yakyaihost.net
โฆษณา 1,500บาท/ปี ติดต่อ 086-944-1314 E-Mail yakyai2003@yahoo.com
  MAIL WEB DESIGN MLM ONLINE MEMBER รับทำโฮมเพจ GAMES JBOX MIDISONG E BOARD อังกฤษวันละคำ
  HOME YAHOO HOMEPAGE DIARY JAVASCRIPT TV-THAI SONGBOX MIDISONG POSTPIC คารมคมหอก
การทำโฮมเพจ ทำเว็บกันเถอะ ไม่ยาก

Menu

Home
Midisong

จำนวนเยี่ยมชม Yakyai

  รวมของฟรีใช้ทำเว็บ
Banner Free

กรุณาเลือกสีที่ชอบ:

แนวคิด
พื้นฐานทั่วไป
พื้นฐานต่างๆ 2
คำสั่งพื้นฐานต่างๆ แบบ3
การเขียน Code HTML-ตาราง
การทำให้เป็นที่รู้จัก
Search Engineคืออะไร
Meta tag ประโยชน์มากมาย
เว็บที่ควรเรียนรู้ต่อไป
shtmlคืออะไร
แก้ปัญหาเน็ต
50ทิปการทำเว็บ1
javascript
ข้อพึงระวังในการเขียน WEB
7 ขั้นตอนง่าย ๆ ในการสร้างเว็บไซท์
การออกแบบโฮมเพจ
คำถามที่พบบ่อย
aspคืออะไร
aspทำงานอย่างไร
จาวา คืออะไร
การเขียน จาวาสคริปท์
การอัพโหลด ด้วย ftp
การใช้ ftp
WebServer 2003 ( IIS 6 )
ติดตั้ง 2 Service ใน Windows
ติดตั้ง Apache ใน Windows
ติดตั้ง PHP ในWindows
จำลองเครื่องให้เป็น MultiDomain
สร้างไฟล์แรก Index Directory

ถาม-ตอบ เรื่องทำเว็บ

Yakyai ! ผมเริ่มต้นทำแบบดำน้ำครับ โชคดีอยู่บ้างที่ชอบอ่านและศึกษา เรียนรู้ และถามผู้รู้ วันนี้มีโอกาส สรุปเป็นเรื่องเป็นราวแด่ท่าน
บทความนี้คัดลอก น่าจะมีประโยชน์แด่ท่าน จำไม่ได้จริงๆ ครับ ว่ามาจากไหน ข้ออภัยท่านเจ้าของบทความ ณ.ที่นี้
*เหตุผลที่ควรมีเว็บของตนเอง*



 
การเริ่มต้นทำเว็บ!!!จาวา คืออะไร

นับตั้งแต่มีการจัดดำเนินการทางอินเทอร์เน็ตเชิงพานิชในปี พ.ศ. 2528 การสื่อสารด้วยระบบอินเทอร์เน็ตก็ได้รับความนิยมสูงสุดอย่างรวดเร็ว หลายคนเลิกติดต่อสื่อสารถึงกันด้วยการเขียนจดหมายธรรมดาแล้ว หันมาเขียนอีเมล์แทน เพราะมีความแม่นยำในการส่งถึงตัวผู้รับไม่มีผิดพลาด ที่สำคัญมีความรวดเร็วสูง จดหมายที่เขียนแล้วส่งออกไปสามารถถึงมือผู้รับในชั่วพริบตาเดียว โทรศัพท์ที่ใช้กันตามบ้านก็มีการเปลี่ยนแปลงใหม่ หันมาใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตโฟนกัน แม้ว่ายังไม่สามารถให้ความสะดวกสบายเท่ากับการใช้โทรศัพท์ธรรมดาก็ตาม แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่ากันมาก ๆ สามารถพูดคุยกับใครก็ได้ทั่วโลกใบนี้ด้วยค่าใช้จ่ายเพียงเท่ากับการโทรศัพท์ภายในท้องถิ่นเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมอินเทอร์เน็ตโฟนบางตัว ที่เปิดโอกาสให้เห็นหน้าตาคู่สนทนากัน มองเห็นการเคลื่อนไหวของคู่สนทนาได้ เป็นการเพิ่มรสชาดให้กับการพูดคุยที่ต่างจากการใช้โทรศัพท์ธรรมดามาก

