแต่อยู่โคราชแล้ว เลิกเรียนวันนี้ชวนคุณบุญโฮมไปซื้อสมุดที่ร้าน อ.จ.ส. ขากลับเจออ.ไพรัชบนรถเมล์อาจารย์บอกอะไรกับเรา์ฟังไม่ออก คนแน่น เสียงรถดัง เราได้ครับๆ ไปงั้นแหละ พฤหัสบดีที่ 12 มิย.รับธนานัติจากทางบ้าน 320 บาท พอแก้ปัญหาไปไ้ด้ตอนหนึ่ง อดทนอีกหน่อยปีเดียวเท่านั้เราก็จะมีงานทำ มีเงินเดือน ไปรับเงินที่ปณ.วงเวียนใหญ่ ส่ง จม.ให้นึก และชอบ ด้วยในวันนี้ เสาร์ที่ 22 กล่ำมาเยี่ยมเรากับบุญโฮม ชวนกันไปดูหนังที่เอ็มไพร์วันนี้เรื่องยอดอนงค์ ห่างมานานที่ไม่ได้เข้าโรงหนัง จันทร์ที่ 30 ฝนตกมา 3-4 วันแล้วฟ้าครึ้มทั้งวัน วันนี้คุณถาวร เพื่อนเก่าสมัยมัธยมรร.อำนวยวิทยา มาหาเราที่หอพัก ชวนกันไปเช่าบ้าน อยู่ด้วยกัน 3 คน มีประดิษฐ์ ถาวร กวีและเมีย ก็ดีเหมือนกัน เรายังไม่เคยเช่าบ้านมาก่อน ครั้งแรกเคยอยูที่วัดเป็นเด็กวัดไม่กี่วันก็เข้าอยู่หอ เมื่อถาวรเพื่อนเรามาชวนก็รู้สึกว่าน่าจะตกลง

เดือนกรกฎาคม 2501

บ้านเช่าที่เราจะไปอยู่ เป็นบ้านปลูกใหม่ ยังอยู่่ในระหว่างการก่อสร้าง ต้องรอไปอีกหน่อย ระหว่างที่รอก็เกิดอาการลังเลว่าจะย้ายไปดีไหม กำหนดว่าจะย้ายเข้าวันที่ 5 กค. เมื่อวันที่ 3 กค.วิทยาลัยมีงานไหว้ครูและรับน้องใหม่ เราเบี้ยว ไม่ไปงานนี้ ไม่ไปก็ไม่เป็นไร เพราะการต้อนรับน้องใหม่เป็นเรื่องของนักเรียนครู ปกศ.ชั้นปี 2 น้องใหม่ของเขาก็คือนักเรียนชั้นปี 1 แล้วเราเป็นนักเรียนครูปกศ สูง เป็นพี่เขาด้วยซ้ำไป เพียงแต่เรามาทีหลัง เราจึงพักอยู่กับบ้านทำงานที่คั่งค้างอยู่ ถึงวันที่ 5 บ้านก็ยังไม่เสร็จ ถาวรก็ยังไม่ส่งข่าว ถ้ารอเป็นครึ่งเดือนเราก็จะไม่ย้าย อาทิตย์ที่ 6 วันนี้ว่าง เดินเตร่ไปที่โรงหนังบุษยพรรณ ซื้อตั๋วเข้าดูหนัง 3.50 บาท ดูได้สองรอบ และ่แล้ววันที่ 18 กค. เราก็ย้ายออกจากหอพักเที่ยงธรรม เข้าอยู่บ้านเช่า เลขที่ 1181/2ตรอกวัดกัลยาณ์ ปากทางโรงเรียนแสงอรุณ สมาชิกที่อยู่ด้วยกันมีคุณกวี แป้น ภรรยาคุณกวี มีลูกคนหนึ่ง ยังเล็กๆ ราว 2 ขวบ คุณถาวรและเรา แป้นทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน หุงข้าว ทำกับข้าว คุณกวีทำงานแล้ว ส่วนถาวรกับเรายังเป็นนักเรียนอยู่ การอยู่ด้วยกันก็ดี ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัว มีห้องนอนเป็นสัดส่วน คนละห้อง

เดือนสิงหาคม 2501

วันนี้พักที่บ้านเช่าตรอกวัดกัลยาณ์

วันศุกร์ที่ 1 สค. คณะเดินทางประกอบด้วย กวี แป้น เด็กหญิงตุ้ม ถาวรและเรา ไปเที่ยวบ้านแป้นที่สมุทรสงคราม ขึ้นรถไฟที่วงเวียนใหญ่ สุดทางที่ีมหาชัย นั่งเรือข้ามฟากไปต่อรถไฟสายแม่กลองหรือสมุทรสงคราม เรือข้ามฟากนี้ไม่เก็บตังค์ เพราะเป็นบริิการของการรถไฟ บนฝั่งมีรถไฟอีกขบวนหนึ่งจอดรอผู้โดยสาร ทุกคนขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว รถก็ออกจากที่โบกี้รถไฟโคลงเคลงเหมือนจะตะแคงล้มลง น่ากลัวว่าจะกลิ้งตกจากราง รถไฟสายนี้คงเป็นสายที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ใช้หัวรถจักรไอน้ำชักลาก ขบวนรถมี 3 โบกี้ ไม่ช้ารถวิ่งผ่านนาเกลือ กว้างไกลเหมือนทุ่งนา มีกองเกลือสีขาวเกลื่อนอยู่ทั่วไป รถจอดตามสถานีรายทางไปเรื่อยๆ รวม 3 ชั่วโมงก็สุดปลายทางที่แม่กลอง เราลงจากรถไปที่ท่าเรือ นั่งเรือหางยาว ขับเร็วมาก แหวกคลื่นน้ำเสียงเรือดังสนั่นไปตามลำแม่น้ำ ไม่ช้าก็เข้าคลองเล็กๆ ไปถึงบ้านแป้น เป็นบ้านหลังใหญ่หลังหนึ่งปลูกริมคลอง สองข้างคลองเป็นป่าจากคล้ายกับบ้านที่พ่อแม่ย้ายไปอยู่ที่ในบาง สุราษฎร์ธานี รอบๆเป็นสวนมะพร้าว คงมาอยู่ไม่นาน ต้นมะพร้าวยังต้นเตี้ย แต่มีลูกดกทุกต้น ริมคลองมีต้นจากขึ้นเป็นดง ญาติๆของแป้นดีใจที่พวกเราไปเยี่ยม เขาต้อนรับเราอย่างดี ตั้งใจว่าจะพบพี่ทิ้ง พี่ชายของแป้น แต่เขาไม่อยู่ พอวันรุ่งขึ้นจนสายพี่ทิ้งก็ยังไม่กลับมา พวกเราจึงลาญาติผู้ใหญ่ของแป้นกลับกรุงเทพ