นอกจากนี้เรายังได้รับข่าวสารเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ตจากสื่อต่าง ๆ อย่างมากมาย มีหนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับการสร้างโฮมเพจโดยตรงมีให้เห็นบนแผงหนังสือให้เราเลือกอ่านกันจนตาลายไปหมด อินเทอร์เน็ตได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้คนไปแล้ว นอกจากความรวดเร็วของข่าวสารที่มาจากทั่วทุกมุมโลกแล้ว อินเทอร์เน็ตยังเป็นแหล่งความรู้ เป็นอาหารสมองอันโอชะของปัญญาชน อินเทอร์เน็ตเป็นของมนุษย์ทุกผู้คน ไม่มีผู้ใด ประเทศใดมาประกาศความเป็นเจ้าของได้อย่างแท้จริง วันนี้บรรดาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทั้งหลายยังสามารถเข้าไปปักธงจับจองพื้นที่บนอินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างแหล่งข้อมูล ข่าวสาร ศูนย์กลางวิชาการ ความรู้เป็นของตนเอง เพื่อเผยแพร่ให้ผู้อื่นที่เข้ามาเยี่ยมเยือนสามารถนำเอาเนื้อหาสาระที่มีไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้ต่อไป

พื้นที่ที่มีการจับจองนี้มีชื่อเรียกว่า “เว็บไซต์” (Web Site) และเรียกสิ่งที่นำเสนอเพื่อการแสดงบนจอภาพนั้นเรียกว่า “เว็บเพจ” (WebPage) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “เพจ” (Page) ส่วนหน้าแรกสุดที่เป็นหน้าหลักของการแสดงผล เรียกว่า “โฮมเพจ” (HomePage) แต่ก็มักเรียกเพจทุกหน้ารวมกันว่าโฮมเพจทั้งหมด

การออกแบบโฮมเพจ

การสร้างโฮมเพจนั้น ไม่ใช่ว่าสักแต่เขียนเอาแต่เนื้อหาอย่างเดียว การวางรูปแบบ ตำแหน่ง การใช้สีสรร การเพิ่มสิ่งเร้าใจต่าง ๆ เช่น มีภาพประกอบทั้งที่อยู่นิ่ง ๆ และเคลื่อนไหวได้ มีเสียงประกอบ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จัดได้ว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการสร้างส่วนประกอบอื่น ๆ

เมื่อเข้าเยี่ยมชมโฮมเพจทั้งของในประเทศและต่างประเทศ ถ้าเราสังเกตให้ดีจะพบว่า หลายแห่งได้มีการจัดวางรูปแบบ มีเนื้อหา คล้ายกับวารสาร นิตยสาร ที่ต้องมีการออกแบบ และมีการสร้างสรร เป็นหัวใจสำคัญ ทั้งนี้เพราะหน้าปกของหนังสือเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นความสนใจ ทำให้ผู้พบเห็นยินดีที่จะควักเงินในกระเป๋ามาจ่ายเป็นค่าหนังสือ

ขณะนี้มีบุคลากรจากวงการโฆษณาเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบและสร้างโฮมเพจกันเพิ่มมากขึ้น แน่นอนเมื่อบุคคลเหล่านี้เข้ามาสู่วงการอินเทอร์เน็ต ย่อมนำสิ่งแปลกใหม่ให้กับวงการสร้างโฮมเพจ สร้างสรรค์ผลงานให้เห็นรูปแบบของโฮมเพจที่มีรูปแบบที่สะดุดตา มีความสวยงามเป็นจุดที่เด่นมาก และมีเนื้อหา สาระที่แตกต่าง หลากหลาย

การเขียนเพจเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

การเขียนเพจนั้น เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่ว่าเป็นศาสตร์นั้น มาจากกระบวนการเขียนเพจนั้นต้องใช้ความรู้ในการเขียนภาษา HTML ซึ่งมีขั้นตอน หลักเกณฑ์ที่แน่นอน ยิ่งมีเพิ่มความสามารถด้วยการเขียนโปรแกรมภาษา Java หรือ JavaScript เข้าไปอีก ผู้เขียนนั้นควรมีพื้นความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์อย่างน้อยภาษาหนึ่งก่อน

ส่วนที่เป็นศิลป์นั้น มาจากการที่แต่ละเพจออกมาดูดีได้นั้น ต้องมีสิ่งที่ดึงดูดใจ สายตา นอกเหนือไปจากส่วนเนื้อหาสาระของเพจนั้น ๆ แล้ว การจัดวางตำแหน่งของเพจ การใช้สี ภาพประกอบต่าง ๆ ต้องใช้ความรู้ทางด้านศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งสิ้น

แน่นอนที่สุดว่า การสร้างเพจให้ดีนั้นต้องผ่านกระบวนการฝึกฝน เสริมสร้างประสบการณ์ และมีความคิดสร้างสรรสิ่งใหม่ ๆ ให้กับงาน ถ้าต้องการสร้างความตื่นตาตื่นใจ สร้างเพจแบบไดนามิกแล้วละก้อ ต้องรวมความรู้ทางด้านโปรแกรมมิ่งเข้าไปด้วย (ตรงจุดนี้โปรแกรมเมอร์ได้เปรียบมาก) แต่ถ้ามีความรู้ด้านศิลปะเข้ามาเป็นส่วนเสริมสร้างความน่าตื่นตา ตื่นใจ ก็จะดียิ่งขึ้น