จากนี้ไปจนสิ้นปีเราไม่ได้บันทึกรายวัน


ส่งท้ายปี 2501

นับแต่เรามาเช่าบ้านอยู่ด้วยกันก็เนินนานมาพอสมควร ใหม่ๆ ก็โอภาปราศรัย ออมชอมกันดี แต่ธรรมดาแม้แต่ลิ้นกับฟันในปากเดียวกันยังเผลอกัดกันจนได้ เวลาผ่านไปเราสำเร็จชั้น ปกศ.สูง ต่อมาคุณสมภาร พรหมสาขา ณ สกลนคร คุณจีรศักดิ์ จันทรฤาชัย เพื่อนรักเพื่อนเก่า สมัยโคราช คุณจิรศักดิ์อาศัยวัดแถวโบ๊เบ๊ มีความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่ จึงได้ชวนเพื่อนมาอยู่ด้วย และแล้วเรากับกวีก็มีปากเสียงกันจำไม่ได้ว่าเรื่องอะไร ถาวรเราก็ไม่ค่อยพอใจกีนหลายเรื่อง คิดว่าคงอยู่ด้วยกันอีกไม่นาน มีอีกครอบครัวหนึ่งเราเรียกเขาว่าพี่ประวัติเป็นตำรวจจราจร เช่าบ้านใกล้กับเรา และพี่บัวพันธ์ ช่างแกละ มีหลานสาวคนหนึ่งเป็นนักเรียนครูบ้านสมเด็จรุ่นน้องชื่อ สมถวิล บุญเย็น เรารู้สึกรักหญิงคนนี้ และถาวรก็คงชอบด้วย เราก็ช่วยกันจีบใหญ่เลย ไม่มีใครได้ ต่อมาเราขอแยกทางย้ายออกจากบ้าน บินเดี่ยวไปหาห้องเช่า ตระเวณเช่าห้องพักแถวๆตลาดพลู เป็นห้องแบ่งอยู่รวมกับเจ้าของบ้าน อยู่ได้ 2 วันก็เผ่น บรรยากาศไม่สู้ดี เข้าไปในตรอกวัดใหญ่ศรีสุพรรณ ได้ห้องแบ่งอีก ก็ต้องย้ายอีก ต่อมาได้หอพักเล็กๆมีไม่กี่ห้อง เช่าห้องละคน ค่าเช่า 150 บาท พักที่นี่จนสิ้นเดือนมีนาคม ขณะนี้ เรียนจบแล้ว รับประกาศนียบัตรแล้ว ตระเวณหาที่พักต่อไปอีก ไปที่เจริญพาสน์ เดินลึกเข้าไปเจอหอพักชื่อ หอพักพีศรี ดีมาก สะอาด ห้องละคน เข้าไปสอบถาม ได้ความว่ามีห้องว่างอยู่ 2 ห้อง ก็ตกลงเข้าพักที่นี่ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม สุดท้ายเรากับคุณทองดีไปติดต่อรายงานตัวที่กระทรวงเพื่อขอบรรจุเป็นครู เพราะว่าเราเป็นนักรียนทุนส่วนกลาง จะได้รับการบรรจุเป็นครูในกรุงเทพ เพื่อนๆต่างก็ทะยอยกันกลับถิ่นที่อยู่กันหมดแล้ว เราก็มีเพื่อนคู่หูอยู่คนเดียวคือ ทองดี ภิบาลสิงห์ กรมวิสามัญบอกให้เราคอยฟังข่าวการบรรจุเดือนหน้าคือเดือนพฤษภาคม มีเวลารออีกหลายวัน เราจึงกลับบ้านท่าฉาง พักอยู่กับพ่อแม่จนถึงวันที่ 15 พค.02 เราก็กลับกรุงเทพ ลงรถไฟที่สถานีบางกอกน้อย ทองดีกับติ๋วมารอรับ บอกข่าวว่าเราได้รับการบรรจุเป็นครูที่ี รร.วัดชิโนรส บางกอกน้อย จ.ธนบุรี ส่วนทองดีไปที่รร.วัดสิงห์ บางขุนเทียน ธนบุรี

บันทึกการเข้า

นายเสือ

อย่ายอมแพ้

Free Reseller Host
paradise on koh phangan
 

Free Hosting

ติดต่อโฆษณา phangan@gmail.com