ภาษา HTML

เดิมทีการสร้างโฮมเพจหรือเพจนั้น ผู้สร้างต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษา HTML (HyperText Markup Language) ซึ่งเป็นภาษาหลักของการสร้างเพจ แต่มาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องยากและซับซ้อนซ่อนเงื่อนอีกต่อไปแล้ว ใครๆ ก็สามารถสร้างโฮมเพจได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษา HTML เหมือนแต่ก่อนแล้ว เพียงแต่มีโปรแกรม MS FrontPage 98, MS Office 97, Lotus SmartSuite 98 หรือโปรแกรมสำหรับการสร้างเพจแบบ WYSIWYG ทำความเข้าใจในวิธีการใช้โปรแกรมและพิมพ์ดีดเป็น เพียงแค่นี้ก็สามารถสร้างโฮมเพจได้แล้ว เพราะว่าเครื่องมือและอุปกรณ์อำนวยความสะดวกเหล่านี้ ช่วยทำให้การสร้างโฮมเพจเป็นเรื่องที่ง่ายจริง ๆ

แม้ว่าโปรแกรมสร้างโฮมเพจอย่าง FrontPage 98 หรือโปรแกรมอื่นจะมีความเก่งกาจเพียงใดก็ตาม แต่ก็มีข้อจำกัดในการสร้างทั้งนั้น บางโปรแกรมสร้างตารางไม่ได้ สร้างฟอร์มไม่ได้ สร้างเฟรมไม่ได้ หรือสร้างได้แต่ไม่สามารถเพิ่มขีดความสามารถบางอย่างลงไปบนเพจได้ เช่น การสร้างเฟรมซ้อนเฟรม เป็นต้น และท้ายที่สุดเราก็ต้องมาเขียนส่วนประกอบที่โปรแกรมนั้นทำไม่ได้ด้วยภาษา HTML เหมือนเดิม ดังนั้นการเรียนรู้ภาษา HTML เพื่อการสร้างโฮมเพจนั้น จึงยังเป็นสิ่งที่จำเป็น และจะยิ่งเห็นความจำเป็นเพิ่มมากขึ้นเมื่อได้เรียนรู้ JavaScript เพิ่มขึ้น

เพจที่ไม่ธรรมดา

เพจที่สร้างด้วย HTML นั้นแสดงได้แต่เพจที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีความสามารถในการโต้ตอบกับผู้ใช้ได้อย่างทันทีทันใด แม้ว่าเราจะนำไฟล์รูปภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหวมาประกอบ ก็เพียงแต่ช่วยทำให้เพจนั้นมีน่าดูเพิ่มขึ้นมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

เพจที่พบเห็นกันอยู่บ่อยในเวลานี้ สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้กับเพจมากขึ้น เช่น เมื่อเข้าไปเยี่ยมเยือนแล้วมีข้อความกล่าวต้อนรับเราเข้าสู่โฮมเพจนั้น ๆ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา ลักษณะดังกล่าวนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแสดงผลบนเพจเท่านั้น หลายต่อหลายเพจที่สามารถแสดงภาพเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องใช้ภาพประกอบให้เปลืองพื้นที่ฮาร์ดดิสก์ของเว็บเซิร์ฟเวอร์เลย

วันนี้เราพบว่าเพจส่วนใหญ่มีลูกเล่นเพิ่มมากขึ้น สามารถปรับแต่งเพจได้ง่ายขึ้น มีลักษณะการเคลื่อนไหวที่เป็นอิสระมากขึ้น การทำงานหลายอย่างของเพจช่วยลดหน้าที่การทำงานของเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้เป็นอย่างมาก โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ช่วยลดการทำงานของเว็บเซิร์ฟเวอร์ที่มีอยู่ด้วยกันหลายตัว เช่น การเขียนโปรแกรม CGI, Java , JavaScript , วีบีสคริปท์, การใช้แอ็คทีฟเอ็กซ์ และโปรแกรมสนับสนุนอีกหลายอย่าง สิ่งเหล่านี้ต่างเข้ามาช่วยส่งเสริม สนับสนุนให้เพจที่สร้างขึ้นมา ไม่ธรรมดาจริง ๆ

Java Language

Java นอกจากจะเป็นชื่อกาแฟรสดีของหมู่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียแล้ว ยังเป็นภาษาคอมพิวเตอร์สำหรับใช้งานบนระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด เป็นภาษามาตรฐานระดับสูงที่มีความสามารถในการทำงานได้โดยไม่ยึดติดกับแพลทฟอร์มใด ๆ ของระบบคอมพิวเตอร์

กำเนิดของภาษา Java นี้ เริ่มมาจากความยุ่งยากในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนระบบอินเทอร์เน็ต เนื่องมาจากสิ่งที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า ระบบอินเทอร์เน็ตนั้นสามารถนำมาใช้งานได้จากเครื่องคอมพิวเตอร์ใด ๆ ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องพีซี แมค ซัน ดิจิตอล ไอบีเอ็ม เครื่องมินิคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงเครื่องระบบซูเปอร์คอมพิวเตอร์ เราสามารถเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตได้จากเครื่องเหล่านี้ได้ แต่ยังไม่มีแอพพลิเคชั่นบนอินเทอร์เน็ตตัวใดเลยที่สามารถนำมาใช้งานได้กับเครื่องเหล่านี้ (ทุกเครื่อง) เพราะว่าแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นมาใช้กับเครื่องพีซี เมื่อนำมาใช้กับแมค หรือซัน ไม่สามารถทำงานได้ หรือทำได้แต่ไม่เต็มประสิทธิภาพ

ตั้งแต่ ปี ค.ศ.1991 บริษัท ซัน ไมโครซิสเต็มส์ ได้มีการพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการแสดงผลงานชนิดที่ไม่ยึดติดกับแพลทฟอร์มขึ้นมา โดยตั้งวัตถุประสงค์ไว้ให้เป็นภาษาที่ทำหน้าที่เหมือนกล่องอุปกรณ์เคเบิลทีวี (Set Top Box) ที่เพียงแต่ผู้ใช้กดปุ่มรีโมตสั่งงานเท่านั้น ก็สามารถสั่งให้ทีวีทำงานได้ตามที่ต้องการ สามารถติดต่อกลับไปยังผู้ให้บริการเพื่อขอชมภาพยนตร์ที่เรียกว่า Pay-Per-View คือ ดูภาพยนตร์ที่ต้องจ่ายสตางค์เป็นเรื่อง ๆ ไป โดยไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของอุปกรณ์เลย ใครเป็นสมาชิกของเคเบิลทีวีไม่ว่าจะเป็นแบบใช้จานดาวเทียมหรือเดินตามสายโทรศัพท์คงเคยเห็นอุปกรณ์ที่ว่านี้

James Gosling และทีมพัฒนาของบริษัทซัน ไมโครซิสเต็ม ได้สร้างภาษา Java ขึ้นมา โดยตั้งชื่อตามกาแฟที่พวกเขาใช้ดื่มขณะพัฒนาโปรแกรมนี้ขึ้นมา โดยก่อนหน้าได้ตั้งชื่อไว้ว่า OAK ตามต้นโอ๊กที่อยู่นอกหน้าต่างห้องทำงาน แต่เนื่องจากเกิดปัญหาทางลิขสิทธิ์ชื่อที่ตั้งมีผู้อื่นตั้งไว้แล้ว จึงเปลี่ยนจากต้นโอ๊คมาเป็นกาแฟแทน

Java นับได้ว่าเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาแรกของโลกที่ถูกออกแบบให้มีคุณสมบัติพิเศษด้านเทคนิค สามารถสร้างแอพพลิเคชั่นจากเครื่องคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่ง แล้วนำไปใช้ได้กับเครื่องอีกประเภทหนึ่งที่อยู่ภายในเครือข่ายเดียวกันหรือต่างเครือข่ายได้ โดยไม่ยึดติดกับคำว่าแพลทฟอร์มอีกต่อไป โปรแกรมเมอร์ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อเขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว จะนำไปใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้านหรือที่บริษัทไม่ได้ เพราะ Java สามารถทำงานได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกยี่ห้อ (มีข้อแม้ว่า ระบบปฎิบัติการนั้นต้องสนับสนุนภาษา Java ด้วย) ซึ่งก็คงไม่มีปัญหาใด ๆ เพราะปัจจุบันมีเครื่องคอมพิวเตอร์ประมาณ 20 แพลทฟอร์มที่มีการพัฒนา Java Virsual Machine (VM) สามารถใช้งาน Java ได้แล้ว

จุดที่ทำให้ภาษา Java กลายเป็นดาวเด่นในวงการคอมพิวเตอร์เน็ตเวอร์ก อยู่ตรงที่มีการสร้างโปรแกรมขนาดเล็กที่เรียกว่าแอพเพลท (Applet) สำหรับใช้งานผ่านเน็ตเวิร์กร่วมกับเบราเซอร์ที่สามารถอินเทอร์พรีตไบต์โค้ด ที่สร้างจากตัวแปลภาษา Java (Java Compiler) ได้ ปัจจุบันมีการสร้างแอพเพลทขึ้นมาใช้งานเป็นจำนวนมาก เมื่อครั้งที่ยานโซเจอเนอร์ลงไปสำรวจดาวอังคารในเดือนกรกฎาคม 2540 นี้ โฮมเพจการสำรวจในครั้งนี้ที่ใช้แอพเพลทแสดงสภาพดาวอังคารให้ผู้เข้าเยี่ยมชม เป็นที่ฮือฮามาก นอกจากนี้ยังมีการแจกจ่ายแอพเพลทสำเร็จรูปให้ใช้ฟรีอีก

นอกเหนือจากความสามารถที่จัดว่ายอดเยี่ยมของภาษาแล้ว Java ยังได้รับการสนับสนุนจากบริษัทผู้ผลิตซอฟท์แวร์รายใหญ่ของโลกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นไมโครซอฟท์, เน็ตสเคป คอมมูนิเคชั่น, มิซูบิชิ, โตชิบา, สตาร์ฟิส, โกดัก, บอร์แลนด์, ออราเคิล, ซิลิกอนกราฟิกส์ เพียงเท่านี้ก็เป็นที่น่าเชื่อแล้วว่าภาษานี้ต้องดีเลิศเป็นแน่แท้

Java เป็นภาษาอินเตอร์แอคทีฟที่แตกต่างจากภาษาอื่นตรงที่ ภาษาจะทำการคอมไพล์ซอร์ตโค๊ดให้กลายเป็นภาษากลางที่เรียกว่าไบต์โค๊ด (bytecode) ที่มีขนาดเล็กกว่าซอร์สโค๊ด ง่ายต่อการดัดแปลงเพื่อนำไปใช้งานมาก และเก็บไว้ในเครื่องเว็บเซิร์ฟเวอร์จนกระทั่งมีการเรียกใช้งานผ่านเบราเซอร์ และโปรแกรมรันไทม์ที่อยู่ภายในเบราเซอร์จะเป็นผู้รันภาษานี้อีกที

Java ถูกจัดวางลำดับให้เป็นภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูงเช่นเดียวกับภาษา Fortran, Cobol, C, Pascal, Basic เป็นภาษาที่มีเสถียรภาพสูง มีรูปแบบของการเขียนโปรแกรมแบบออบเจ็คต์โอเรียนเต็ด (Object Oreianted Programmimg หรือ OOP) มีโครงสร้างของภาษาคล้ายกับภาษา C++ ซึ่งก็แน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่า Java ใช้ภาษา C++ เป็นต้นแบบในการพัฒนาขึ้นมา

การทำงานของภาษา Java

เมื่อผู้ใช้ส่งคำร้องขอไปยังเว็บเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งภายในเว็บเพจนั้นต้องมีแทก <APPLET>...</APPLET> สำหรับกำหนดตัวแอพเพลทที่ต้องการนำมาใช้งาน เว็บเซิร์ฟเวอร์ทำหน้าที่เป็นตัวแปลไบต์โค้ดของแอพเพลทนั้น แล้วส่งผ่านกลับคืนไปยังเครื่องของผู้ใช้ทั้งหมด เบราเซอร์ที่เครื่องของผู้ใช้จะทำการแปลไบต์โค้ดนั้นอีกครั้งหนึ่ง และนำผลลัพธ์ที่ได้มาแสดงผลที่จอภาพ

ตัวแปรภาษาของ Java ฝังตัวเองอยู่ในเบราเซอร์ ทำหน้าที่ตรวจหาคำสั่งของ Java ที่อยู่ในเครื่องเว็บเว็บเซิร์ฟเวอร์ และเมื่อเบราเซอร์นั้นเชื่อมต่อกับเพจที่เขียนด้วย Java รหัสของ Java จะถูกส่งกลับคืนมายังเบราเซอร์ของเราโดยอัตโนมัติ การจัดการกับแอพเพลทจะเรียบร้อยเมื่อเราได้เห็นภาพและได้ยินเสียงตามที่ได้มีการกำหนดมา

เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ไม่ต้องดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บเซิร์ฟเวอร์เพิ่มเติมเลย เนื่องจากไบต์โค้ดของแอพเพลทนั้นได้เก็บข้อมูลได้หมด และทำหน้าที่แทนเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้อีกด้วย

ความปลอดภัย

เนื่องจาก Java ทำงานกับระบบเครือข่าย จึงเน้นที่ระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากไวรัสคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ทำงานผิดพลาดได้ Java จึงไม่มีคุณสมบัติในการเข้าถึงหน่วยความจำของระบบในระดับลึก ทำให้ไม่สามารถเป็นอันตรายต่อระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกใช้ และโดยที่ Java ต้องทำงานผ่านเบราเซอร์ ดังนั้นเบราเซอร์จึงทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจทานโค๊ดของ Java ก่อนว่า ไม่มีการเขียนโค๊ดที่เป็นอันตรายต่อระบบ จากนั้นจึงรัน Java คลาสโหลดเดอร์ (Java Class Loader) เพื่อสั่งให้โปรแกรมทำงานต่อไป จึงเหมาะกับงานด้านการเงินหรือทำธุรกิจบนอินเทอร์เนต โดย Java ได้แบ่งระบบรักษาความปลอดภัยไว้ 3 ระดับ ดังนี้

  • ตรวจสอบความถูกต้องของรหัส
  • กำหนดไฟล์ที่สามารถเข้าถึงได้
  • ตรวจสอบในขณะที่เรียกใช้งาน

Java มีความสามารถมาก แต่ก็มีความยุ่งยากในการเรียนรู้และทำความเข้าใจ ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจได้ จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาเพจให้มีขีดความสามารถที่สูงขึ้นได้ในโอกาสต่อไป

ดังนั้น ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างเว็บเพจที่มีความสามารถสูงกว่าการสร้างด้วยภาษา HTML เพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องยุ่งยากกับการเขียนโปรแกรมภาษา Java แล้วต้องมาคอมไพล์ไฟล์โปรแกรม ด้วยการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาสคริปท์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายตัว แต่ที่นิยมใช้กันมากมี 2 ตัว คือ JavaScript (JavaScript) และวีบีสคริปท์ (VBScript)

JavaScript

JavaScript เป็นภาษาแรกสำหรับการเขียนโปรแกรมบนระบบอินเทอร์เน็ตที่ได้รับความนิยมอย่างสูง สามารถเขียนโปรแกรมเพื่อการคำนวณ การแสดงผล การรับส่งข้อมูล และสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้อย่างทันทีทันใด นอกจากนี้ยังมีความสามารถด้านอื่นอีกหลายประการ ที่ช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับเว็บเพจเป็นอย่างมาก

JavaScript ถือกำเนิดมาจากบริษัทเน็ตสเคป คอมมูนิเคเตอร์ ถูกเปิดตัวขึ้นมาครั้งแรกพร้อมกับนาวิเกเตอร์ 2.0 เดิมมีชื่อว่า ไลพ์สคริปท์ (LiveScript) เพื่อให้เว็บเพจนั้นสามารถโต้ตอบข้อมูลกับผู้ใช้ผ่านไลว์ไวร์ (LiveWire) ได้ และหลังจากที่บริษัท ซัน ไมโครซิสเต็ม ได้นำภาษา Java ออกสู่ท้องตลาด จึงเกิดความร่วมมือกันระหว่าง ซัน กับเน็ตสเคป ขึ้นมา เพื่อทำให้เบราเซอร์ของเน็ตสเคปสามารถใช้งานภาษา Java ได้ และมีการนำเอาภาษาไลพ์สคริปท์ มาแก้ไขปรับปรุงใหม่ และเปลี่ยนชื่อเป็น JavaScript ในปี 1995

ไลว์ไวร์เป็นแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาขึ้นมาภายใต้สภาพแวดล้อมของ JavaScript สำหรับการตอบโต้ข้อมูลกับผู้ใช้แบบออนไลน์ ด้วยการสร้าง ดูแล และพัฒนาแอพพลิเคชั่นพื้นฐานของโปรแกรม CGI (Common Gateway Interface)

JavaScript เป็นภาษาสคริปท์แบบเชิงวัตถุ ที่ควบคุมเว็บเพจได้อย่างง่ายดาย สามารถทำงานข้ามแพลตฟอร์ม เป็นตัวประสานระหว่างเพจ HTML, Java แอพเพลท และโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ JavaScript ไม่ได้มีความสามารถเพียงการตกแต่งเพจเท่านั้น เพราะเหมาะสำหรับการพัฒนาอินเทอร์เน็ตแอพพลิเคชั่นฝั่งไคลเอนต์และเซิร์ฟเวอร์ โปรแกรมเน็ตสเคปนาวิเกเตอร์ ตั้งแต่เวอร์ชั่น 2.0 เป็นต้นไป มีการเพิ่มความสามารถในการแปลชุดคำสั่งของ JavaScript ที่มากับเพจ HTML และไลว์ไวร์ ทำให้สร้างแอพพลิเคชั่นแบบเว็บเซิร์ฟเวอร์เบสได้ถึง 2 แบบ คือ

  • Navigator JavaScript เรียกว่า Client-Side JavaScript เป็น JavaScript ที่ถูกแปลทางฝั่งไคลเอนต์ (เครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น พีซี แมค) มีความเหมาะสมต่อการใช้งานของผู้ใช้ทั่วไปเป็นส่วนใหญ่

  • LiveWire JavaScript เรียกว่า Server-Side JavaScript เป็น JavaScript ที่ถูกแปลทางฝั่งเว็บเซิร์ฟเวอร์ (เครื่องคอมพิวเตอร์เว็บเซิร์ฟเวอร์ เช่น ซัน ซิลิกอนกราฟิกส์) สามารถใช้ได้เฉพาะกับไลว์ไวร์ของเน็ตสเคปโดยตรง

Java VS JavaScript

JavaScript นั้น เมื่อครั้งที่ออกเป็นเวอร์ชั่นแรก ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับภาษา Java เลย เพราะเป็นการนำภาษาไลพ์สคริปท์ของเน็ตสเคปเองมาเปลี่ยนชื่อเท่านั้น แต่ในเวอร์ชั่นต่อมาเริ่มมีเพิ่มส่วนของอ็อบเจ็กต์ของภาษา Java มากขึ้น สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ แต่ JavaScript ก็ยังไม่มีคลาสที่สามารถขยายเป็นลำดับขั้น ไม่มีกลไกสำหรับเก็บอ็อบเจ็กต์ภายใน มีความสามารถในการจัดการกับ HTML และแอพเพลทของ Java เพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถรวบรวมอ็อบเจ็กต์ แต่ละส่วนมาประกอบเป็นแอพพลิเคชั่นเดียวกันได้ตามความต้องการ

โครงสร้างภาษาของ JavaScript มีความคล้ายคลึงกับ Java มาก โดย JavaScript เป็นคอมพลีเมนต์ของ Java มีการเรียกใช้พรอพเพอร์ตี้ของ Java แอพเพลทกับสคริปท์ที่เขียนขึ้นมา คำสั่งของ JavaScript สามารถแสดงและกำหนดคุณสมบัติสำหรับการสอบถามสถานะหรือเปลี่ยนแปลงการกระทำของแอพเพลทหรือปลั๊กอิน JavaScript สนับสนุนนิพจน์และการควบคุมแบบพื้นฐานของภาษา Java สนับสนุนระบบรันไทม์ (Run-time) กับข้อมูลที่มีการแสดงค่าเป็นตัวเลข บูลีน และสตริง JavaScript มีสภาพคงที่ของโมเดลที่เข้าใจง่ายซึ่งยังต้องเน้นประสิทธิภาพเป็นสำคัญ

JavaScript ถูกออกแบบให้เป็นส่วนขยายของภาษา HTML โดยเฉพาะ ทำให้สามารถควบคุมเพจได้อย่างง่ายดาย เหมาะกับการทำงานอย่างรวดเร็วและเน้นความถูกต้อง สนับสนุนฟังก์ชั่นการทำซ้ำ โดยไม่ต้องมีการเขียนคำสั่งที่ยุ่งยากแต่อย่างใด มีฟังก์ชั่นที่แสดงพรอพเพอร์ตี้ของอ็อบเจ็กต์ เป็นภาษาแบบอินเตอร์พรีเตอร์ ที่ต้องเขียนเป็นเท็กไฟล์อยู่ร่วมกับเว็บเพจ HTML เท่านั้น จึงจะทำงานได้ ไฟล์ที่เก็บโปรแกรม JavaScript จึงมีนามสกุลเป็น .html หรือ .htm เหมือนกับไฟล์เว็บเพจ หรือ .js

สำหรับ Java แล้วเป็นภาษาแบบคอมไพล์ ต้องผ่านการคอมไพล์ เท็กซ์ไฟล์ (.java) ที่สร้างขึ้นให้เป็นไบต์โค้ด (.class) ก่อน จากนั้นจึงนำมาสร้างออบเจ็คต์และแอพเพลทต่อไป ประกอบไปด้วย เอ็กซ์คลูซีฟของคลาสและเมธอด โปรแกรมที่เขียนมีความสมบูรณ์กว่าการเขียนด้วย JavaScript

ส่วนที่เหมือนกันของภาษาทั้งสอง คือ รูปแบบของโครงสร้างภาษาและการเขียนโปรแกรมแบบอ็อบเจ็กต์

ตารางต่อไปนี้เป็นการเปรียบเทียบให้เห็นถึงคุณสมบัติของ JavaScript และ Java

JavaScript

Java

อินเตอร์พรีตด้วยไคลเอนท์ ไม่ต้องมีการคอมไพล์ไฟล์เป็นเอ็กซิคิวท์ไฟล์

คอมไพล์ไบต์โค้ด เป็นเอ็กซิคิวท์ที่ทำงานบนไคลเอนท์

เขียนออบเจ็คต์อยู่ในเพจ

มีอ็อบเจ็กต์โอเรียนเต็ด แอพเพลทที่ประกอบไปด้วยคลาสอ็อบเจ็กต์ ที่สืบทอดจากคลาสตัวแม่บรรจุอยู่ในเพจ

ใช้การลงโค๊ด JavaScript ฝังตัวอยู่กับ HTML

ใช้แอพเพลทช่วยในการเข้าถึงเพจ HTML

ไม่จำเป็นต้องกำหนดค่าตัวแปร

จำเป็นต้องมีการกำหนดค่าตัวแปร

ไดนามิคบินดิง

สแตติคบินดิง

ไม่สามารถเขียนข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์โดยอัตโนมัติ

ไม่สามารถเขียนข้อมูลบนฮาร์ดดิสก์โดยอัตโนมัติ

JavaScript กับ HTML

วิธีการเขียน JavaScript เพื่อสั่งให้เว็บเพจทำงานมีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี ดังนี้

  • เขียนด้วยชุดคำสั่งและฟังก์ชั่นของ JavaScript เอง หรือ
  • เขียนตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามการใช้งานจากชุดคำสั่งของ HTML

เมื่อเริ่มใช้งาน โปรแกรมเว็บเบราเซอร์จะอ่านข้อมูลจากส่วนบนของเว็บเพจ HTML และทำงานตามลำดับ เมื่อเว็บเพจเริ่มทำงาน <HEAD>...</HEAD> เป็นส่วนแรกเริ่มทำงานก่อนใคร และทำงานในส่วน <BODY>...</BODY> ในลำดับต่อมา เพราะว่าพฤติกรรมของการอ่านข้อมูลเป็นแบบจากบนลงล่าง (top-down) JavaScript จึงทำหน้าที่สะท้อนการทำงานของแต่ละแทก HTML ได้ตามลำดับ

แม้ว่า JavaScript ถูกออกแบบมาเพื่อลดภาระของเว็บเซิร์ฟเวอร์ก็ตาม แต่ก็ยังมีความสามารถที่เป็นได้มากกว่าภาษาสำหรับการตรวจสอบความถูกต้องของฟอร์มธรรมดา JavaScript เป็นเสมือนกาวที่ทางไคลเอนต์ใช้ในการเก็บส่วนประกอบของเพจเข้าด้วยกัน โดยการใช้โลจิกขั้นพื้นฐานที่ตัดสินใจได้ว่าจะใช้โปรแกรมเว็บเบราเซอร์หรือปลั๊กอินตัวใด

JavaScript กลายเป็นภาษาสำหรับควบคุมและติดต่อสื่อสารระหว่างอ็อบเจ็กต์ อย่างปลั๊กอิน เลเยอร์ เฟรม ฟอร์ม สไตล์ชีต และแอพเพลท นอกจากจะทำงานบนเว็บเพจได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว ยังสามารถนำไปใช้ร่วมกับเทคโนโลยีอื่น เช่น ActiveX CGI Plug-In Java เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้มากยิ่งขึ้น

การทำงานของ JavaScript นั้นดูไม่แตกต่างไปจาก HTML เท่าใดนัก โดย HTML จะทำหน้าที่วางโครงสร้างของอ็อบเจ็กต์ภายใน และส่วนเชื่อมโยงกับเพจเท่านั้น ในขณะที่ JavaScript ได้เพิ่มเติมส่วนของการเขียนโปรแกรมและโลจิกเข้าไป

<FORM NAME="statform">
   <input type = "text" name = "username" size = 20>
   <input type = "text" name = "userage" size = 3>
</FORM>

สมาชิกของฟอร์มทำหน้าที่ส่งข้อมูลไปยังอ็อบเจ็กต์ document.statform.username และ document .statform .userage ของ JavaScript ที่สามารถนำมาใช้งานได้ในทุกที่หลังจากที่ฟอร์มนี้ถูกสร้างขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถใช้อ็อบเจ็กต์นี้ก่อนหน้าฟอร์มนี้ถูกสร้างขึ้นมา ตัวอย่างต่อไปนี้ แสดงค่าของอ็อบเจ็กต์ในสคริปท์หลังจากการสร้างฟอร์มขึ้นมา

<SCRIPT>
    document.write(document.statform.username.value)
    document.write(document.statform.userage.value)
</SCRIPT>

เช่นเดียวกัน การกำหนดค่าพรอพเพอร์ตี้ไม่มีผลกระทบต่อมันเลย ตัวอย่างเช่น เว็บเพจที่กำหนดส่วนไตเติลเป็น <TITLE>My JavaScript Page</TITLE> ค่าของ document.title ใน JavaScript แสดงข้อความในส่วนไตเติลบาร์ของวินโดวส์

JavaScript ทำให้รูปแบบของการเขียนเว็บเพจเปลี่ยนไป จากเดิมเป็นเพียงการพิมพ์เอกสารเพื่อนำเสนอข้อมูล มาเป็นการเขียนโปรแกรมแทนเพื่อสนองตอบการทำงานอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนรูปแบบของการแสดงผลจากที่มีสภาพแวดล้อมเป็นแบบสแตติคมาเป็นแบบไดนามิกที่มีลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย ดังนั้น เราจึงเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า JavaScript เป็นเครื่องมือสำหรับนักสร้างเว็บเพจที่มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าภาษา HTML เลย

Next>>